มีความรู้มาฝากคนที่เน้นพิธีกรรมเป็นหลักเช่นรดน้ำมนต์เจริญพระพุทธมนต์ว่าพระพุทธเจ้าสอนว่าต้องเอาธรรมเป็นหลักดังนี้ครับ

มีความรู้มาฝากคนที่เน้นพิธีกรรมเป็นหลักเช่นรดน้ำมนต์เจริญพระพุทธมนต์ว่าพระพุทธเจ้าสอนว่าต้องเอาธรรมเป็นหลักดังนี้ครับ เช่นอุอากาสะกับมงคล38 ท่านตรัสว่าจะประสบความสำเร็จหลักๆมาจากหลักธรรมดังที่กล่าวมาดังต่อไปนี้ครับ


                [๑๔๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมแห่งชาว โกฬิยะชื่อ กักกรปัตตะ ใกล้เมืองโกฬิยะ ครั้งนั้นแล โกฬิยบุตรชื่อทีฆชาณุ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นคฤหัสถ์ ยังบริโภคกาม อยู่ครองเรือน นอนเบียดบุตร ใช้จันทน์ในแคว้นกาสี ยังทรงดอกไม้ ของหอม และเครื่องลูบไล้ ยังยินดีเงินและทองอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาค โปรดแสดงธรรมที่เหมาะแก่ข้าพระองค์ อันจะพึงเป็นไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบัน เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในภายหน้าเถิด
            พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพยัคฆปัชชะ ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบัน แก่กุลบุตร ๔ ประการเป็นไฉน คือ
  อุฏฐานสัมปทา ๑
  อารักขสัมปทา ๑
  กัลยาณมิตตตา ๑
  สมชีวิตา ๑
            ดูกรพยัคฆปัชชะ ก็อุฏฐานสัมปทาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้ เลี้ยงชีพ ด้วยการหมั่นประกอบการงาน คือ กสิกรรม พาณิชยกรรม โครักขกรรม รับราชการ ฝ่ายทหาร รับราชการฝ่ายพลเรือน หรือศิลปอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน ในการงานนั้น ประกอบด้วยปัญญาเครื่องสอดส่อง อันเป็นอุบาย ในการงานนั้น สามารถจัดทำได้ ดูกรพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่าอุฏฐานสัมปทา
            ดูกรพยัคฆปัชชะ ก็อารักขสัมปทาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้ มีโภคทรัพย์ ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรม ตัวชอบธรรม ได้มาโดยธรรม เขารักษาคุ้มครองโภคทรัพย์เหล่านั้น ไว้ได้พร้อมมูล ด้วยทำไว้ในใจ ว่า ไฉนหนอ พระราชาไม่พึงบริโภคทรัพย์เหล่านี้ของเรา โจรไม่พึงลัก ไฟไม่พึงไหม้ น้ำไม่พึงพัดไป ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักจะไม่พึงลักไป ดูกรพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่า อารักขสัมปทา
            ดูกรพยัคฆปัชชะ ก็กัลยาณมิตตตาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้ อยู่อาศัย ในบ้าน หรือนิคมใด ย่อมดำรงตน เจรจา สั่งสนทนากับบุคคลในบ้านหรือนิคมนั้น ซึ่งเป็นคฤหบดี หรือบุตรคฤหบดี เป็นคนหนุ่มหรือคนแก่ ผู้มีสมาจารบริสุทธิ์ ผู้ถึงพร้อม ด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ศึกษาศรัทธาสัมปทา ตามผู้ถึงพร้อมด้วย ศรัทธา ศึกษาศีลสัมปทา ตามผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ศึกษาจาคสัมปทา ตามผู้ถึงพร้อม ด้วย จาคะ ศึกษาปัญญาสัมปทา ตามผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ดูกรพยัคฆปัชชะ นี้ เรียกว่ากัลยาณมิตตตา
            ดูกรพยัคฆปัชชะ ก็สมชีวิตาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้ รู้ทางเจริญทรัพย์ และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้ฟูมฟายนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า รายได้ของเราจักต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเรา จักต้องไม่เหนือรายได้ ดูกรพยัคฆปัชชะ เปรียบเหมือนคนชั่งตราชั่ง หรือลูกมือ คนชั่งตราชั่ง ยกตราชั่งขึ้นแล้ว ย่อมลดออกเท่านี้ หรือต้องเพิ่มเข้าเท่านี้ ฉันใด กุลบุตรก็ฉันนั้นเหมือนกัน รู้ทางเจริญและทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ แล้วเลี้ยงชีพ พอเหมาะ ไม่ให้ฟูมฟายนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า รายได้ของเราจักต้องเหนือ รายจ่าย และรายจ่ายของเราจักต้องไม่เหนือรายได้
            ดูกรพยัคฆปัชชะ ถ้ากุลบุตรผู้นี้มีรายได้น้อย แต่เลี้ยงชีวิตอย่างโอ่โถง จะมีผู้ว่าเขาว่า กุลบุตรผู้นี้ใช้โภคทรัพย์ เหมือนคนเคี้ยวกินผลมะเดื่อ ฉะนั้น ก็ถ้ากุลบุตรผู้ที่มีรายได้มาก แต่เลี้ยงชีพอย่างฝืดเคือง จะมีผู้ว่าเขาว่า กุลบุตรผู้นี้ จักตาย อย่างอนาถา แต่เพราะกุลบุตรผู้นี้ รู้ทางเจริญและทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้ฟูมฟายนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า รายได้ของเรา จักต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักต้องไม่เหนือรายได้ ดูกรพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่าสมชีวิตา

[start]พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต[/start]
[img]https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/space1.gif[/img]
[img]https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/space1.gif[/img]

๕. มงคลสูตร
ว่าด้วยมงคล
        [๑] ข้าพเจ้า๓- ได้สดับมาอย่างนี้
        สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ-
บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น เมื่อราตรีผ่านไป๔- เทวดาองค์หนึ่งมีวรรณะ
งดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างไปทั่วพระเชตวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร๕- ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
@เชิงอรรถ :
@๑ ดู ที.ปา. ๑๑/๓๔๑/๒๓๒, ๓๕๙/๒๗๒
@๒ องค์คุณ ๑๐ ได้แก่ (๑) สัมมาทิฏฐิ (๒) สัมมาสังกัปปะ (๓) สัมมาวาจา (๔) สัมมากัมมันตะ (๕) สัมมาอาชีวะ
@(๖) สัมมาวายามะ (๗) สัมมาสติ (๘) สัมมาสมาธิ (๙) สัมมาญาณะ (๑๐) สัมมาวิมุตติ (ขุ.ขุ.อ. ๔/๗๗)
@๓ ข้าพเจ้า ในตอนเริ่มต้นของพระสูตรนี้และพระสูตรอื่นๆ ในเล่มนี้หมายถึง พระอานนท์
@๔ ราตรีผ่านไป ในที่นี้หมายถึงปฐมยาม(ยามแรก) กำหนดเวลา ๔ ชั่วโมงตั้งแต่เวลา ๑๘ นาฬิกาถึง ๒๒
@นาฬิกาแห่งราตรีที่ผ่านไป กำลังอยู่ในช่วงมัชฌิมยาม(ยามกลาง) คือกำลังอยู่ในช่วงเวลาตั้งแต่ ๒๒ นาฬิกา
@ถึง ๒ นาฬิกาของวันใหม่ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๒๑-๒๒/๑๐๘, ขุ.ขุ.อ. ๕/๙๙)
@๕ ที่สมควร (เอกมนฺตํ) ในที่นี้หมายถึงที่เหมาะสมเว้นโทษ ๖ ประการ คือ (๑) ไกลเกินไป (๒) ใกล้เกินไป
@(๓) อยู่เหนือลม (๔) สูงเกินไป (๕) อยู่ตรงหน้าเกินไป (๖) อยู่ข้างหลังเกินไป (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๖/๑๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖}


                                        พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ๕. มงคลสูตร
        [๒] เทวดาและมนุษย์จำนวนมาก
              ต่างมุ่งหวังความสวัสดี ร่วมกันคิดถึงเรื่องมงคล
              ขอพระองค์ตรัสบอกมงคลอันสูงสุดด้วยเถิด
        (พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบดังนี้)
        [๓] (๑) การไม่คบคนพาล  (๒) การคบแต่บัณฑิต
              (๓) การบูชาคนที่ควรบูชา
              นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
        [๔] (๔) การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม
              (๕) การได้สร้างบุญไว้ในปางก่อน  (๖) การตั้งตนไว้ชอบ
              นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
        [๕] (๗) ความเป็นพหูสูต  (๘) ความเป็นผู้มีศิลปะ
              (๙) วินัยที่ศึกษามาดี  (๑๐) วาจาสุภาษิต
              นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
        [๖] (๑๑) การบำรุงมารดาบิดา  (๑๒) การสงเคราะห์บุตร
              (๑๓) การสงเคราะห์ภรรยา  (๑๔) การงานที่ไม่อากูล๑-
              นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
        [๗] (๑๕) การให้ทาน  (๑๖) การประพฤติธรรม
              (๑๗) การสงเคราะห์ญาติ  (๑๘) การงานที่ไม่มีโทษ
              นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
        [๘] (๑๙) การงดเว้นจากบาป  (๒๐) การเว้นจากการดื่มน้ำเมา
              (๒๑) ความไม่ประมาทในธรรม
              นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
@เชิงอรรถ :
@๑ อากูล หมายถึงการงานที่ทำคั่งค้างไว้ ที่ทำไม่เหมาะสม และที่ทำย่อหย่อนไม่สมบูรณ์แบบ (ขุ.ขุ.อ. ๕/๑๒๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗}


                                        พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ๕. มงคลสูตร
        [๙] (๒๒) ความเคารพ  (๒๓) ความถ่อมตน  (๒๔) ความสันโดษ
              (๒๕) ความกตัญญู  (๒๖) การฟังธรรมตามกาล
              นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
        [๑๐] (๒๗) ความอดทน๑- (๒๘) ความเป็นคนว่าง่าย
                (๒๙) การพบเห็นสมณะ  (๓๐) การสนทนาธรรมตามกาล
                นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
        [๑๑] (๓๑) การเผาผลาญบาป  (๓๒) การประพฤติพรหมจรรย์๒-
                (๓๓) การเห็นอริยสัจ (๓๔) การทำนิพพานให้แจ้ง
        นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
        [๑๒] (๓๕) จิตของผู้ที่ถูกโลกธรรมกระทบแล้วไม่หวั่นไหว
                (๓๖) จิตไม่เศร้าโศก  (๓๗) จิตปราศจากธุลี  (๓๘) จิตเกษม
        นี้เป็นมงคลอันสูงสุด
        [๑๓] เทวดาและมนุษย์ทำมงคลดังกล่าวมานี้แล้ว
                ไม่พ่ายแพ้ข้าศึกทั้งปวง ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถาน
                ทั้ง ๓๘ ประการนั้น เป็นมงคลอันสูงสุด
                ของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น
มงคลสูตร จบ
@เชิงอรรถ :
ตามนี้ครับหลักการจะรวยเท่าที่เอามาจาก2พระสูตรท่านว่าต้องมีความรู้มีความสามารถในการทำงานขยันหมั่นเพียรนอกจากใช้ความรู้ยังต้องมีมิตรที่ดีรู้จักเก็บเงินรักษาทรัพย์ไม่ใช้เงินเกินตัวให้รายได้มากกว่ารายจ่าย หลักธรรมพวกนี้สำคัญกว่ารดน้ำมนต์สำคัญกว่าการเจริญพระพุทธมนต์การปลุกเสกเป็นไหนๆครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่