1. ความหยาบคาย, มารยาท, ความจริงใจ
ผมรับรู้และถูกสอนมาตลอดว่าในสังคมไทยให้ความสำคัญเรื่องมารยาท การเคารพผู้ใหญ่ และการให้เกียรติกัน แต่สิ่งที่ย้อนแย้งกันคือ มีหลายคนที่ใช้คำพูดและแสดงกริยาท่าทางที่หยาบคายอย่างมาก แต่กลับได้รับคำชื่นชมจากสังคมไทยส่วนใหญ่ โดยให้เหตุผลว่า ถึงแม้เขาจะหยาบคาย แต่คนนี้คือคนที่ 'จริงใจ'
เรามักพบเห็นคนแบบนี้ได้ตามสื่อสังคมออนไลน์ ที่ออกมาพูดหรือแสดงความคิดเห็น โดยถ้าเป็นคนที่เห็นด้วยกับประเด็นที่คนผู้นั้นพูด ก็จะยกย่องชื่นชม ไม่ว่าบุคคลนั้นจะทำกริยา/ท่าทาง/คำพูด หยาบคายต่ำทรามหรือแม้แต่พูดหลงประเด็นก็ตาม แต่เมื่อฝั่งตรงข้ามที่ไม่เห็นด้วยออกมาพูดและทำกริยาเช่นนั้นบ้าง ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกลับตำหนิอย่างแรงโดยให้เหตุผลว่า 'หยาบคาย' หรือ 'ไม่มีมารยาท'
อีกอย่างคือเรื่องของ 'ความจริงใจ' เป็นเรื่องดูย้อนแย้งที่ คนที่แสดงกริยา/คำพูดหยาบคาย กลับถูกชื่นชมว่าจริงใจและได้รับความสนใจมากจนบางคนกลายเป็นคนดัง แต่กับคนที่พูดดี กริยาดี กลับไม่ได้รับความสนใจมากเท่าไร บางคนถึงกับโดนตำหนิว่า ไม่จริงใจ ในหลายวัฒนธรรม รวมถึงไทย คนที่พูดตรง ๆ แม้จะหยาบคาย มักถูกมองว่า “พูดจากข้างในใจ ไม่ปั้นแต่ง” ขณะที่คนที่พูดสุภาพมาก บางครั้งถูกสงสัยว่า "พูดไปงั้นเพื่อรักษาภาพลักษณ์ " ไม่ได้จริงใจ
ความหยาบคายเป็นเหมือน การท้าทายอำนาจที่กดเราอยู่ โดยเฉพาะเมื่อใช้วิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเมือง เศรษฐกิจ หรือผู้มีอำนาจ คนที่พูดหยาบจึงถูกตีความว่า กล้าหาญ และ ไม่อ้อมค้อม ยิ่งสื่อโซเชียลสมัยใหม่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมได้ง่าย เวลาใครสักคนใช้คำหยาบแรง ๆ มันกระตุ้นอารมณ์คนฟังได้ชัดเจน (ทั้งสะใจหรือโกรธ) ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “นี่คือสิ่งที่หลายคนคิดอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าพูด”
ในโลกออนไลน์ที่คนคาดหวัง “ความเป็นธรรมชาติ” การพูดด้วยภาษาที่ดูประดิษฐ์หรือระมัดระวังมากเกินไป อาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าคนพูดไม่เปิดเผยตัวตนจริง ๆ
และคนที่พูดด้วยเหตุผลและมารยาทดี ๆ อาจไม่เร้าอารมณ์ผู้ฟังเท่ากับคำพูดแรง ๆ จึงไม่ได้รับความสนใจ วัฒนธรรมออนไลน์เน้นความ “จริงจังแบบบันเทิง” คนสุภาพแต่พูดเงียบ ๆ อาจถูกมองว่า “น่าเบื่อ” ขณะที่คนหยาบแต่เร้าอารมณ์กลับดึงดูดได้มากกว่า
อย่างไรก็ตาม คำถามที่สำคัญของผมคือ
"การยอมรับความหยาบคายมากขึ้น คือความเสื่อมของสังคม หรือเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมการสื่อสาร?"
ถ้ามองในเชิงบวก ในอดีต สังคมไทยให้ความสำคัญกับ "มารยาท" มากจนบางครั้งคนไม่กล้าพูดความจริง เช่น ไม่กล้าวิจารณ์ผู้ใหญ่, ไม่กล้าคัดค้านหัวหน้า,
ไม่กล้าพูดเรื่องปัญหาของสังคม ต้องรักษาน้ำใจตลอดเวลา ผลคือ มีมารยาท แต่ไม่กล้าพูดสิ่งที่คิดจริง แต่เมื่อสังคมออนไลน์เกิดขึ้น คนจำนวนมากเริ่มให้คุณค่ากับ ความตรงไปตรงมา, ความกล้าแสดงความเห็น, ความจริงใจ, การวิจารณ์อำนาจ ในแง่นี้ การลดความเป็นทางการลงบ้างอาจเป็นประโยชน์
เพราะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เปิดกว้างกว่าเดิม
แต่ก็มีความเสี่ยง
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อสังคมเริ่มสับสนระหว่าง "พูดตรง" กับ "พูดหยาบ" ทั้งสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน เช่น:
"ผมไม่เห็นด้วยกับคุณ" = พูดตรง
"คุณโง่หรือเปล่า" = พูดหยาบ
คนจำนวนหนึ่งเผลอคิดว่า ยิ่งหยาบ = ยิ่งจริงใจ ซึ่งไม่จำเป็นต้องจริง คนสามารถโกหกด้วยคำหยาบได้ และสามารถพูดความจริงด้วยภาษาสุภาพได้เช่นกัน ปัญหาที่น่าสนใจกว่านั้น ผมคิดว่าความเสี่ยงจริงๆ อาจไม่ใช่เรื่องคำหยาบ แต่เป็นเรื่อง "บรรทัดฐานทางสังคม"
มนุษย์เรียนรู้จากการเลียนแบบ ถ้าสังคมเห็นคนดังที่ พูดหยาบ ดูถูกคนอื่น ใช้ความรุนแรงทางวาจาแล้วได้รับรางวัลเป็น ยอดวิว, ผู้ติดตาม, ชื่อเสียง, คนรุ่นใหม่บางส่วนก็จะเรียนรู้ว่า "นี่คือวิธีประสบความสำเร็จ" มนุษย์ไม่ได้เรียนรู้จากคำสอนเพียงอย่างเดียว แต่เรียนรู้จากการสังเกตว่าพฤติกรรมแบบไหนได้รับ
รางวัล
แต่สังคมอาจไม่ได้เสื่อมลงแบบตรงๆ หลายคนในทุกยุค ทุกสมัยเชื่อว่า "คนรุ่นใหม่หยาบกว่าเดิม สังคมกำลังเสื่อม" แต่ถ้ามองประวัติศาสตร์จริงๆ คนรุ่นก่อนก็มักพูดแบบนี้กับคนรุ่นหลังเสมอ คำพูดที่ได้ยินกันบ่อยๆมารุ่นสู่รุ่นคือ "เด็กสมัยนี้มัน..." ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของมารยาท ไม่ได้แปลว่าสังคมจะล่มสลายเสมอไป
ปัญหาจริงๆคือ สังคมกำลังเอา "ความจริงใจ" ไปผูกกับ "ความหยาบ" ซึ่งทั้งที่สองสิ่งนี้เป็นคนละเรื่องกัน
จริงใจ ≠ หยาบ
สุภาพ ≠ เสแสร้ง
คนเราสามารถเป็นได้ทั้ง
จริงใจ และ สุภาพ
จริงใจ และ หยาบ
เสแสร้ง และ สุภาพ
เสแสร้ง และ หยาบ
แต่ในโลกออนไลน์ ผู้คนมักยุบความซับซ้อนเหล่านี้ให้เหลือแค่
"พูดแรง = ของจริง"
ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจผิดทางสังคมได้
สังคม นิยมคนถ่อย
ผมรับรู้และถูกสอนมาตลอดว่าในสังคมไทยให้ความสำคัญเรื่องมารยาท การเคารพผู้ใหญ่ และการให้เกียรติกัน แต่สิ่งที่ย้อนแย้งกันคือ มีหลายคนที่ใช้คำพูดและแสดงกริยาท่าทางที่หยาบคายอย่างมาก แต่กลับได้รับคำชื่นชมจากสังคมไทยส่วนใหญ่ โดยให้เหตุผลว่า ถึงแม้เขาจะหยาบคาย แต่คนนี้คือคนที่ 'จริงใจ'
ความหยาบคายเป็นเหมือน การท้าทายอำนาจที่กดเราอยู่ โดยเฉพาะเมื่อใช้วิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเมือง เศรษฐกิจ หรือผู้มีอำนาจ คนที่พูดหยาบจึงถูกตีความว่า กล้าหาญ และ ไม่อ้อมค้อม ยิ่งสื่อโซเชียลสมัยใหม่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมได้ง่าย เวลาใครสักคนใช้คำหยาบแรง ๆ มันกระตุ้นอารมณ์คนฟังได้ชัดเจน (ทั้งสะใจหรือโกรธ) ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “นี่คือสิ่งที่หลายคนคิดอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าพูด”
ในโลกออนไลน์ที่คนคาดหวัง “ความเป็นธรรมชาติ” การพูดด้วยภาษาที่ดูประดิษฐ์หรือระมัดระวังมากเกินไป อาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าคนพูดไม่เปิดเผยตัวตนจริง ๆ และคนที่พูดด้วยเหตุผลและมารยาทดี ๆ อาจไม่เร้าอารมณ์ผู้ฟังเท่ากับคำพูดแรง ๆ จึงไม่ได้รับความสนใจ วัฒนธรรมออนไลน์เน้นความ “จริงจังแบบบันเทิง” คนสุภาพแต่พูดเงียบ ๆ อาจถูกมองว่า “น่าเบื่อ” ขณะที่คนหยาบแต่เร้าอารมณ์กลับดึงดูดได้มากกว่า
อย่างไรก็ตาม คำถามที่สำคัญของผมคือ "การยอมรับความหยาบคายมากขึ้น คือความเสื่อมของสังคม หรือเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมการสื่อสาร?"
ถ้ามองในเชิงบวก ในอดีต สังคมไทยให้ความสำคัญกับ "มารยาท" มากจนบางครั้งคนไม่กล้าพูดความจริง เช่น ไม่กล้าวิจารณ์ผู้ใหญ่, ไม่กล้าคัดค้านหัวหน้า,
ไม่กล้าพูดเรื่องปัญหาของสังคม ต้องรักษาน้ำใจตลอดเวลา ผลคือ มีมารยาท แต่ไม่กล้าพูดสิ่งที่คิดจริง แต่เมื่อสังคมออนไลน์เกิดขึ้น คนจำนวนมากเริ่มให้คุณค่ากับ ความตรงไปตรงมา, ความกล้าแสดงความเห็น, ความจริงใจ, การวิจารณ์อำนาจ ในแง่นี้ การลดความเป็นทางการลงบ้างอาจเป็นประโยชน์
เพราะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เปิดกว้างกว่าเดิม
แต่ก็มีความเสี่ยง
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อสังคมเริ่มสับสนระหว่าง "พูดตรง" กับ "พูดหยาบ" ทั้งสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน เช่น:
"ผมไม่เห็นด้วยกับคุณ" = พูดตรง
"คุณโง่หรือเปล่า" = พูดหยาบ
คนจำนวนหนึ่งเผลอคิดว่า ยิ่งหยาบ = ยิ่งจริงใจ ซึ่งไม่จำเป็นต้องจริง คนสามารถโกหกด้วยคำหยาบได้ และสามารถพูดความจริงด้วยภาษาสุภาพได้เช่นกัน ปัญหาที่น่าสนใจกว่านั้น ผมคิดว่าความเสี่ยงจริงๆ อาจไม่ใช่เรื่องคำหยาบ แต่เป็นเรื่อง "บรรทัดฐานทางสังคม"
มนุษย์เรียนรู้จากการเลียนแบบ ถ้าสังคมเห็นคนดังที่ พูดหยาบ ดูถูกคนอื่น ใช้ความรุนแรงทางวาจาแล้วได้รับรางวัลเป็น ยอดวิว, ผู้ติดตาม, ชื่อเสียง, คนรุ่นใหม่บางส่วนก็จะเรียนรู้ว่า "นี่คือวิธีประสบความสำเร็จ" มนุษย์ไม่ได้เรียนรู้จากคำสอนเพียงอย่างเดียว แต่เรียนรู้จากการสังเกตว่าพฤติกรรมแบบไหนได้รับรางวัล
แต่สังคมอาจไม่ได้เสื่อมลงแบบตรงๆ หลายคนในทุกยุค ทุกสมัยเชื่อว่า "คนรุ่นใหม่หยาบกว่าเดิม สังคมกำลังเสื่อม" แต่ถ้ามองประวัติศาสตร์จริงๆ คนรุ่นก่อนก็มักพูดแบบนี้กับคนรุ่นหลังเสมอ คำพูดที่ได้ยินกันบ่อยๆมารุ่นสู่รุ่นคือ "เด็กสมัยนี้มัน..." ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของมารยาท ไม่ได้แปลว่าสังคมจะล่มสลายเสมอไป
ปัญหาจริงๆคือ สังคมกำลังเอา "ความจริงใจ" ไปผูกกับ "ความหยาบ" ซึ่งทั้งที่สองสิ่งนี้เป็นคนละเรื่องกัน
จริงใจ ≠ หยาบ
สุภาพ ≠ เสแสร้ง
คนเราสามารถเป็นได้ทั้ง
จริงใจ และ สุภาพ
จริงใจ และ หยาบ
เสแสร้ง และ สุภาพ
เสแสร้ง และ หยาบ
แต่ในโลกออนไลน์ ผู้คนมักยุบความซับซ้อนเหล่านี้ให้เหลือแค่
"พูดแรง = ของจริง"
ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจผิดทางสังคมได้