
สวัสดีครับ วันอาทิตย์ที่เต็มไปด้วยความร้อนแรงแบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยเท่าไรในช่วงฤดูฝนหลากกลางเดือนมิถุนายน รอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมาความชื้นรอบตัวพุ่งทะยานจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ก่อตัวขึ้นจากมหาสมุทรอินเดีย ก่อตัวเป็นหยาดฝนพรั่งพรมจนน้ำท่วมขังไปทั่วบริเวณ
ผมมีแพลนจะเดินทางไปทักทายเพื่อนเก่าวัยเด็กหลายครั้งนะครับ แต่ต้องล่มเพราะอากาศไม่เคยอำนวย จนกระทั่งการมาของแสงแดดในรอบหลายสิบวัน ผมเลยสบโอกาสเสียที
'แหลมแม่พิมพ์' 'เขาแหลมหญ้า' และ 'เกาะเสม็ด' เส้นทางของวันหยุดที่ผมเอามาแบ่งปันครับ ถือโอกาสนี้พาทุกคนท่องเที่ยวและรับชมทะเลพร้อมท้องฟ้าสีครามในแบบฉบับของบ้านเกิดผมบ้าง เผื่อมีใครสนใจอยากมาพักผ่อนแถบนี้
ผมเริ่มทริปยามสายของวัน โดยแวะจุดแรกที่ 'ลานหินขาว' ของหาดก้นอ่าว อากาศร้อนแรงตั้งแต่เริ่มครับ ช่วงเช้าน้ำถดถอยลงไปค่อนข้างเยอะ ทำให้เราสามารถเดินลงไปถ่ายรูปบริเวณลานหินได้เลย ภาพของช่วงเช้านี้ผมถ่ายด้วย Xiaomi 14 Ultra ในโหมด 'Leica Authentic Look' นะครับ

พื้นที่ตรงนี้เป็นเขตสีแดง 'ห้ามทุกคนลงเล่นน้ำเด็ดขาด' ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวหลายคนที่เสียชีวิตบริเวณนี้เนื่องจากฝ่าฝืนกฎ อาจจะด้วยความไม่รู้ หรือจงใจต่อต้านก็ไม่อาจทราบได้ ดังนั้นหากเพื่อนๆมีโอกาสมาเยี่ยมเยียน อย่าลงเล่นน้ำนะครับ

ผมใช้เวลาอยู่ตรงนี้ซักพักใหญ่ๆ ละเลียดไปตามริมหาดเก็บภาพที่ชื่นชอบจนเวลาผ่านไปแบบไม่รู้ตัว แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมายังไม่ร้อนแรงขนาดเผาไหม้อะไรแบบนั้น ความเย็นจากสายลมยังเพียงพอให้ผมมีความสุขกับการชื่นชมบรรยากาศรอบกาย
ความตั้งใจของวัน อยากให้ทุกคนได้เห็นทะเลและท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆหมอก ผมเริ่มจากแหลมแม่พิมพ์ก่อนเพราะว่าเป็นทางผ่านครับ ที่ปลายสุดของเส้นทางนี้คือ 'อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า' ที่หลายคนอาจเคยได้ยิน
อุทยานแห่งชาติทุกแห่งมีค่าเข้าหรือค่าบำรุงรักษาที่ 40 บาทนะครับ บวกค่านำรถยนต์เข้าพื้นที่อีก 30 บาท ทางอุทยานมีรถรับส่งลงไปที่ด้านล่างให้พร้อม วงเล็บว่าเฉพาะวันหยุดนะครับ

ช่วงเริ่มต้นของวัน นักท่องเที่ยวยังน้อยมาก หากใครอยากเอ็นจอยกับความเป็นส่วนตัว แนะนำว่าให้มาช่วงนี้ครับ ผมเช็คอินที่อุทยานแห่งชาตินี้ประมาณ 10 โมง อากาศเริ่มร้อนมากขึ้น ดวงอาทิตย์ตอนนี้อยู่ฝั่งทะเลนะครับ ดังนั้นหากเราหันหน้าเข้าหาผืนน้ำ เท่ากับเรากำลังยืนย้อนแสง ภาพถ่ายที่ได้ก็จะออกมาขาวหน่อย ท้องฟ้าอาจจะไม่สีครามเท่าที่ควร
จุด 'เช็คอิน' ที่หลายคนชื่นชอบ จุดแรกคือศาลาหลังน้อยสีขาวที่ตั้งอยู่ปลายสุดของทางเดินด้านบน อย่างที่บอกครับ ถ้าเลือกมาช่วงเช้า ภาพที่ได้จะมีเงาตกกระทบ หน้าเราจะมืดหมองมัวทันที จุดที่สองที่นักท่องเที่ยวมักจะเดินไปเก็บภาพ คือสะพานไม้ที่ทอดยาวลงไปกลางน้ำ สีน้ำตาลเก่าของพื้นตัดกับสีของผิวน้ำได้อย่างลงตัว

จากสองจุดหลักแยกไปทางขวา เป็นทางเดินขนาดยาวลัดเลาะไปตามแนวเขาที่เต็มไปด้วยพื้นหญ้าสีเขียวปนน้ำตาล ปลายทางเป็น 'แหลม' ยื่นออกไปกลางทะเล หินสีส้มที่สลับซับซ้อน มีความสวยงามและดูแปลกตาไปอีกแบบนะครับ นักท่องเที่ยวมากมายเดินทางมาตรงพื้นที่แถบนี้เพื่อเก็บภาพ โดยส่วนตัวผมชอบทิวทัศน์ที่ขอบภูเขา มันดูมีความเป็นยุโรปกลายๆแบบบอกไม่ถูก เนื่องจากอยู่ด้านตรงข้ามของดวงตะวัน ฟ้าจะเป็นฟ้า น้ำจะเป็นน้ำอย่างที่มันควรจะเป็น
*** ข้อดีของช่วงเช้า ฝั่งภูเขาจะสวยงามมากกว่า ***
ก่อนที่จะขึ้นเรือข้ามฟากไม่ทัน ผมจำต้องออกจากที่นี่ด้วยความเร่งด่วน เรามีนัดกับ 'เกาะเสม็ด' เป็นลำดับที่สองครับ จากจุดนี้ไปที่ท่าเรือ อาจต้องใช้เวลาสัก 20 นาที ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวช่วงเย็นเราจะกลับมาซ้ำกันใหม่
ปกติแล้วผมจะใช้บริการเรือข้ามฝั่งของ 'ท่านวลทิพย์' โดยบริเวณด้านในจะมีจุดรับฝากรถที่คิดค่าบริการ 50 บาทแบบเช้าเย็นกลับ รอบนี้ผมไม่อยากเสียเงิน จึงขอคำแนะนำจากคนพื้นเพ
'ท่าเรือโชคกฤษดา' เป็นจุดขึ้นเรือที่ผมรับมาจากเพื่อนของเพื่อน แกบอกว่าที่นั่นมีที่จอดรถให้พร้อม และการบริการที่ดีเยี่ยม ผมมุ่งตรงไปที่นั่นทันที ก็พบว่ามันถูกต้องอย่างที่แกบอกจริงๆ
ที่จอดรถกว้างมาก มีหลังคาคอยป้องกันแสงแดด แต่มันไม่ฟรีเท่านั้นเอง (พร้อมอย่างที่บอกเป๊ะ) ค่าจดรถไม่ว่าจะค้างคืนหรือว่าไปแล้วกลับเลย แบ่งออกเป็น 2 เรทราคานะครับ
1) ถ้าจอดนอกอาคาร คิดค่าจอด 100 บาท
2) ถ้าจอดในอาคาร คิดค่าจอด 150 บาท
ค่าเรือไป-กลับ อยู่ที่ 120 บาท ผมเลือกจอดในอาคาร มีค่าใช้จ่ายตรงนี้รวม 270 บาทครับ การบริการถือว่าดีมากนะครับ น้องพนักงานขายตั๋วพูดจาดี มีความเอาใจใส่ลูกค้ายอดเยี่ยม เพื่อนๆลองตัดสินใจเลือกเอาเองว่าพอใจแบบไหน ผมพยายามจะสอบถามหาที่จอดรถแบบไม่ต้องเสียเงิน เห็นเค้าว่าสามารถจอดที่ด้านในสถานีตำรวจได้เลย แต่ใจยังไม่กล้าขนาดนั้น กลัวจะโดนบ่นเสียก่อน
อีกเรื่องที่อยากแชร์ครับ 'ท่าโชคกฤษดา' เหมือนจะมีรอบการเดินทางน้อย บางครั้งเราจำเป็นต้องเดินทางด้วยเรือของ 'ท่าอื่น' แทน อย่างผมในวันนี้ ต้องแชร์เรือจาก 'ท่าศรีบ้านเพ' เพื่อไปยังเกาะแก้วพิศดาร เรื่องที่ไม่ต้องกังวล มีรถรับส่งฟรีให้ตลอดเวลาครับ ผมปล่อยตัวออกจากแผ่นดินใหญ่ช่วง 11 โมงเช้า และใช้เวลาเดินทางเข้าสู่เกาะที่เป็นจุดหมายประมาณ 40 นาที
*** ภาพชุดนี้ถ่ายจาก Xiaomi 17 Ultra โหมด Vibrant อันแสนสดใสครับ ***

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติครับ ผมแทบไม่เจอคนไทยด้วยกันเท่าไร พนักงานบนเรือเหมาว่าผมเป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้น เลยซัดภาษาอังกฤษใส่ผมรัวเป็นพายุทันที อ้อ บริการดีมากครับ ติดอย่างเดียวคือความไร้ระเบียบของนักท่องเที่ยวบางกลุ่มเท่านั้นเอง
อากาศเย็นตลอดเส้นทาง ลมแรงพัดผ่านจนแทบไม่รู้สึกว่าอากาศของนอกมันรุนแรงขนาดไหน ผมชอบบรรยากาศการนั่งฟังเสียงคลื่นบนเรือ เลยเพลิดเพลินกับทุกเวลาที่ผ่านไป ไม่นานนัก พวกเราก็เทียบท่าของเกาะอันเป็นจุดหมายปลายทาง

ที่ด้านบนของท่าขนาดใหญ่ มีนักท่องเที่ยวมากมายเดินปะปนไปมา บ้างกำลังจะเดินทางกลับ บ้างเพิ่งลงจากเรือเฉกเช่นผม สิ่งที่ผมเรียกว่าเกลียดได้เลยคือการเดินแทรกแถวแบบขาดมารยาท คนไทยบ้านเราก็เป็นนะครับ
ค่าเหยียบเกาะ 40 บาท เพราะที่นี่คืออุทยานแห่งชาติเช่นกันครับ รองรับแค่เงินสดเท่านั้น หน้าด่านมีรถสองแถวบริการ แต่ด้วยความที่ผมเดินทางบ่อย และต้องการเก็บภาพรอบตัวให้มากกว่าที่เคย จึงเลือกออกเดินไปตามทางด้วยตัวเอง เมื่อเข้ามาในพื้นที่เกาะแล้ว เราจะเห็นว่ารอบตัวมีร้านค้ามากมาย รวมไปถึงร้านที่ให้บริการเช่ารถขับขี่ด้วย

ผมเดินฝ่าแดดยามเที่ยงวันไปตามทาง เหงื่อเปียกชุ่มจนนึกว่าน้ำท่วมตัว ไม่นานนักก็ถึงที่หมายที่ผมตั้งใจ 'หาดทรายแก้ว' เพื่อนผมมักเรียกบริเวณนี้ว่า 'หาดหน้า' เนื่องจากมันตั้งอยู่ด้านหน้าสุดของเกาะนั่นเอง
ใครจะคาดคิดว่าฤดูฝนกลางเดือนมิถุนายนจะมีแดดร้อนแรงขนาดนี้ เมื่อไร้ซึ่งร่มเงาของต้นไม้ อุณหภูมิรอบตัวก็พุ่งสูงขึ้นจนแทบขาดใจ ไอร้อนกัดกินไปทั่วผืนหาด เห็นแล้วแทบไม่อยากย่างกรายลงไป
เพื่อนวัยเด็กผมเป็นคนพื้นที่ อาศัยและค้าขายอยู่บนเกาะนี้มานาน เราไม่ค่อยได้เจอกัน เนื่องจากภารกิจที่เราต้องทำเป็นตัวแยกพวกเรา วันนี้ถือเป็นโอกาสดี ที่ผมกับมันจะได้ย้อนกลับมานั่งคุยเหมือนที่เคย

ผมเดินลัดเลาะไปตามหาดสีขาว เม็ดทรายนั้นละเอียดจนถูกผู้คนเรียกว่า 'หาดทรายแก้ว' หากสังเกตคุณจะได้ยินเสียง "เอี๊ยดอ๊าด" เวลาก้าวเดิน วันนี้ถือว่าฟ้าสวย น้ำมีความใสตามมาตรฐาน ผู้คนมากมายกำลังมีความสุขอยู่กับสิ่งรอบตัว แต่อาจจะขัดใจผมตรงที่มันร้อนราวกับนรกแค่นั้นเอง
ระยะทางจากต้นไปจนจบเกาะ เพื่อนผมคะเนเอาไว้ที่ 7 กิโลเมตร แน่นอนว่าวันนี้คงยังไปถึงจุดนั้นไม่ได้ เพราะอากาศมันรุนแรงเหลือเกิน ข้อดีคือถ่ายรูปออกมาสวย ข้อเสียก็อย่างที่เรารู้กัน 'มอดไหม้กันไปข้างหนึ่ง'
การเดินโดยไม่คิดถึงปลายทาง สร้างความเพลิดเพลินเหมือนกันนะครับ อารมณ์แบบสโลว์เสียหน่อย ไม่ต้องรีบให้ใจร้อนรน ผมเดินอยู่พักหนึ่งจึงเกิดเอะใจเรื่องขากลับ เมื่อหยิบตารางการเดินเรือขึ้นมาดู พบว่าเวลามันกระชั้นชิดเหลือเกิน ผมจะต้องเร่งรุดกลับไปที่ท่าเรือให้ทันบ่ายสองโมง
สโลว์ไม่ไหวแล้วครับ แทบจะวิ่งร้อยเมตรแข่งกับเวลาเมื่อพบว่าเหลือไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก่อนที่เรือจะจากไป

หลังจากกลับขึ้นฝั่ง ผมต้องหาทางชาร์จพลังงานให้กับตัวเองเสียก่อน ตั้งแต่เช้าอาหารยังไม่ตกถึงท้องซักกระผีก ล่วงเลยจนเกือบ 5 โมงเย็น ผมกลับไปเหยียบอุทยานแห่งชาติที่เป็นภูเขาอีกครั้ง รอบนี้นักท่องเที่ยวมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด สังเกตเห็นเลยว่าพวกเขามา 'เป็นคู่' จนผมอิจฉาแบบเบาบาง
รอบนี้ดวงอาทิตย์จะโคจรกลับไปฝั่งภูเขานะครับ ทำให้ท้องฟ้าและทะเลกลายเป็นสีครามสวยงาม เงาของภูเขาจะตกกระทบจนริมหาดมืดลง หากต้องการถ่ายรูปตรงโขดหินบางจุดอาจไม่สวยเท่าที่ควร
คุณผู้ชมลองเปรียบเทียบดูนะครับ ว่าชอบช่วงไหนมากกว่า อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่มีเวลาแค่เพียงช่วงเดียว แน่นอนว่าบางรูปอาจจะซ้ำกันบ้าง ตาลาย! เอาเป็นว่าขอตัวก่อนนะครับ รอบหน้าเดี๋ยวมาทักทายกันใหม่ อย่าลืมพูดคุยกันบ้าง ขอบคุณมากครับ โช
อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-เกาะเสม็ด ฉบับไปแล้วไม่หลับกลับทันที
สวัสดีครับ วันอาทิตย์ที่เต็มไปด้วยความร้อนแรงแบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยเท่าไรในช่วงฤดูฝนหลากกลางเดือนมิถุนายน รอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมาความชื้นรอบตัวพุ่งทะยานจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ก่อตัวขึ้นจากมหาสมุทรอินเดีย ก่อตัวเป็นหยาดฝนพรั่งพรมจนน้ำท่วมขังไปทั่วบริเวณ
ผมมีแพลนจะเดินทางไปทักทายเพื่อนเก่าวัยเด็กหลายครั้งนะครับ แต่ต้องล่มเพราะอากาศไม่เคยอำนวย จนกระทั่งการมาของแสงแดดในรอบหลายสิบวัน ผมเลยสบโอกาสเสียที
'แหลมแม่พิมพ์' 'เขาแหลมหญ้า' และ 'เกาะเสม็ด' เส้นทางของวันหยุดที่ผมเอามาแบ่งปันครับ ถือโอกาสนี้พาทุกคนท่องเที่ยวและรับชมทะเลพร้อมท้องฟ้าสีครามในแบบฉบับของบ้านเกิดผมบ้าง เผื่อมีใครสนใจอยากมาพักผ่อนแถบนี้
ผมเริ่มทริปยามสายของวัน โดยแวะจุดแรกที่ 'ลานหินขาว' ของหาดก้นอ่าว อากาศร้อนแรงตั้งแต่เริ่มครับ ช่วงเช้าน้ำถดถอยลงไปค่อนข้างเยอะ ทำให้เราสามารถเดินลงไปถ่ายรูปบริเวณลานหินได้เลย ภาพของช่วงเช้านี้ผมถ่ายด้วย Xiaomi 14 Ultra ในโหมด 'Leica Authentic Look' นะครับ
พื้นที่ตรงนี้เป็นเขตสีแดง 'ห้ามทุกคนลงเล่นน้ำเด็ดขาด' ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวหลายคนที่เสียชีวิตบริเวณนี้เนื่องจากฝ่าฝืนกฎ อาจจะด้วยความไม่รู้ หรือจงใจต่อต้านก็ไม่อาจทราบได้ ดังนั้นหากเพื่อนๆมีโอกาสมาเยี่ยมเยียน อย่าลงเล่นน้ำนะครับ
ผมใช้เวลาอยู่ตรงนี้ซักพักใหญ่ๆ ละเลียดไปตามริมหาดเก็บภาพที่ชื่นชอบจนเวลาผ่านไปแบบไม่รู้ตัว แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมายังไม่ร้อนแรงขนาดเผาไหม้อะไรแบบนั้น ความเย็นจากสายลมยังเพียงพอให้ผมมีความสุขกับการชื่นชมบรรยากาศรอบกาย
ความตั้งใจของวัน อยากให้ทุกคนได้เห็นทะเลและท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆหมอก ผมเริ่มจากแหลมแม่พิมพ์ก่อนเพราะว่าเป็นทางผ่านครับ ที่ปลายสุดของเส้นทางนี้คือ 'อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า' ที่หลายคนอาจเคยได้ยิน
อุทยานแห่งชาติทุกแห่งมีค่าเข้าหรือค่าบำรุงรักษาที่ 40 บาทนะครับ บวกค่านำรถยนต์เข้าพื้นที่อีก 30 บาท ทางอุทยานมีรถรับส่งลงไปที่ด้านล่างให้พร้อม วงเล็บว่าเฉพาะวันหยุดนะครับ
ช่วงเริ่มต้นของวัน นักท่องเที่ยวยังน้อยมาก หากใครอยากเอ็นจอยกับความเป็นส่วนตัว แนะนำว่าให้มาช่วงนี้ครับ ผมเช็คอินที่อุทยานแห่งชาตินี้ประมาณ 10 โมง อากาศเริ่มร้อนมากขึ้น ดวงอาทิตย์ตอนนี้อยู่ฝั่งทะเลนะครับ ดังนั้นหากเราหันหน้าเข้าหาผืนน้ำ เท่ากับเรากำลังยืนย้อนแสง ภาพถ่ายที่ได้ก็จะออกมาขาวหน่อย ท้องฟ้าอาจจะไม่สีครามเท่าที่ควร
จุด 'เช็คอิน' ที่หลายคนชื่นชอบ จุดแรกคือศาลาหลังน้อยสีขาวที่ตั้งอยู่ปลายสุดของทางเดินด้านบน อย่างที่บอกครับ ถ้าเลือกมาช่วงเช้า ภาพที่ได้จะมีเงาตกกระทบ หน้าเราจะมืดหมองมัวทันที จุดที่สองที่นักท่องเที่ยวมักจะเดินไปเก็บภาพ คือสะพานไม้ที่ทอดยาวลงไปกลางน้ำ สีน้ำตาลเก่าของพื้นตัดกับสีของผิวน้ำได้อย่างลงตัว
จากสองจุดหลักแยกไปทางขวา เป็นทางเดินขนาดยาวลัดเลาะไปตามแนวเขาที่เต็มไปด้วยพื้นหญ้าสีเขียวปนน้ำตาล ปลายทางเป็น 'แหลม' ยื่นออกไปกลางทะเล หินสีส้มที่สลับซับซ้อน มีความสวยงามและดูแปลกตาไปอีกแบบนะครับ นักท่องเที่ยวมากมายเดินทางมาตรงพื้นที่แถบนี้เพื่อเก็บภาพ โดยส่วนตัวผมชอบทิวทัศน์ที่ขอบภูเขา มันดูมีความเป็นยุโรปกลายๆแบบบอกไม่ถูก เนื่องจากอยู่ด้านตรงข้ามของดวงตะวัน ฟ้าจะเป็นฟ้า น้ำจะเป็นน้ำอย่างที่มันควรจะเป็น
*** ข้อดีของช่วงเช้า ฝั่งภูเขาจะสวยงามมากกว่า ***
ก่อนที่จะขึ้นเรือข้ามฟากไม่ทัน ผมจำต้องออกจากที่นี่ด้วยความเร่งด่วน เรามีนัดกับ 'เกาะเสม็ด' เป็นลำดับที่สองครับ จากจุดนี้ไปที่ท่าเรือ อาจต้องใช้เวลาสัก 20 นาที ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวช่วงเย็นเราจะกลับมาซ้ำกันใหม่
ปกติแล้วผมจะใช้บริการเรือข้ามฝั่งของ 'ท่านวลทิพย์' โดยบริเวณด้านในจะมีจุดรับฝากรถที่คิดค่าบริการ 50 บาทแบบเช้าเย็นกลับ รอบนี้ผมไม่อยากเสียเงิน จึงขอคำแนะนำจากคนพื้นเพ
'ท่าเรือโชคกฤษดา' เป็นจุดขึ้นเรือที่ผมรับมาจากเพื่อนของเพื่อน แกบอกว่าที่นั่นมีที่จอดรถให้พร้อม และการบริการที่ดีเยี่ยม ผมมุ่งตรงไปที่นั่นทันที ก็พบว่ามันถูกต้องอย่างที่แกบอกจริงๆ
ที่จอดรถกว้างมาก มีหลังคาคอยป้องกันแสงแดด แต่มันไม่ฟรีเท่านั้นเอง (พร้อมอย่างที่บอกเป๊ะ) ค่าจดรถไม่ว่าจะค้างคืนหรือว่าไปแล้วกลับเลย แบ่งออกเป็น 2 เรทราคานะครับ
1) ถ้าจอดนอกอาคาร คิดค่าจอด 100 บาท
2) ถ้าจอดในอาคาร คิดค่าจอด 150 บาท
ค่าเรือไป-กลับ อยู่ที่ 120 บาท ผมเลือกจอดในอาคาร มีค่าใช้จ่ายตรงนี้รวม 270 บาทครับ การบริการถือว่าดีมากนะครับ น้องพนักงานขายตั๋วพูดจาดี มีความเอาใจใส่ลูกค้ายอดเยี่ยม เพื่อนๆลองตัดสินใจเลือกเอาเองว่าพอใจแบบไหน ผมพยายามจะสอบถามหาที่จอดรถแบบไม่ต้องเสียเงิน เห็นเค้าว่าสามารถจอดที่ด้านในสถานีตำรวจได้เลย แต่ใจยังไม่กล้าขนาดนั้น กลัวจะโดนบ่นเสียก่อน
อีกเรื่องที่อยากแชร์ครับ 'ท่าโชคกฤษดา' เหมือนจะมีรอบการเดินทางน้อย บางครั้งเราจำเป็นต้องเดินทางด้วยเรือของ 'ท่าอื่น' แทน อย่างผมในวันนี้ ต้องแชร์เรือจาก 'ท่าศรีบ้านเพ' เพื่อไปยังเกาะแก้วพิศดาร เรื่องที่ไม่ต้องกังวล มีรถรับส่งฟรีให้ตลอดเวลาครับ ผมปล่อยตัวออกจากแผ่นดินใหญ่ช่วง 11 โมงเช้า และใช้เวลาเดินทางเข้าสู่เกาะที่เป็นจุดหมายประมาณ 40 นาที
*** ภาพชุดนี้ถ่ายจาก Xiaomi 17 Ultra โหมด Vibrant อันแสนสดใสครับ ***
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติครับ ผมแทบไม่เจอคนไทยด้วยกันเท่าไร พนักงานบนเรือเหมาว่าผมเป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้น เลยซัดภาษาอังกฤษใส่ผมรัวเป็นพายุทันที อ้อ บริการดีมากครับ ติดอย่างเดียวคือความไร้ระเบียบของนักท่องเที่ยวบางกลุ่มเท่านั้นเอง
อากาศเย็นตลอดเส้นทาง ลมแรงพัดผ่านจนแทบไม่รู้สึกว่าอากาศของนอกมันรุนแรงขนาดไหน ผมชอบบรรยากาศการนั่งฟังเสียงคลื่นบนเรือ เลยเพลิดเพลินกับทุกเวลาที่ผ่านไป ไม่นานนัก พวกเราก็เทียบท่าของเกาะอันเป็นจุดหมายปลายทาง
ที่ด้านบนของท่าขนาดใหญ่ มีนักท่องเที่ยวมากมายเดินปะปนไปมา บ้างกำลังจะเดินทางกลับ บ้างเพิ่งลงจากเรือเฉกเช่นผม สิ่งที่ผมเรียกว่าเกลียดได้เลยคือการเดินแทรกแถวแบบขาดมารยาท คนไทยบ้านเราก็เป็นนะครับ
ค่าเหยียบเกาะ 40 บาท เพราะที่นี่คืออุทยานแห่งชาติเช่นกันครับ รองรับแค่เงินสดเท่านั้น หน้าด่านมีรถสองแถวบริการ แต่ด้วยความที่ผมเดินทางบ่อย และต้องการเก็บภาพรอบตัวให้มากกว่าที่เคย จึงเลือกออกเดินไปตามทางด้วยตัวเอง เมื่อเข้ามาในพื้นที่เกาะแล้ว เราจะเห็นว่ารอบตัวมีร้านค้ามากมาย รวมไปถึงร้านที่ให้บริการเช่ารถขับขี่ด้วย
ผมเดินฝ่าแดดยามเที่ยงวันไปตามทาง เหงื่อเปียกชุ่มจนนึกว่าน้ำท่วมตัว ไม่นานนักก็ถึงที่หมายที่ผมตั้งใจ 'หาดทรายแก้ว' เพื่อนผมมักเรียกบริเวณนี้ว่า 'หาดหน้า' เนื่องจากมันตั้งอยู่ด้านหน้าสุดของเกาะนั่นเอง
ใครจะคาดคิดว่าฤดูฝนกลางเดือนมิถุนายนจะมีแดดร้อนแรงขนาดนี้ เมื่อไร้ซึ่งร่มเงาของต้นไม้ อุณหภูมิรอบตัวก็พุ่งสูงขึ้นจนแทบขาดใจ ไอร้อนกัดกินไปทั่วผืนหาด เห็นแล้วแทบไม่อยากย่างกรายลงไป
เพื่อนวัยเด็กผมเป็นคนพื้นที่ อาศัยและค้าขายอยู่บนเกาะนี้มานาน เราไม่ค่อยได้เจอกัน เนื่องจากภารกิจที่เราต้องทำเป็นตัวแยกพวกเรา วันนี้ถือเป็นโอกาสดี ที่ผมกับมันจะได้ย้อนกลับมานั่งคุยเหมือนที่เคย
ผมเดินลัดเลาะไปตามหาดสีขาว เม็ดทรายนั้นละเอียดจนถูกผู้คนเรียกว่า 'หาดทรายแก้ว' หากสังเกตคุณจะได้ยินเสียง "เอี๊ยดอ๊าด" เวลาก้าวเดิน วันนี้ถือว่าฟ้าสวย น้ำมีความใสตามมาตรฐาน ผู้คนมากมายกำลังมีความสุขอยู่กับสิ่งรอบตัว แต่อาจจะขัดใจผมตรงที่มันร้อนราวกับนรกแค่นั้นเอง
ระยะทางจากต้นไปจนจบเกาะ เพื่อนผมคะเนเอาไว้ที่ 7 กิโลเมตร แน่นอนว่าวันนี้คงยังไปถึงจุดนั้นไม่ได้ เพราะอากาศมันรุนแรงเหลือเกิน ข้อดีคือถ่ายรูปออกมาสวย ข้อเสียก็อย่างที่เรารู้กัน 'มอดไหม้กันไปข้างหนึ่ง'
การเดินโดยไม่คิดถึงปลายทาง สร้างความเพลิดเพลินเหมือนกันนะครับ อารมณ์แบบสโลว์เสียหน่อย ไม่ต้องรีบให้ใจร้อนรน ผมเดินอยู่พักหนึ่งจึงเกิดเอะใจเรื่องขากลับ เมื่อหยิบตารางการเดินเรือขึ้นมาดู พบว่าเวลามันกระชั้นชิดเหลือเกิน ผมจะต้องเร่งรุดกลับไปที่ท่าเรือให้ทันบ่ายสองโมง
สโลว์ไม่ไหวแล้วครับ แทบจะวิ่งร้อยเมตรแข่งกับเวลาเมื่อพบว่าเหลือไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก่อนที่เรือจะจากไป
หลังจากกลับขึ้นฝั่ง ผมต้องหาทางชาร์จพลังงานให้กับตัวเองเสียก่อน ตั้งแต่เช้าอาหารยังไม่ตกถึงท้องซักกระผีก ล่วงเลยจนเกือบ 5 โมงเย็น ผมกลับไปเหยียบอุทยานแห่งชาติที่เป็นภูเขาอีกครั้ง รอบนี้นักท่องเที่ยวมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด สังเกตเห็นเลยว่าพวกเขามา 'เป็นคู่' จนผมอิจฉาแบบเบาบาง
รอบนี้ดวงอาทิตย์จะโคจรกลับไปฝั่งภูเขานะครับ ทำให้ท้องฟ้าและทะเลกลายเป็นสีครามสวยงาม เงาของภูเขาจะตกกระทบจนริมหาดมืดลง หากต้องการถ่ายรูปตรงโขดหินบางจุดอาจไม่สวยเท่าที่ควร
คุณผู้ชมลองเปรียบเทียบดูนะครับ ว่าชอบช่วงไหนมากกว่า อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่มีเวลาแค่เพียงช่วงเดียว แน่นอนว่าบางรูปอาจจะซ้ำกันบ้าง ตาลาย! เอาเป็นว่าขอตัวก่อนนะครับ รอบหน้าเดี๋ยวมาทักทายกันใหม่ อย่าลืมพูดคุยกันบ้าง ขอบคุณมากครับ โช