ต้นทุนที่แตกต่างกันของคนผลิตเนื้อหาในสังคมโซเชียลมีเดีย

ในระยะสั้นการทำงาน fact check หรืองานสื่อสารเชิงคุณภาพทั้งข่าว สารคดี หรืออื่นๆ ที่พยายามนำเสนอข้อเท็จจริงทางสังคม แทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะเอาชนะ และสร้างความเข้าใจให้แก่สังคม เมื่อเทียบกับข่าวปลอม / dis and mis information เพื่อปลุกปั่นหรือเรียกกระแสใดก็ตามแต่ 
.
ในยุค AI ยิ่งแล้วใหญ่ เนื้อหาบางอย่างคนทำนั่งเทียนเขียน พาดหัวปลุกอารมณ์ หรือสนับสนุนนพื้นฐานความเชื่อหรือความกลัวของสังคม เพียงเท่านั้นสังคมก็พร้อมเชื่อและส่งต่อข้อมูลเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่คนที่มาคอยทำ fact check หรือการอธิบายเรื่องหนึ่งเชิงลึก ใช้เวลาแรมวันหรือแรมเดือนในการผลิตเนื้อหาชิ้นหนึ่ง
.
ยกตัวอย่างเรื่องของแรงงานข้ามชาติ เพจหรือช่องใดช่องหนึ่ง อาจใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงในการพาดหัว และบอกว่า คัดค้านการให้สัญชาติกับต่างด้าว ในขณะที่การ fact check หรือเขียนอธิบายเรื่องดังกล่าวว่า การให้สถานะบุคคลไม่เท่ากับการให้สัญชาติ จำเป็นต้องพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ นักกฎหมาย ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งล้วนต้องผ่านกระบวนการติดต่อประสานงาน นัดสัมภาษณ์ เดินทาง สัมภาษณ์ ถอดเทป เรียบเรียง ผ่านกระบวนการตรวจจากบรรณาธิการ เผยแพร่ นี่คือต้นทุนที่แตกต่างกันในยุคที่ใครก็เป็นสื่อ แต่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นสื่อที่รับผิดชอบต่อการสื่อสารของตนเองได้ เราอยู่ในยุคที่คนสร้างเนื้อหาเพื่อความอยู่รอดผ่านจำนวนยอดแชร์ ไม่ใช่จากคุณภาพของเนื้อหา คุณภาพไม่สามารถตีมูลค่าได้บนแพลตฟอร์ม
.
ยิ่งสังคมไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อ และไม่ใช่สังคมที่มีวัฒนธรรมตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว หลายครั้งที่ผมพยายามสื่อสาร สร้างความเข้าใจ แม้กระทั่งการใช้ช่องทางสื่อสารของตนเอง ในการเรียบเรียงเนื้อหาให้สั้นที่สุด  แต่ผลลัพธ์ที่ได้รับกลับมาคือ เนื้อหาที่ผมเผยแพร่ ไม่ตรงไปตามสิ่งที่สังคมไทยอยากเชื่อ หลายคอมเม้นมักนำพาดหัวข่าวสั้นๆ ภาพบางอย่าง  ที่ตรงกับความเชื่อของเขามางัดง้าน และตอกย้ำความเชื่อของเขา นี่คือพื้นฐานของสังคมที่รับรู้ปรากฎการณ์ทางสังคมผ่าน breaking news พาดหัวข่าว หรือข้อมูลที่ปราศจากการกลั่นกรอง  ตอนนี้เราอยู่ในสังคมที่คนไม่อ่านงานวิชาการ งานเขียนยาวๆ หรือแม้กระทั่งข่าวเชิงลึก แต่เราเลือกเชื่ออินฟลูเอนเซออร์ ที่ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบประสบการณ์และความชำนาญ ขอแค่เขาพูดตอบสนองความเชื่อที่เรามีอยู่ก็เพียงพอแล้ว 
.
ยิ่งผสมรวมกับการรับข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่ในชีวิตผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยิ่งแล้วใหญ่ แพลตฟอร์มทุกวันนี้ไม่ได้เลือกโปรโมทเนื้อหาที่น่าเชื่อถือ หรือผ่านการรับรอง แต่เลือกโปรโมทเนื้อหาที่ทำการมองเห็นให้แก่เขาได้มากที่สุด แพลตฟอร์มไม่สนใจว่าสังคม จะได้รับเนื้อหาถูกต้องหรือไม่ ไม่มีหน่วยงานรัฐคอยตรวจสอบเนื้อหา ซ้ำร้ายหน่วยงานความมั่นคงยังลงมาเล่นสร้างปฏิบัติการทางข้อมูล ด้วยตนเอง
.
ท้ายที่สุดการอยู่ในสังคมที่ไม่มีใครสนใจข้อเท็จจริงกันแล้ว เราจะสร้างสังคมที่มั่นคงได้อย่างไร  คนสร้างเนื้อหาตอบสนองอารมณ์ของผู้คนได้รับคำชื่นชม ในขณะที่คนสร้างเนื้อหาเพื่อตั้งคำถามต่อสิ่งที่สังคมเชื่อถูกด้อยคุณค่า จึงไม่แปลกที่จำนวนคนสร้างเนื้อหาแบบพวกมากลากไป จะได้รับความนิยม ทั้งๆ ที่ทางข้างหน้าอาจเป็นเหว
.
ในหนังสือ Nexus: A Brief History of Information Networks from the Stone Age to AI มีการอภิปรายประเด็นเรื่อง "ความจริง" กับ "ข้อมูล/ข่าวปลอม" ไว้ว่าข้อมูล  ไม่ใช่สิ่งเดียวกับความจริง และหน้าที่หลักของข้อมูลในประวัติศาสตร์มนุษยชาติไม่ใช่การสะท้อนความจริง แต่คือการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ซึ่งเรื่องแต่งหรือข่าวปลอมมักทำหน้าที่เชื่อมคนจำนวนมากได้ง่ายกว่าความจริง เพราะความจริงมักจะซับซ้อนและเข้าใจยาก
.
ในหนังสือชี้ให้เห็นว่า ข่าวปลอมหรือเรื่องโกหกสามารถสร้าง "เครือข่ายความร่วมมือขนาดใหญ่" ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงมากในระยะสั้น แต่จุดอ่อนของเครือข่ายที่สร้างขึ้นบนข่าวปลอมคือ มันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของโลก ในระยะยาว ระบบหรือสังคมที่ปฏิเสธความจริงและดำเนินด้วยข่าวปลอม จะเริ่มสูญเสียความสามารถในการรับรู้ปัญหาที่แท้จริง ทำให้การตัดสินใจผิดพลาด และนำไปสู่ความเสื่อมสลายหรือล่มสลายในที่สุด

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่