วีระยุทธ ห่วงกุ้ง 3 พันตัน ถูกมาเลย์แบน ไหลกลับ ตัดราคาในปท.วุ่น ชี้ข้อมูลรัฐ ประเมินความเสียหายเบาไป 10 เท่า https://www.matichon.co.th/politics/news_5759639
.

.
วีระยุทธ ปธ.กมธ.เศรษฐกิจ ย้อน 20 ปี ส่งออกกุ้ง สาเหตุหล่นแชมป์โลก ชี้เคสมาเลย์ แบนกุ้งไทย ข้อมูลความเสียหาย ของรัฐกับของจริง ต่างกัน 10 เท่า หวั่น 3 พันตัน ไหลกลับตัดราคาในปท.วุ่น
.
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 นาย
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ ได้โพสต์ภายหลังจาก กมธ.ได้ประชุมพิจารณาเพื่อติดตามปัญหามาเลเซียแบนกุ้งไทย โดยมีเนื้อหาดังนี้
.
รู้หรือไม่ครั้งหนึ่งไทยเคยส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก?
.
ช่วงเวลา 20 ปีที่ทุกรัฐบาลบอกว่า “ประเทศไทยเป็นครัวของโลก”
.
เป็น 20 ปีที่ไทยตกบัลลังก์ จากผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลกมาอยู่กลางตารางและโดนทิ้งห่างไปเรื่อยๆ
.
ความเดือดร้อนของผู้เลี้ยงกุ้งไทยที่โดนมาเลเซียแบนห้ามนำเข้าที่กำลังเป็นข่าวในตอนนี้ จึงสะท้อนอีกครั้งถึงความละเลยของรัฐบาลและราชการไทยตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา
.
ปัญหาเฉพาะหน้า : ไทยส่งออกกุ้งไปมาเลเซียเดือนละ 300 ตัน หรือ 3,000 ตัน?
.
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย 5 สายพันธุ์ (กุ้งลายเสือ กุ้งแชบ๊วย กุ้งขาวแวนนาไม กุ้งกุลาดำ และกุ้งน้ำเงิน) โดยเป็นข่าวว่าเพื่อตอบโต้ทางการค้าจากที่ไทยตรวจจับปลากะพงขาวจากมาเลเซีย
.
ในวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ จึงเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาเพื่อหารือข้อเท็จจริงและมาตรการรับมือ โดยพบว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ข้อมูลที่ไม่ตรงกันระหว่างผู้เลี้ยงกุ้งกับหน่วยราชการ ทำให้มองระดับความรุนแรงของปัญหาต่างกันราวฟ้ากับเหว
.
เพราะกรมประมงประเมินความเสียหายแค่เดือนละ 300-400 ตัน ในขณะที่ผู้ประกอบการให้ข้อมูลว่าปริมาณความเสียหายว่าน่าจะถึงเดือนละ 3,000 ตัน หรือปีละราว 40,000 ตัน
.
เรียกว่า “ตัวเลขทางการ” กับ “ตัวเลขจริง” อาจต่างกันระดับ 10 เท่าตัว
.
เหมือนกับหลายเรื่องในประเทศไทย ที่พอตัวเลขทางการไม่ค่อยสอดคล้องกับสถานการณ์จริง รัฐบาลก็จะประเมินความเสียหายและออกมาตรการเพื่อรับมือเบากว่าปัญหาหน้างาน
.
ในกรณีของกุ้ง ถ้ามาเลเซียเลือกปิดด่านนำเข้าแบบนี้ จะทำให้ตลาดกุ้งของไทยเองรวนทั้งระบบ เพราะหากปริมาณที่เคยส่งออกถึง 3,000 ตันต่อเดือนต้อง “ไหลย้อนกลับ” มาที่ตลาดภายในของไทยเองทั้งหมด ราคากุ้งจะต้องป่วนเป็นลูกโซ่ เกิดการตัดราคาภายในครั้งใหญ่
.
แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าแก้ปัญหาแล้ว แต่ในฐานะหน่วยราชการก็จะทำได้เพียงกระบวนการที่เป็นทางการ อย่างการส่งหนังสือไปที่มาเลเซีย การเตรียมใช้เวทีระหว่างประเทศเช่น WTO โต้แย้ง หรือเตรียมระบายผลผลิตผ่านโครงการธงฟ้าหรือไทยช่วยไทยพลัส แต่การระบายสินค้าภายในประเทศตามแนวทางของกระทรวงพาณิชย์กว่าจะเกิดขึ้นก็ปลายเดือนมิถุนายน
.
แต่สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งบอกว่านี่คือ “10 วันอันตราย” เพราะกุ้งที่พร้อมขาย หากผ่านไปแค่ 10-15 วัน กุ้งจะคุณภาพลดลงหรือทยอยตาย เพราะเกิดความแออัดในบ่อ เสี่ยงต่อการติดเชื้อ
.
ปัญหาใหญ่ : แก้ 4 โรคไม่ได้ กุ้งไทยไม่มีวันกลับมา
.
อุตสาหกรรมกุ้งเป็นหนึ่งในไม่กี่อุตสาหกรรมของไทยที่มีห่วงโซ่การผลิตครบวงจรในประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตอาหารกุ้ง การเพาะพันธุ์ลูกกุ้ง การเพาะเลี้ยงในฟาร์ม ไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์
.
สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งให้ข้อมูลว่า เรามีเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งประมาณ 2 แสนครอบครัว กระจายอยู่ทั่ว 34 จังหวัดทั่วประเทศ
.
ช่วงปลายทศวรรษ 2540 ประเทศไทยเคยเป็นผู้ผลิตและส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก เคยผลิตถึง 640,000 ตันต่อปี แต่เจอจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเกิดการระบาดของโรคตายด่วน หรือ Early Mortality Syndrome (EMS) เมื่อปี 2555
.
ผ่านไปอีกสิบปี โรค EMS ยังจัดการไม่ได้ แต่มีโรคใหม่เพิ่มอีก 3 โรค คือ ไวรัสตัวแดงดวงขาว ไวรัสหัวเหลือง และโรคติดเชื้อขี้ขาวอีเอชพี
.
แต่องค์ความรู้ในการแก้โรคกุ้งของเรายังไม่ขยับตาม
.
ยอดผลิตและส่งออกกุ้งของไทยจึงถดถอยต่อเนื่อง จาก 640,000 ตัน ก็เหลือแค่ 270,000 ตันต่อปี
.
ในขณะที่ “เอกวาดอร์” ทะยานขึ้นมาเบียดกับจีนและอินเดีย เพราะเอกวาดอร์มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งอย่างต่อเนื่อง เน้นการเลี้ยงแบบธรรมชาติ ด้วยอาหารคุณภาพสูง ที่เหมาะกับสายพันธุ์พื้นถิ่น จนเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพมาเป็นอันดับหนึ่งแทนประเทศไทย
.
ผู้กำหนดนโยบายต้องไม่ยึดติดกับมายาคติว่า “ไทยเป็นครัวของโลก”
.
แม้แต่ในสินค้าเกษตรก็มีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่สนามเสมอ เราต้องรู้จักคู่แข่งของเราในตลาดโลกให้ถ่องแท้กว่านี้ ว่าเขากำลังทำอะไรกัน เดินหน้าไปทางไหน ก่อนที่เราจะไม่เหลือใครอยู่ข้างหลังครับ
.
https://www.facebook.com/Veerayooth.Kanchoochat/posts/pfbid02LVzrABfHHtHBnXP3M8xziArTmuRiG88uhxsXwgiSWu8fugzVmmDkZsQR9SePkfsvl
.
.
“ชัชชาติ” ลุยฝั่งธนฯ ปลุกเศรษฐกิจเส้นเลือดฝอย ชูนโยบายขนส่ง Feeder เชื่อมตลาดน้ำ
.
“ชัชชาติ” นำทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” บุกฝั่งธนฯ นั่งรถต่อเรือลุยตลาดน้ำ ปลุกกระแสเศรษฐกิจฐานราก ชี้จุดบอดรถไฟฟ้าเข้าไม่ถึงชุมชนทำรถติด
.
วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พร้อมด้วยทีมงาน “กรุงเทพฯ ทำงาน” ได้ลงพื้นที่หาเสียงในเขตตลิ่งชัน ภาษีเจริญ และธนบุรี โดยการเดินทางด้วยรถโดยสาร Feeder ไปยังตลาดน้ำสองคลองตลิ่งชัน ก่อนจะเดินเท้าเข้าสู่ตลาดน้ำตลิ่งชัน และนั่งเรือหางยาวต่อไปยังตลาดคลองลัดมะยม เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน พ่อค้าแม่ค้า พร้อมทั้งแสดงวิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหาการคมนาคมและการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน
.
นายชัชชาติเปิดเผยว่า ตลาดชุมชนคือหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก แต่จากการลงพื้นที่กลับพบว่าทั้งผู้ค้าและนักท่องเที่ยวต่างประสบปัญหาความไม่สะดวกในการเดินทาง แม้ในปัจจุบันจะมีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเปิดให้บริการเข้าถึงพื้นที่แล้วก็ตาม แต่การเชื่อมต่อจากสถานีรถไฟฟ้าเข้าไปยังตัวตลาดยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญและเผชิญกับปัญหารถติด ดังนั้น กทม. จำเป็นต้องเข้ามาพัฒนาระบบขนส่งมวลชนรอง หรือระบบ Feeder เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะในการท่องเที่ยวฝั่งธนบุรีมากขึ้น
.
“ถามว่าทำไมรถยังติดอยู่ เพราะว่าขนส่งสาธารณะไม่ดี ถึงแม้เราจะมีรถไฟฟ้าหลายร้อยกิโลเมตรแล้ว แต่ปลายทางจากรถไฟฟ้าเข้าไปถึงจุดหมาย อย่างจากรถไฟฟ้าบางขุนนนท์มาถึงตลาดเนี่ย ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องพัฒนาเรื่องขนส่งสาธารณะให้ดี” นายชัชชาติกล่าว
.
เพื่อแก้ไขปัญหาระบบขนส่งอย่างยั่งยืน นายชัชชาติได้เสนอนโยบายเชิงรุก โดยมองไปถึงปี 2572 ซึ่งเป็นปีที่สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลักจะสิ้นสุดลง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการเจรจาต่อรองเพื่อจัดทำ “ตั๋วเดือน” ราคาประหยัดสำหรับกลุ่มคนทำงาน นักเรียน และผู้สูงอายุ ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจากับรัฐบาลเพื่อผลักดัน “ระบบตั๋วร่วม” ส่วนประเด็นเรื่องรถเมล์ ขสมก. นั้น นายชัชชาติยันชัดว่า กทม. ยินดีที่จะเข้ามาเป็นผู้กำกับดูแลเส้นทางและจัดทำป้ายรถเมล์อัจฉริยะ รวมถึงเสริมการเดินรถในเส้นทางที่ขาดแคลน แต่ กทม. จะไม่ยอมรับโอนหนี้สินกว่า 1.5 แสนล้านบาทของ ขสมก. มาแบกรับไว้อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นภาระที่หนักเกินไป โดย กทม. ต้องการทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด มากกว่าการเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่
...
ในส่วนของการพัฒนาระบบ Feeder นายชัชชาติมีแนวทางที่จะเข้าปรับปรุงทางเท้า จัดระเบียบและทำฐานข้อมูลวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่มีอยู่กว่า 70,000 คันทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงยกระดับกลุ่มรถสองแถวและรถกะป๊อให้มีมาตรฐานความปลอดภัย พร้อมทั้งเตรียมพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับเรียกรถในกลุ่ม Feeder เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลสามารถเดินทางเชื่อมต่อได้อย่างครอบคลุม
.
ขณะที่นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน นายชัชชาติระบุว่า กทม. จะไม่เข้าไปแทรกแซงการบริหารจัดการตลาดโดยตรง แต่จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนในด้านการประชาสัมพันธ์ เชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม และช่วยจัดทำฐานข้อมูลเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับพ่อค้าแม่ค้า นอกจากนี้จะใช้ตลาดของ กทม. เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ในการกำหนดค่าเช่าแผงที่เป็นธรรม เพื่อควบคุมไม่ให้ตลาดอื่น ๆ ขูดรีดค่าเช่าแพงจนเกินไป เพราะหากพ่อค้าแม่ค้าอยู่ไม่ได้ ตลาดก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ซึ่งปัจจุบันกรุงเทพฯ มีกลุ่ม SME อยู่ถึง 500,000 กว่าราย และมีการจ้างงานมากกว่า 3 ล้านคน เศรษฐกิจปากท้องระดับเส้นเลือดฝอยจึงต้องเติบโตควบคู่ไปกับเศรษฐกิจใหญ่
.
นอกจากนี้ แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ฝั่งธนฯ ของนายชัชชาติ ยังครอบคลุมถึงการยกระดับตลาดน้ำตลิ่งชัน ตลาดน้ำคลองลัดมะยม วัดจำปา และวัดสะพาน ให้ได้มาตรฐานสากลเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมชูประเพณีชักพระทางน้ำให้เป็นเอกลักษณ์ประจำเขต ตลอดจนการส่งเสริมย่านท่องเที่ยวทางบกและทางน้ำตามแนวคลองภาษีเจริญและคลองบางกอกใหญ่ และการผลักดันตลาดพลูให้เป็นย่านสร้างสรรค์เต็มรูปแบบ โดยมีไฮไลต์คือโครงการก่อสร้างสะพานคนเดินข้ามคลองบางกอกใหญ่เพื่อเชื่อมต่อชุมชนและยกระดับให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการเปิดให้บริการแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ของโรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี ในเขตภาษีเจริญ เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลใหญ่และให้ประชาชนเข้าถึงการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง
.
.
หอการค้าฯ เสนอ 7 ด้านหลัก เสริมแกร่งอุตสาหกรรมไทย ให้แข่งขันได้
https://www.khaosod.co.th/economics/news_10281435
.
หอการค้าฯ ถก รมว.อุตสาหกรรม ปลดล็อคกฎระเบียบ ส่งเสริมนวัตกรรม พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสีเขียว คำนิยาม SMEs ชัดเจนเพื่อช่วยเหลือให้ถูกจุด และแข่งขันได้.
.
นาย
พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำคณะกรรมการฯ เข้าพบ นาย
วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ถกปัญหาการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย พร้อมนำผลการหารือร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล ในประเด็นข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย 10 ด้าน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค 5 ภาค พร้อมเสนอไฮไลท์ข้อเสนอ 7 ด้านหลักเพื่อเร่งฟื้นฟูและยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้แข่งขันได้ประกอบด้วย
.
1) ปลดล็อกกฎระเบียบและยกระดับ Ease of Doing Business
.
2) ส่งเสริมเทคโนโลยีนวัตกรรม และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ
.
3) ผลักดันพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว
.
4) ปกป้องอุตสาหกรรมไทยจากสินค้าทุ่มตลาดและสินค้าด้อยมาตรฐาน
.
5) พัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปและเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย
.
6) ดึงดูดการลงทุนและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานไทย
.
7) ดูแลผลกระทบเฉพาะอุตสาหกรรมและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ
JJNY : วีระยุทธ ห่วงกุ้ง 3 พันตันถูกมาเลย์แบน│“ชัชชาติ”ลุยฝั่งธนฯ│หอการค้าฯ เสนอ 7 ด้านหลักเสริมแกร่ง│มรสุมอินเดียล่าช้า
.
.
วีระยุทธ ปธ.กมธ.เศรษฐกิจ ย้อน 20 ปี ส่งออกกุ้ง สาเหตุหล่นแชมป์โลก ชี้เคสมาเลย์ แบนกุ้งไทย ข้อมูลความเสียหาย ของรัฐกับของจริง ต่างกัน 10 เท่า หวั่น 3 พันตัน ไหลกลับตัดราคาในปท.วุ่น
.
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ ได้โพสต์ภายหลังจาก กมธ.ได้ประชุมพิจารณาเพื่อติดตามปัญหามาเลเซียแบนกุ้งไทย โดยมีเนื้อหาดังนี้
.
รู้หรือไม่ครั้งหนึ่งไทยเคยส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก?
.
ช่วงเวลา 20 ปีที่ทุกรัฐบาลบอกว่า “ประเทศไทยเป็นครัวของโลก”
.
เป็น 20 ปีที่ไทยตกบัลลังก์ จากผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลกมาอยู่กลางตารางและโดนทิ้งห่างไปเรื่อยๆ
.
ความเดือดร้อนของผู้เลี้ยงกุ้งไทยที่โดนมาเลเซียแบนห้ามนำเข้าที่กำลังเป็นข่าวในตอนนี้ จึงสะท้อนอีกครั้งถึงความละเลยของรัฐบาลและราชการไทยตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา
.
ปัญหาเฉพาะหน้า : ไทยส่งออกกุ้งไปมาเลเซียเดือนละ 300 ตัน หรือ 3,000 ตัน?
.
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย 5 สายพันธุ์ (กุ้งลายเสือ กุ้งแชบ๊วย กุ้งขาวแวนนาไม กุ้งกุลาดำ และกุ้งน้ำเงิน) โดยเป็นข่าวว่าเพื่อตอบโต้ทางการค้าจากที่ไทยตรวจจับปลากะพงขาวจากมาเลเซีย
.
ในวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ จึงเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาเพื่อหารือข้อเท็จจริงและมาตรการรับมือ โดยพบว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ข้อมูลที่ไม่ตรงกันระหว่างผู้เลี้ยงกุ้งกับหน่วยราชการ ทำให้มองระดับความรุนแรงของปัญหาต่างกันราวฟ้ากับเหว
.
เพราะกรมประมงประเมินความเสียหายแค่เดือนละ 300-400 ตัน ในขณะที่ผู้ประกอบการให้ข้อมูลว่าปริมาณความเสียหายว่าน่าจะถึงเดือนละ 3,000 ตัน หรือปีละราว 40,000 ตัน
.
เรียกว่า “ตัวเลขทางการ” กับ “ตัวเลขจริง” อาจต่างกันระดับ 10 เท่าตัว
.
เหมือนกับหลายเรื่องในประเทศไทย ที่พอตัวเลขทางการไม่ค่อยสอดคล้องกับสถานการณ์จริง รัฐบาลก็จะประเมินความเสียหายและออกมาตรการเพื่อรับมือเบากว่าปัญหาหน้างาน
.
ในกรณีของกุ้ง ถ้ามาเลเซียเลือกปิดด่านนำเข้าแบบนี้ จะทำให้ตลาดกุ้งของไทยเองรวนทั้งระบบ เพราะหากปริมาณที่เคยส่งออกถึง 3,000 ตันต่อเดือนต้อง “ไหลย้อนกลับ” มาที่ตลาดภายในของไทยเองทั้งหมด ราคากุ้งจะต้องป่วนเป็นลูกโซ่ เกิดการตัดราคาภายในครั้งใหญ่
.
แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าแก้ปัญหาแล้ว แต่ในฐานะหน่วยราชการก็จะทำได้เพียงกระบวนการที่เป็นทางการ อย่างการส่งหนังสือไปที่มาเลเซีย การเตรียมใช้เวทีระหว่างประเทศเช่น WTO โต้แย้ง หรือเตรียมระบายผลผลิตผ่านโครงการธงฟ้าหรือไทยช่วยไทยพลัส แต่การระบายสินค้าภายในประเทศตามแนวทางของกระทรวงพาณิชย์กว่าจะเกิดขึ้นก็ปลายเดือนมิถุนายน
.
แต่สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งบอกว่านี่คือ “10 วันอันตราย” เพราะกุ้งที่พร้อมขาย หากผ่านไปแค่ 10-15 วัน กุ้งจะคุณภาพลดลงหรือทยอยตาย เพราะเกิดความแออัดในบ่อ เสี่ยงต่อการติดเชื้อ
.
ปัญหาใหญ่ : แก้ 4 โรคไม่ได้ กุ้งไทยไม่มีวันกลับมา
.
อุตสาหกรรมกุ้งเป็นหนึ่งในไม่กี่อุตสาหกรรมของไทยที่มีห่วงโซ่การผลิตครบวงจรในประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตอาหารกุ้ง การเพาะพันธุ์ลูกกุ้ง การเพาะเลี้ยงในฟาร์ม ไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์
.
สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งให้ข้อมูลว่า เรามีเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งประมาณ 2 แสนครอบครัว กระจายอยู่ทั่ว 34 จังหวัดทั่วประเทศ
.
ช่วงปลายทศวรรษ 2540 ประเทศไทยเคยเป็นผู้ผลิตและส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก เคยผลิตถึง 640,000 ตันต่อปี แต่เจอจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเกิดการระบาดของโรคตายด่วน หรือ Early Mortality Syndrome (EMS) เมื่อปี 2555
.
ผ่านไปอีกสิบปี โรค EMS ยังจัดการไม่ได้ แต่มีโรคใหม่เพิ่มอีก 3 โรค คือ ไวรัสตัวแดงดวงขาว ไวรัสหัวเหลือง และโรคติดเชื้อขี้ขาวอีเอชพี
.
แต่องค์ความรู้ในการแก้โรคกุ้งของเรายังไม่ขยับตาม
.
ยอดผลิตและส่งออกกุ้งของไทยจึงถดถอยต่อเนื่อง จาก 640,000 ตัน ก็เหลือแค่ 270,000 ตันต่อปี
.
ในขณะที่ “เอกวาดอร์” ทะยานขึ้นมาเบียดกับจีนและอินเดีย เพราะเอกวาดอร์มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งอย่างต่อเนื่อง เน้นการเลี้ยงแบบธรรมชาติ ด้วยอาหารคุณภาพสูง ที่เหมาะกับสายพันธุ์พื้นถิ่น จนเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพมาเป็นอันดับหนึ่งแทนประเทศไทย
.
ผู้กำหนดนโยบายต้องไม่ยึดติดกับมายาคติว่า “ไทยเป็นครัวของโลก”
.
แม้แต่ในสินค้าเกษตรก็มีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่สนามเสมอ เราต้องรู้จักคู่แข่งของเราในตลาดโลกให้ถ่องแท้กว่านี้ ว่าเขากำลังทำอะไรกัน เดินหน้าไปทางไหน ก่อนที่เราจะไม่เหลือใครอยู่ข้างหลังครับ
.
https://www.facebook.com/Veerayooth.Kanchoochat/posts/pfbid02LVzrABfHHtHBnXP3M8xziArTmuRiG88uhxsXwgiSWu8fugzVmmDkZsQR9SePkfsvl
.
.
.
หอการค้าฯ เสนอ 7 ด้านหลัก เสริมแกร่งอุตสาหกรรมไทย ให้แข่งขันได้
https://www.khaosod.co.th/economics/news_10281435
.
หอการค้าฯ ถก รมว.อุตสาหกรรม ปลดล็อคกฎระเบียบ ส่งเสริมนวัตกรรม พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสีเขียว คำนิยาม SMEs ชัดเจนเพื่อช่วยเหลือให้ถูกจุด และแข่งขันได้.
.
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำคณะกรรมการฯ เข้าพบ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ถกปัญหาการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย พร้อมนำผลการหารือร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล ในประเด็นข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย 10 ด้าน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค 5 ภาค พร้อมเสนอไฮไลท์ข้อเสนอ 7 ด้านหลักเพื่อเร่งฟื้นฟูและยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้แข่งขันได้ประกอบด้วย
.
1) ปลดล็อกกฎระเบียบและยกระดับ Ease of Doing Business
.
2) ส่งเสริมเทคโนโลยีนวัตกรรม และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ
.
3) ผลักดันพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว
.
4) ปกป้องอุตสาหกรรมไทยจากสินค้าทุ่มตลาดและสินค้าด้อยมาตรฐาน
.
5) พัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปและเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย
.
6) ดึงดูดการลงทุนและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานไทย
.
7) ดูแลผลกระทบเฉพาะอุตสาหกรรมและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ