🌺ผู้เขียน โดย วิเคราะห์บอลจริงจัง🌺
🌺ประเทศไทยกลายเป็นชาติสุดท้ายของโลก ที่ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จ โดยผู้คว้าสิทธิ์ คือ JAS เจ้าของแพลตฟอร์ม Monomax นั่นเอง
ก่อนหน้านี้ สถิติของประเทศไทย ในการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกช้าที่สุด คือ "3 วันก่อนเริ่ม" ในเวิลด์คัพ 2018 แต่ในที่สุด เราก็ทำลายสถิตินั้นได้สำเร็จในบอลโลก 2026 หนนี้ เมื่อซื้อลิขสิทธิ์ได้ ใน 28 ชั่วโมงสุดท้าย ถือเป็นอะไรที่ลุ้นระทึกกันเลยทีเดียว
สำหรับฟุตบอลโลกครั้งนี้ รัฐบาลและเอกชน มีการคุยกันว่า จะไม่ Bid แข่งราคากันอย่างเด็ดขาด เพราะไม่ต้องการให้ฟีฟ่าปั่นราคาไปได้สูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นถ้ารัฐบาลคุยอยู่ เอกชนจะอยู่นิ่งก่อน
ในข้อเท็จจริงคือ รัฐบาลพยายามเจรจาแล้วจริงๆ กับฟีฟ่า แต่ไม่สัมฤทธิ์ผล
ย้อนกลับไปในบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ฟีฟ่าขายให้ไทย 35 ล้านดอลลาร์ (1,180 ล้านบาท) ดังนั้นคราวนี้ 2026 ด้วยความที่มีจำนวนแมตช์มากขึ้น ทำให้ฟีฟ่าตั้งราคาขายแพงขึ้นกว่าเดิม 40 ล้านดอลลาร์ (1,318 ล้านบาท)
ตัวเลข 40 ล้านดอลลาร์ นั้นแพงมากๆ รัฐบาลจ่ายไม่ไหว สุดท้ายจึงถอนตัวจากการเจรจา และกลายเป็นเอกชนเข้ามาคุย
JAS เริ่มเสนอราคาไปทีละสเต็ป เริ่มจาก 15 ล้านดอลลาร์ (494 ล้านบาท เท่าเวียดนาม)
แต่ฟีฟ่าปฏิเสธ จากนั้น JAS เสนอเพิ่มอีกรอบ เป็น 20 ล้านดอลลาร์ (659 ล้านบาท) และ 25 ล้านดอลลาร์ (823 ล้านบาท) แต่ฟีฟ่าปฏิเสธอยู่ดี โดยยึดราคา 40 ล้านดอลลาร์ไว้เหนียวแน่นมาก ยังไงก็ไม่ลด
ฟุตบอลโลกคือ ซูเปอร์โปรดักต์ นี่คืออีเวนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แน่นอนว่า JAS อยากได้ แต่จะให้จ่ายเงินมหาศาลขนาดนั้น กับอีเวนต์ความยาวไม่ถึง 40 วัน แถมยังจะเตะกันอีกไม่กี่วันข้างหน้า พวกเขาก็มองว่าไม่คุ้มเหมือนกัน
คีย์แมนที่ทำให้สถานการณ์เรื่องนี้เปลี่ยน คือ มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ นอกจากเธอจะเป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยแล้ว อีกตำแหน่งที่เธอเป็นควบกันไปด้วย คือ ประธานคณะกรรมการการพัฒนาของฟีฟ่า
มาดามแป้งใช้กลยุทธ์ทางการทูต ไปคุยกับประธานฟีฟ่า จานนี่ อินฟานติโน่ และอธิบายสถานการณ์ว่า เอกชนไทยต้องการจะซื้อ แต่อัพราคาไปขนาดนั้นไม่ไหว อยากให้ฟีฟ่าช่วยพิจารณาลดราคาลงมาบ้าง
มาดามแป้งหว่านล้อมว่า ถ้าหากประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่มีฟุตบอลโลกถ่ายล่ะก็ มันคงเป็นภาพที่ไม่ดีเลย และจริงๆ ต่อให้ลดราคาลงมา ก็เชื่อว่า ประเทศไทยยังคงเป็นชาติที่จ่ายแพงที่สุดในอาเซียนอยู่แล้ว
เมื่อเกิดการเจรจากันในเบื้องหลัง สุดท้ายจึงมีคำสั่งลงมาจากผู้บริหารฟีฟ่า ว่าจะยอมลดราคาให้ไทยเป็นกรณีพิเศษ
ราคาที่เคาะคือ 37.5 ล้านดอลลาร์ (1,230 ล้านบาท) แต่ในมุมของ JAS ก็ยังเกินงบไปนิดนึงอยู่ดี
ในจุดนี้เอง ที่ฝั่งผู้บริหาร JAS เข้ามานั่งถกเถียงกันว่าจะเอายังไงต่อ กับเวลาที่บีบคั้นกันมากๆ เพราะบอลโลกจะเริ่มแล้ว
สุดท้าย JAS นำโดย ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา ได้ยื่น ultimatum หรือคำขาดสุดท้ายให้กับทางฟีฟ่า
บอกว่า JAS จะจ่าย 70 ล้านดอลลาร์ (2,300 ล้านบาท) แลกกับลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2 ครั้งติดต่อกัน คือครั้งนี้ 2026 และ 2030 นอกจากนั้นจะขอลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทุกอย่าง ในอีเวนต์ที่ฟีฟ่าเป็นคนจัด ตลอด 4 ปีนี้ด้วย
ทั้งฟุตซอลชิงแชมป์โลก, ฟุตบอลโลกหญิง, ฟุตบอล u-20 และรวมถึงศึกอินเตอร์คอนติเนนทัลคัพด้วย ทุกรายการที่ฟีฟ่ามี ขอให้ยกให้ JAS ให้หมด
ดร.โสรัชย์บอกว่า นี่คือข้อเสนอครั้งสุดท้ายของบริษัทแล้ว take it or leave it ถ้าไม่เอา JAS จะออกจากการเจรจาทันที นั่นแปลว่า ฟีฟ่าจะไม่ได้รับเงินก้อนจากประเทศไทยแน่นอน เพราะบอลโลกจะเริ่มแล้ว
ฝั่งฟีฟ่านั้น คิดหนักเหมือนกัน เพราะต้องขายสิทธิ์บอลโลกครั้งหน้าให้เลยทันที ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าค่าเงินเฟ้อต่างๆ กว่าจะถึงตอนนั้น ควรตั้งราคาเท่าไหร่ นอกจากนั้น พวกอีเวนต์ต่างๆ อย่างฟุตซอลโลก ปกติก็แยกขายได้ แต่ถ้าขายให้ JAS เป็นแพ็กเกจแบบนี้ ก็ได้เงินก้อนทีเดียว แต่ก็จบเลย
แต่ถ้าไม่ขายให้ JAS ตอนนี้ เงินก็หายวับไปพันล้านเหมือนกัน
สุดท้ายเวลา 21.30 น. ของวันที่ 10 มิถุนายน ก่อนฟุตบอลโลกนัดแรก ระหว่างเม็กซิโก กับ แอฟริกาใต้ จะเริ่มขึ้นประมาณ 28 ชั่วโมงนิดๆ ฟีฟ่าก็ติดต่อกลับมา และคอนเฟิร์ม ขายลิขสิทธิ์ให้ JAS ในที่สุด
ดูเผินๆ อาจจะเป็นเงินก้อนโต 70 ล้านดอลลาร์ แต่ถ้าหาร 2 ตามจำนวนครั้งของฟุตบอลโลก ก็จะเฉลี่ยแค่ครั้งละ 35 ล้านดอลลาร์เท่านั้น
ส่วนตัวผมคิดว่า JAS ชนะในเกมเจรจาครั้งนี้ เพราะในบอลโลกหนที่แล้ว ตอนที่กกท. จบดีลกับบริษัทอินฟรอนท์ ซึ่งเป็นซับของฟีฟ่า จบในราคา 35 ล้านดอลลาร์ แต่ได้ถ่ายแค่ 64 แมตช์เท่านั้น แต่บอลโลกหนนี้ ในราคา 35 ล้านดอลลาร์เท่ากัน แต่ได้ถ่ายมากถึง 104 แมตช์
นอกจากนั้นยังล็อกบอลโลก 2030 เอาไว้กับตัวด้วย สามารถทำแคมเปญโฆษณาได้อย่างเต็มที่ รวมถึงเก็บอีเวนต์ต่างๆ ของฟีฟ่ามาไว้กับตัวได้ทั้งหมด
พวกเขาสามารถเคลมได้เลยว่าเป็น The home of FIFA in Thailand สุดยอดมาก
ผมมองว่า ถ้ามองเรื่องกำไร-ขาดทุน ฝั่ง JAS ขาดทุนในระยะสั้นแน่ๆ เพราะมาปิดดีลตอนนี้ แผนโฆษณาอะไรๆ ก็คงทำไม่ทันแล้ว และฟุตบอลโลกที่อเมริกา เวลามันก็ไม่ค่อยดีด้วย
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเกมนี้ JAS มองในระยะยาวมากกว่า คิดดูว่าคุณเป็นแบรนด์ที่ถือทั้ง พรีเมียร์ลีก ไทยลีก เอฟเอคัพ คาราบาวคัพ ยูโร 2028 แล้วบวกฟุตบอลโลกไปอีก มันทำให้แบรนด์ของคุณ "แข็ง" ขึ้นขนาดไหน
หุ้นดีดพุ่งขึ้นแน่นอน ขณะที่ความเชื่อมั่นของประชาชนก็จะไหลมาเทมา พวกเขาจะกลายเป็นแบรนด์ที่ผู้คนรัก และให้กำลังใจครับ
ราคาที่ JAS ตั้งไว้คือ 5,999 บาท ต่อ 1 ปี (ดูได้สองจอ)
นี่เป็นราคาที่ต้องบอกว่า สุดยอดมากๆ ครับ ถือว่าราคาถูกเลยล่ะ เพราะ 5,999 ถ้าเราหารสองกับเพื่อนอีกคน ก็จะเสียค่าดู แค่สามพันต่อปี
3000 ÷ 12 = 250 บาทต่อเดือน
250 บาทต่อเดือน ดูได้ทั้งฟุตบอลโลก ทั้งพรีเมียร์ลีก ทั้งไทยลีก เอาอะไรมาไม่คุ้มอะครับ ถูกยิ่งกว่าดูเถื่อนอีก
ผมมีข้อสังเกตในกลยุทธ์ของ JAS อีกอย่างคือ แพ็กเกจฟุตบอลโลก พวกเขาไม่จับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับค่ายอื่นๆ อย่าง AIS เป็นต้น แต่เดินหน้าลุยเองคนเดียวเลย
แน่นอนว่า พวกเขาตั้งใจจะใช้ฟุตบอลโลกนี่แหละ ในการสู้กับ AIS ครับ
เราอาจจะดูเผินๆ ว่า JAS กับ AIS จับมือกันอยู่ คือก็ใช่ บางส่วน แต่ความจริงแล้ว พวกเขาสู้กันยิบตาครับ
ผมดูจากตัวเองนะครับ ในซีซั่นที่แล้ว ผมซื้อแพ็กเกจรายปีของ AIS เพราะดูพรีเมียร์ลีกได้เหมือนกัน คือไม่ได้ซื้อกับโมโนแม็กซ์โดยตรง แต่พอ JAS ขายฟุตบอลโลกแบบนี้ โดยไม่ไป co กับที่อื่น มันก็เหมือนมัดมือชก ให้ผมที่อยากดูบอลโลกมากๆ ต้องซื้อแพ็กเกจของพวกเขาน่ะครับ
เมื่อผมซื้อผ่าน Monomax ไปแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปซื้อผ่าน AIS อีก คืออยากรู้เหมือนกันว่าฝั่ง AIS จะแก้เกมอย่างไร ถึงจะรั้งลูกค้าพรีเมียร์ลีกให้อยู่กับตัวเองต่อไปได้ ในเมื่อหลายๆ คน คงซื้อแพ็กเกจบอลโลกของ JAS แน่ๆ
อีกกลยุทธ์หนึ่งที่ผมประทับใจ JAS เหมือนกัน คือก่อนหน้านี้ พวกเขาขายแพ็กเกจรายปีแบบ Early Bird ให้ลูกค้า ในราคา 4,499 บาท โดยตั้งสโลแกนว่า "ซื้อก่อน คุ้มกว่า"
หลายคนก็ไม่คิดจะซื้อหรอกครับ เพราะจะรอแพ็กเกจของ AIS เปิดตัวก่อนแล้วเอามาเทียบราคากัน
แต่พอแพ็กเกจบอลโลกเปิดปั๊บ ปรากฏว่า พวกที่ซื้อ Early Bird ไปก่อน สามารถดูบอลโลกได้เลย! แทนที่จะจ่าย 5,999 ก็จ่ายแค่ 4,499 บาทเท่านั้น
ผมว่าหมากเกมนี้ เป็นสิ่งที่ JAS ต้องการจะสื่อสารกับลูกค้าที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของพวกเขาว่า ถ้าคุณภักดีกับเรา ถ้าคุณรักเรา สนับสนุนเราตั้งแต่เนิ่นๆ เราจะสรรหาสิ่งดีๆ มาให้คุณแน่นอน ดูอย่างบอลโลกสิ พวกคุณได้ดู ในราคาที่ถูกกว่าคนทั่วๆไป ตั้ง 1,500 บาทเลยนะ
ศึกสตรีมมิ่งในไทย ต่อจากนี้จะยิ่งเดือดครับ โมโนแม็กซ์ลุยแหลก แต่ AIS ก็ไม่ยอมถอย ขณะที่ทรู วิชั่นส์ ก็ไม่ยอมแพ้ครับ สู้กันเยอะๆ เลย คนที่ได้ประโยชน์คือ คนดูทางบ้านครับผม
สำหรับคู่แรกคืนนี้ เม็กซิโก vs แอฟริกาใต้ครับ พากย์โดย บิ๊กจ๊ะ สาธิต กรีกุล คู่กับ คุณฉุย สมศักดิ์ สงวนทรัพย์ครับผม การันตีความมืออาชีพ และความสนุกสนานตลอดเกมครับ
ส่วนพิธีเปิดที่เม็กซิโกในวันนี้ จะมีผู้บรรยายคือ มาเฟียรี่ อุไร ปทุมมาวัฒนา เลเจนด์ของฟุตบอลต่างประเทศ ร่วมกับ เจมส์ ลาลีกา อาวุธ จิวรากรานนท์ นักข่าวไทยที่พูดภาษาสเปนได้คล่องแคล่วมาก เหมาะสมที่จะมาร่วมบรรยายในพิธีเปิดที่เม็กซิโก ซึ่งใช้ภาษาสเปนเป็นหลักครับ
สุดท้ายอยากบอกว่าผมดีใจนะครับ ที่การซื้อลิขสิทธิ์ลุล่วงไปได้ด้วยดี คนไทยไม่ต้องหาลิงค์เถื่อนมาดู แต่จะได้ดูภาพคมชัดแบบมีคุณภาพ พร้อมทั้งพากย์ภาษาไทยด้วย ดีใจมากเลย
ดีใจแทนสินค้าแบรนด์ต่างๆ ที่เตรียมออกแคมเปญล้อไปกับฟุตบอลโลกด้วยครับ คือคิดดูว่าถ้าบอลไม่ถ่ายเนี่ยะ กระแสไม่มา ผู้คนก็ไม่อินกับแคมเปญของคุณแน่ๆ แต่พอมีถ่ายแล้ว ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไปครับ
เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ทีวีจะขายดีขึ้น ไลน์แมนก็น่าจะมี code บางอย่าง สำหรับสั่งอาหารตอนดึกหรือตอนเช้าด้วย เพื่อล้อไปกับบรรยากาศ
เสื้อนักบอลจากอาริ จากซูเปอร์สปอร์ตก็จะขายดีไปด้วยเช่นกัน อุตสาหกรรม ห้างร้าน ภาคการท่องเที่ยว ทุกคนจะแฮปปี้ขึ้นแน่นอน
ส่วนผู้คนทั่วไปจะคุยเรื่องฟุตบอลกันอย่างสนุกสนาน มีท็อปปิกให้คุยกันตลอด และเด็กๆ หลายคน จะได้แรงบันดาลใจแน่ๆ จากการดูฟุตบอล 104 แมตช์ในเวิลด์คัพครั้งนี้ครับ
ผมเทียบกับตัวเองเลยนะครับ บอลโลก 1994 ตอนนั้นผม 9 ขวบ เชื่อไหมว่ามันเป็นจุดประกายสำคัญ ที่ทำให้อยากเป็นนักข่าวกีฬาในอนาคตเลยครับ ฟุตบอลโลกมันมีอิมแพ็กต์กับบางคนมากขนาดนั้นเลย
บทสรุปของเรื่องนี้ คือไทยเป็นชาติสุดท้ายที่ซื้อลิขสิทธิ์จากฟีฟ่าได้เช่นเคย ถือเป็นคาแรคเตอร์ที่พิลึกพิลั่นของประเทศไทยมาก เราทำแบบนี้มาตลอด แต่สุดท้ายก็ปิดจ๊อบได้ทุกที
เป็นกำลังใจให้ JAS และทีมงานโมโนแม็กซ์ทุกคนด้วยครับ และขอบคุณมากที่ยอมเจ็บตัวในวันนี้ และนำคอนเทนต์กีฬาอันดับหนึ่งมาให้คนไทยดู ในราคาที่สมเหตุสมผล
และหวังว่าการลงทุน 2,300 ล้านบาท ยอมเซ็นสัญญา 4 ปีกับฟีฟ่าในวันนี้ จะตอบแทนพวกเขาได้จริงๆ ในระยะยาวครับ
เบื้องหลังความสำเร็จ ฟุตบอลโลกปี2026 ในครั้งนี้ของJas มีที่มาอย่างไร
🌺ประเทศไทยกลายเป็นชาติสุดท้ายของโลก ที่ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จ โดยผู้คว้าสิทธิ์ คือ JAS เจ้าของแพลตฟอร์ม Monomax นั่นเอง
ก่อนหน้านี้ สถิติของประเทศไทย ในการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกช้าที่สุด คือ "3 วันก่อนเริ่ม" ในเวิลด์คัพ 2018 แต่ในที่สุด เราก็ทำลายสถิตินั้นได้สำเร็จในบอลโลก 2026 หนนี้ เมื่อซื้อลิขสิทธิ์ได้ ใน 28 ชั่วโมงสุดท้าย ถือเป็นอะไรที่ลุ้นระทึกกันเลยทีเดียว
สำหรับฟุตบอลโลกครั้งนี้ รัฐบาลและเอกชน มีการคุยกันว่า จะไม่ Bid แข่งราคากันอย่างเด็ดขาด เพราะไม่ต้องการให้ฟีฟ่าปั่นราคาไปได้สูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นถ้ารัฐบาลคุยอยู่ เอกชนจะอยู่นิ่งก่อน
ในข้อเท็จจริงคือ รัฐบาลพยายามเจรจาแล้วจริงๆ กับฟีฟ่า แต่ไม่สัมฤทธิ์ผล
ย้อนกลับไปในบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ฟีฟ่าขายให้ไทย 35 ล้านดอลลาร์ (1,180 ล้านบาท) ดังนั้นคราวนี้ 2026 ด้วยความที่มีจำนวนแมตช์มากขึ้น ทำให้ฟีฟ่าตั้งราคาขายแพงขึ้นกว่าเดิม 40 ล้านดอลลาร์ (1,318 ล้านบาท)
ตัวเลข 40 ล้านดอลลาร์ นั้นแพงมากๆ รัฐบาลจ่ายไม่ไหว สุดท้ายจึงถอนตัวจากการเจรจา และกลายเป็นเอกชนเข้ามาคุย
JAS เริ่มเสนอราคาไปทีละสเต็ป เริ่มจาก 15 ล้านดอลลาร์ (494 ล้านบาท เท่าเวียดนาม)
แต่ฟีฟ่าปฏิเสธ จากนั้น JAS เสนอเพิ่มอีกรอบ เป็น 20 ล้านดอลลาร์ (659 ล้านบาท) และ 25 ล้านดอลลาร์ (823 ล้านบาท) แต่ฟีฟ่าปฏิเสธอยู่ดี โดยยึดราคา 40 ล้านดอลลาร์ไว้เหนียวแน่นมาก ยังไงก็ไม่ลด
ฟุตบอลโลกคือ ซูเปอร์โปรดักต์ นี่คืออีเวนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แน่นอนว่า JAS อยากได้ แต่จะให้จ่ายเงินมหาศาลขนาดนั้น กับอีเวนต์ความยาวไม่ถึง 40 วัน แถมยังจะเตะกันอีกไม่กี่วันข้างหน้า พวกเขาก็มองว่าไม่คุ้มเหมือนกัน
คีย์แมนที่ทำให้สถานการณ์เรื่องนี้เปลี่ยน คือ มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ นอกจากเธอจะเป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยแล้ว อีกตำแหน่งที่เธอเป็นควบกันไปด้วย คือ ประธานคณะกรรมการการพัฒนาของฟีฟ่า
มาดามแป้งใช้กลยุทธ์ทางการทูต ไปคุยกับประธานฟีฟ่า จานนี่ อินฟานติโน่ และอธิบายสถานการณ์ว่า เอกชนไทยต้องการจะซื้อ แต่อัพราคาไปขนาดนั้นไม่ไหว อยากให้ฟีฟ่าช่วยพิจารณาลดราคาลงมาบ้าง
มาดามแป้งหว่านล้อมว่า ถ้าหากประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่มีฟุตบอลโลกถ่ายล่ะก็ มันคงเป็นภาพที่ไม่ดีเลย และจริงๆ ต่อให้ลดราคาลงมา ก็เชื่อว่า ประเทศไทยยังคงเป็นชาติที่จ่ายแพงที่สุดในอาเซียนอยู่แล้ว
เมื่อเกิดการเจรจากันในเบื้องหลัง สุดท้ายจึงมีคำสั่งลงมาจากผู้บริหารฟีฟ่า ว่าจะยอมลดราคาให้ไทยเป็นกรณีพิเศษ
ราคาที่เคาะคือ 37.5 ล้านดอลลาร์ (1,230 ล้านบาท) แต่ในมุมของ JAS ก็ยังเกินงบไปนิดนึงอยู่ดี
ในจุดนี้เอง ที่ฝั่งผู้บริหาร JAS เข้ามานั่งถกเถียงกันว่าจะเอายังไงต่อ กับเวลาที่บีบคั้นกันมากๆ เพราะบอลโลกจะเริ่มแล้ว
สุดท้าย JAS นำโดย ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา ได้ยื่น ultimatum หรือคำขาดสุดท้ายให้กับทางฟีฟ่า
บอกว่า JAS จะจ่าย 70 ล้านดอลลาร์ (2,300 ล้านบาท) แลกกับลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2 ครั้งติดต่อกัน คือครั้งนี้ 2026 และ 2030 นอกจากนั้นจะขอลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทุกอย่าง ในอีเวนต์ที่ฟีฟ่าเป็นคนจัด ตลอด 4 ปีนี้ด้วย
ทั้งฟุตซอลชิงแชมป์โลก, ฟุตบอลโลกหญิง, ฟุตบอล u-20 และรวมถึงศึกอินเตอร์คอนติเนนทัลคัพด้วย ทุกรายการที่ฟีฟ่ามี ขอให้ยกให้ JAS ให้หมด
ดร.โสรัชย์บอกว่า นี่คือข้อเสนอครั้งสุดท้ายของบริษัทแล้ว take it or leave it ถ้าไม่เอา JAS จะออกจากการเจรจาทันที นั่นแปลว่า ฟีฟ่าจะไม่ได้รับเงินก้อนจากประเทศไทยแน่นอน เพราะบอลโลกจะเริ่มแล้ว
ฝั่งฟีฟ่านั้น คิดหนักเหมือนกัน เพราะต้องขายสิทธิ์บอลโลกครั้งหน้าให้เลยทันที ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าค่าเงินเฟ้อต่างๆ กว่าจะถึงตอนนั้น ควรตั้งราคาเท่าไหร่ นอกจากนั้น พวกอีเวนต์ต่างๆ อย่างฟุตซอลโลก ปกติก็แยกขายได้ แต่ถ้าขายให้ JAS เป็นแพ็กเกจแบบนี้ ก็ได้เงินก้อนทีเดียว แต่ก็จบเลย
แต่ถ้าไม่ขายให้ JAS ตอนนี้ เงินก็หายวับไปพันล้านเหมือนกัน
สุดท้ายเวลา 21.30 น. ของวันที่ 10 มิถุนายน ก่อนฟุตบอลโลกนัดแรก ระหว่างเม็กซิโก กับ แอฟริกาใต้ จะเริ่มขึ้นประมาณ 28 ชั่วโมงนิดๆ ฟีฟ่าก็ติดต่อกลับมา และคอนเฟิร์ม ขายลิขสิทธิ์ให้ JAS ในที่สุด
ดูเผินๆ อาจจะเป็นเงินก้อนโต 70 ล้านดอลลาร์ แต่ถ้าหาร 2 ตามจำนวนครั้งของฟุตบอลโลก ก็จะเฉลี่ยแค่ครั้งละ 35 ล้านดอลลาร์เท่านั้น
ส่วนตัวผมคิดว่า JAS ชนะในเกมเจรจาครั้งนี้ เพราะในบอลโลกหนที่แล้ว ตอนที่กกท. จบดีลกับบริษัทอินฟรอนท์ ซึ่งเป็นซับของฟีฟ่า จบในราคา 35 ล้านดอลลาร์ แต่ได้ถ่ายแค่ 64 แมตช์เท่านั้น แต่บอลโลกหนนี้ ในราคา 35 ล้านดอลลาร์เท่ากัน แต่ได้ถ่ายมากถึง 104 แมตช์
นอกจากนั้นยังล็อกบอลโลก 2030 เอาไว้กับตัวด้วย สามารถทำแคมเปญโฆษณาได้อย่างเต็มที่ รวมถึงเก็บอีเวนต์ต่างๆ ของฟีฟ่ามาไว้กับตัวได้ทั้งหมด
พวกเขาสามารถเคลมได้เลยว่าเป็น The home of FIFA in Thailand สุดยอดมาก
ผมมองว่า ถ้ามองเรื่องกำไร-ขาดทุน ฝั่ง JAS ขาดทุนในระยะสั้นแน่ๆ เพราะมาปิดดีลตอนนี้ แผนโฆษณาอะไรๆ ก็คงทำไม่ทันแล้ว และฟุตบอลโลกที่อเมริกา เวลามันก็ไม่ค่อยดีด้วย
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเกมนี้ JAS มองในระยะยาวมากกว่า คิดดูว่าคุณเป็นแบรนด์ที่ถือทั้ง พรีเมียร์ลีก ไทยลีก เอฟเอคัพ คาราบาวคัพ ยูโร 2028 แล้วบวกฟุตบอลโลกไปอีก มันทำให้แบรนด์ของคุณ "แข็ง" ขึ้นขนาดไหน
หุ้นดีดพุ่งขึ้นแน่นอน ขณะที่ความเชื่อมั่นของประชาชนก็จะไหลมาเทมา พวกเขาจะกลายเป็นแบรนด์ที่ผู้คนรัก และให้กำลังใจครับ
ราคาที่ JAS ตั้งไว้คือ 5,999 บาท ต่อ 1 ปี (ดูได้สองจอ)
นี่เป็นราคาที่ต้องบอกว่า สุดยอดมากๆ ครับ ถือว่าราคาถูกเลยล่ะ เพราะ 5,999 ถ้าเราหารสองกับเพื่อนอีกคน ก็จะเสียค่าดู แค่สามพันต่อปี
3000 ÷ 12 = 250 บาทต่อเดือน
250 บาทต่อเดือน ดูได้ทั้งฟุตบอลโลก ทั้งพรีเมียร์ลีก ทั้งไทยลีก เอาอะไรมาไม่คุ้มอะครับ ถูกยิ่งกว่าดูเถื่อนอีก
ผมมีข้อสังเกตในกลยุทธ์ของ JAS อีกอย่างคือ แพ็กเกจฟุตบอลโลก พวกเขาไม่จับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับค่ายอื่นๆ อย่าง AIS เป็นต้น แต่เดินหน้าลุยเองคนเดียวเลย
แน่นอนว่า พวกเขาตั้งใจจะใช้ฟุตบอลโลกนี่แหละ ในการสู้กับ AIS ครับ
เราอาจจะดูเผินๆ ว่า JAS กับ AIS จับมือกันอยู่ คือก็ใช่ บางส่วน แต่ความจริงแล้ว พวกเขาสู้กันยิบตาครับ
ผมดูจากตัวเองนะครับ ในซีซั่นที่แล้ว ผมซื้อแพ็กเกจรายปีของ AIS เพราะดูพรีเมียร์ลีกได้เหมือนกัน คือไม่ได้ซื้อกับโมโนแม็กซ์โดยตรง แต่พอ JAS ขายฟุตบอลโลกแบบนี้ โดยไม่ไป co กับที่อื่น มันก็เหมือนมัดมือชก ให้ผมที่อยากดูบอลโลกมากๆ ต้องซื้อแพ็กเกจของพวกเขาน่ะครับ
เมื่อผมซื้อผ่าน Monomax ไปแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปซื้อผ่าน AIS อีก คืออยากรู้เหมือนกันว่าฝั่ง AIS จะแก้เกมอย่างไร ถึงจะรั้งลูกค้าพรีเมียร์ลีกให้อยู่กับตัวเองต่อไปได้ ในเมื่อหลายๆ คน คงซื้อแพ็กเกจบอลโลกของ JAS แน่ๆ
อีกกลยุทธ์หนึ่งที่ผมประทับใจ JAS เหมือนกัน คือก่อนหน้านี้ พวกเขาขายแพ็กเกจรายปีแบบ Early Bird ให้ลูกค้า ในราคา 4,499 บาท โดยตั้งสโลแกนว่า "ซื้อก่อน คุ้มกว่า"
หลายคนก็ไม่คิดจะซื้อหรอกครับ เพราะจะรอแพ็กเกจของ AIS เปิดตัวก่อนแล้วเอามาเทียบราคากัน
แต่พอแพ็กเกจบอลโลกเปิดปั๊บ ปรากฏว่า พวกที่ซื้อ Early Bird ไปก่อน สามารถดูบอลโลกได้เลย! แทนที่จะจ่าย 5,999 ก็จ่ายแค่ 4,499 บาทเท่านั้น
ผมว่าหมากเกมนี้ เป็นสิ่งที่ JAS ต้องการจะสื่อสารกับลูกค้าที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของพวกเขาว่า ถ้าคุณภักดีกับเรา ถ้าคุณรักเรา สนับสนุนเราตั้งแต่เนิ่นๆ เราจะสรรหาสิ่งดีๆ มาให้คุณแน่นอน ดูอย่างบอลโลกสิ พวกคุณได้ดู ในราคาที่ถูกกว่าคนทั่วๆไป ตั้ง 1,500 บาทเลยนะ
ศึกสตรีมมิ่งในไทย ต่อจากนี้จะยิ่งเดือดครับ โมโนแม็กซ์ลุยแหลก แต่ AIS ก็ไม่ยอมถอย ขณะที่ทรู วิชั่นส์ ก็ไม่ยอมแพ้ครับ สู้กันเยอะๆ เลย คนที่ได้ประโยชน์คือ คนดูทางบ้านครับผม
สำหรับคู่แรกคืนนี้ เม็กซิโก vs แอฟริกาใต้ครับ พากย์โดย บิ๊กจ๊ะ สาธิต กรีกุล คู่กับ คุณฉุย สมศักดิ์ สงวนทรัพย์ครับผม การันตีความมืออาชีพ และความสนุกสนานตลอดเกมครับ
ส่วนพิธีเปิดที่เม็กซิโกในวันนี้ จะมีผู้บรรยายคือ มาเฟียรี่ อุไร ปทุมมาวัฒนา เลเจนด์ของฟุตบอลต่างประเทศ ร่วมกับ เจมส์ ลาลีกา อาวุธ จิวรากรานนท์ นักข่าวไทยที่พูดภาษาสเปนได้คล่องแคล่วมาก เหมาะสมที่จะมาร่วมบรรยายในพิธีเปิดที่เม็กซิโก ซึ่งใช้ภาษาสเปนเป็นหลักครับ
สุดท้ายอยากบอกว่าผมดีใจนะครับ ที่การซื้อลิขสิทธิ์ลุล่วงไปได้ด้วยดี คนไทยไม่ต้องหาลิงค์เถื่อนมาดู แต่จะได้ดูภาพคมชัดแบบมีคุณภาพ พร้อมทั้งพากย์ภาษาไทยด้วย ดีใจมากเลย
ดีใจแทนสินค้าแบรนด์ต่างๆ ที่เตรียมออกแคมเปญล้อไปกับฟุตบอลโลกด้วยครับ คือคิดดูว่าถ้าบอลไม่ถ่ายเนี่ยะ กระแสไม่มา ผู้คนก็ไม่อินกับแคมเปญของคุณแน่ๆ แต่พอมีถ่ายแล้ว ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไปครับ
เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ทีวีจะขายดีขึ้น ไลน์แมนก็น่าจะมี code บางอย่าง สำหรับสั่งอาหารตอนดึกหรือตอนเช้าด้วย เพื่อล้อไปกับบรรยากาศ
เสื้อนักบอลจากอาริ จากซูเปอร์สปอร์ตก็จะขายดีไปด้วยเช่นกัน อุตสาหกรรม ห้างร้าน ภาคการท่องเที่ยว ทุกคนจะแฮปปี้ขึ้นแน่นอน
ส่วนผู้คนทั่วไปจะคุยเรื่องฟุตบอลกันอย่างสนุกสนาน มีท็อปปิกให้คุยกันตลอด และเด็กๆ หลายคน จะได้แรงบันดาลใจแน่ๆ จากการดูฟุตบอล 104 แมตช์ในเวิลด์คัพครั้งนี้ครับ
ผมเทียบกับตัวเองเลยนะครับ บอลโลก 1994 ตอนนั้นผม 9 ขวบ เชื่อไหมว่ามันเป็นจุดประกายสำคัญ ที่ทำให้อยากเป็นนักข่าวกีฬาในอนาคตเลยครับ ฟุตบอลโลกมันมีอิมแพ็กต์กับบางคนมากขนาดนั้นเลย
บทสรุปของเรื่องนี้ คือไทยเป็นชาติสุดท้ายที่ซื้อลิขสิทธิ์จากฟีฟ่าได้เช่นเคย ถือเป็นคาแรคเตอร์ที่พิลึกพิลั่นของประเทศไทยมาก เราทำแบบนี้มาตลอด แต่สุดท้ายก็ปิดจ๊อบได้ทุกที
เป็นกำลังใจให้ JAS และทีมงานโมโนแม็กซ์ทุกคนด้วยครับ และขอบคุณมากที่ยอมเจ็บตัวในวันนี้ และนำคอนเทนต์กีฬาอันดับหนึ่งมาให้คนไทยดู ในราคาที่สมเหตุสมผล
และหวังว่าการลงทุน 2,300 ล้านบาท ยอมเซ็นสัญญา 4 ปีกับฟีฟ่าในวันนี้ จะตอบแทนพวกเขาได้จริงๆ ในระยะยาวครับ