ประโยชน์สูงสุดสิ่งเดียวมี

กระทู้คำถาม
ปกติดวงใจย่อมไหวหวั่นยุบยิบไม่สนแสงเดือนหรืออาทิตย์ที่อาบและฉาบทาโลกวัตถุ

จะกระทำกิจอันใดก็พึงพิจารณาถึงคุณและประโยชน์ของสิ่งนั้นเสมอ จนพบว่า ย่อมมีอาการ "เข้า" ไปทำ แล้วเห็นโทษ จึงสลัด ล่วงออก แล้วหลีกไว้ส่วนหนึ่ง แต่ก่อนคิดว่า เราเป็นบุคคลผู้อาศัยในโลกไม่ได้หรือเปล่า ไร้แรงขับเคลื่อนหรือตัณหาอันจำเป็นต่อโลกและวัตถุทั้งหลายหรือไม่

แต่เมื่อพิจารณาอยู่อย่างนั้นมากเข้าทุกทีไป พร้อมด้วยพยายามเฟ้นหา ว่าอะไรคือเหตุแห่งปัญญาอันยิ่ง (ปัญญาอันยิ่งนั้นย่อมมีแน่ แต่อะไรเป็นสิ่งอันร้อยเรียงมาให้เห็นและพิจารณาแบบนี้อยู่ได้)

ก็พบว่า เพราะรักและความจดจำในคุณ หรือที่ตั้ง ของสิ่งที่กระทบ เปลี่ยนผ่านในโลก

ตั้งแต่ จดจำคุณ ระลึกได้ในสิ่งที่ผู้เสียสละก่อน ได้กระทำไว้ให้เรา และยังคงทำเช่นนั้นจนตราบที่ท่านจะสิ้นลมหายใจไป ทำให้เราซาบซึ้งว่า ความตายหนอเป็นสิ่งไม่ควรเกิดกับคุณงามความดีที่ท่านมีเลย จะทำอย่างไรเพื่อให้ท่านได้พบ 'ประโยชน์สูงสุด' ดี

แม้โตขึ้น เราเองก็เริ่มเห็น ความเสียสละ ที่ได้รับการปลูกฝังมา หยอดไว้ผ่านจิตใจผู้อื่น ส่งต่อกันไปด้วย จนเกือบจะ หยั่งไปในบ่วงและเรือนที่จะตามมา แต่ก็เหมือนว่ากรรมที่มีร่วมกันจะไม่ได้ให้ผลแบบนั้น จึงมีแต่ มาให้ผลแล้วดับไป

ประโยชน์ที่จับต้องได้ทั้งหลายในโลก เป็นประโยชน์ชั่วคราวและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ลืมตื่น ทุกสิ่งเมื่อ ย่างเข้า ย่างออก หมุนรอบแล้ว ก็พบว่า เหตุผลเดียวที่เราจักมีชีวิตอยู่ต่อ และจักจบวังวนเหล่านี้ เพื่อตอบแทนคุณของผู้เสียสละมาก่อนเราได้นั้น มีประโยชน์สูงสุดสิ่งเดียวเท่านั้น

คือการระลึกได้ในทุกข์(สัจจะ) ที่มีในท่ามกลางอันเป็นสัจจะที่ครอบงำทุกสิ่งไป ในทุกๆ ปฏิสัมพันธ์ และทุกๆสรรพสัตว์เองก็ล้วนตกอยู่และเคลื่อนไปด้วยความไม่ได้ระลึกในสัจจะข้อนี้ อันเป็นอวิชชาแล้ว ตัณหาได้แล่นไปร่ายระบำให้เหล่าพญามารได้ยิ้มแย้มในกระบวนท่าที่ลูกสาวของเขาสนุกสนานร่าเริง เราเองกลับมองเห็นแต่ปลายทางและทางออก จากความไม่มีความหมายในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ทั้งสิ้น!!!

เราพยายามรื้อค้นว่าอะไรเป็นเหตุให้ เห็นว่าวิบากมี เพราะกรรมมี เราจึงรื้อค้นไปในดวงใจและเหตุผลของการกำเนิด ที่ผู้เสียสละนั้นมอบให้

เราเห็นความทุกข์นี้อย่างมาก แม้ในบรรดาคนทั้งหลายเราไม่พึงมีความรำคาญใจเลย ประจักษ์แต่ว่า เรานั้นคงตั้งปณิธานบางประการไว้ก่อนพวกเขา จึงมองเขาอย่างนี้ สายตาของเราขยายความอบอุ่นไปโดยรอบ เท้าของเราก้าวไปเหมือนปุยนุ่น เราสัมผัสได้ว่าโลกจะหมุนไปด้วยความระลึกได้นี้ของเรา อันเป็นประโยชน์สูงสุดเพียงสิ่งเดียวที่เราไม่สงสัยเลย (วิบากจึงเป็นลักษณะที่เมื่อหยุดแล้ว สิ่งรอบข้างหรือภายใน ปรากฏด้วยความยังมีเหตุอย่างใด ความตั้งใจในปณิธานย่อมรู้ถึงปัญญาอันยิ่ง แม้ข้ามความตายก็ระลึกได้)

ความรักเดียวที่ถูกต้องและไม่เป็นโทษ (อโทสะ) ที่สุด ที่เราพึงมี และย่อมเป็น แสงสว่าง ให้ผู้ที่ไม่มี ได้มี และได้ระลึกในความสว่าง ที่แท้จริงมีได้จึงออกจากสรรพสิ่งเหล่านี้ทั้งหลายได้ ทำให้เราค้นพบ ความหมายในลมหายใจนี้แทบทั้งหมด

ความเพียรต่อสิ่งที่ไม่ได้กระทบเนื่องกับทางออกนั้น จึงกลายเป็นความสิ้นสงสัย ที่สามารถขยันได้จนถึงที่สุดแต่ไม่หยุดหรือถลำลงไปเลย

โลกย่อมกระทำย่ำยีไม่ได้ วิเวกวุธในการหลีกไปของเราจักมีขึ้นแล้ว

บางทีไม่ใช่เพราะปณิธานนี้สามารถ ละถอน หรือ ลาจากมันไปได้ แต่เพราะดวงใจที่ระลึกถึงคุณได้อย่างแท้จริง จะไม่มีวันกลับคืนคำสัญญา จนกว่าจะแบกหามพระคุณนั้นได้อย่างหมดจด ไม่ใช่เพราะเหนื่อยหน่ายหรือเดียวดาย แต่เพราะเป็นประโยชน์สูงสุดสิ่งเดียวที่มีและหมุนไปท่ามกลางดวงใจของเรา

เราขอกราบ ผู้ที่ระลึกได้ในสิ่งนี้แบบเดียวกันกับเรา แม้เราจะปลูกสวนคนละที่กัน เป็นเจ้าของสวน ที่ไม่อาจล่วงล้ำเขตแดนของกันและกัน เพราะโลกย่อมหมุนไปตามความระลึกได้นี้ของบรรดาพวกเราทั้งหลาย และโลกไม่อาจซ้อนทับกันและกันได้ก็ตาม ไม่ว่าจักถ่ายถอนหรือปรารถนาแบบใดก็ตามที

ความกตัญญู คือความรักอย่างยิ่ง ไม่มีโทษต่อท่านแล้ว จักขอบคุณไม่มีวันหมด

ในบรรดาประโยชน์ทั้งหลายที่โลกมี จึงได้เข้าใจในคำว่า "โลกวิทู"

ความรำพึงในใจนี้ ดับไปหลายรอบ กว่าจะร้อยเรียงมาเขียนได้สักที อรรถและรส ที่ควรจะต่อเนื่องก็พึงสูญหายไปบ้าง

ความหมายของการมีชีวิตอยู่นั้น เราพบแล้ว เพียงเพื่อหยุดมี หยุดเป็น ในเรื่องทั้งหมด ในสิ่งซึ่งทุกข์เข้าไปไม่ถึงในโลกนี้แล้วย่อมไม่มี พึงระลึกถึงสัจจะนั้นเป็นการพิจารณาแล้ว สัตว์ที่อาศัยสัจจะนี้ ย่อมมีอยู่ เรากระทำความเคารพอย่างที่สุด และไม่จำเป็นต้องอวยพรอะไรแก่เขาเลย เพราะย่อมไว้ใจอย่างยิ่ง ย่อมเลื่อมใสอย่างยิ่ง แม้จะผลิตัว ต่างหนทางเดิน

ขอบพระคุณที่ชาตินี้เราได้พบกันตามเหตุปัจจัยแล้ว

ดับ...
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่