
- ถึงพอทราบเรื่องราวมาสังเขปว่าบทสรุปเป็นอย่างไร ? ซึ่งแน่นอนว่าหาข้อมูลได้จากแหล่งข่าวบนโลก Social เพราะเกิดไม่ทันแม้กระทั่งตอนหนังเข้าฉายในโรงเมื่อปี พ.ศ.2528 หรือเมื่อ 41 ปีก่อนโน้นแต่ระหว่างดูกลับดื่มด่ำไปกับเสน่ห์ของวิธีเล่าเรื่องแบบสืบสวน–สอบสวนในชั้นศาล (Courtroom Drama) ที่อิงจากเหตุการณ์จริงเชิงบันทึกตามรอยทางหน้าประวัติศาสตร์ผ่านการกำกับของคุณบรรจง โกศัลวัฒน์ได้อย่างรวดเร็วทันทีที่เพิ่งเข้ามาดูได้เห็นข้อความปรากฏขึ้นกลางจอว่าเกิดขึ้นที่ใด ? ก่อนจะเลื่อนฉากต่อไปเห็นชายคนหนึ่งกำลังพายเรืออยู่กลางคลองจนกระทั่งสายตาของเขาเหลือบไปเห็นบางสิ่งลอยอยู่ท่ามกลางดงผักตบชวาพอเพ่งเล็งเข้าไปใกล้ ๆ เท่านั้นแหละคนพายเรือถึงกับอุทานด้วยความตกใจพร้อมกับเสียงในหัวของผมที่เพิ่งหย่อนก้นลงบนเก้าอี้แหมบ ๆ ดังตามมาว่า เพิ่งมาไม่ทันไรก็เข้าสู่ประเด็นสำคัญแล้วเหรอเนี่ย ?

- ตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมง 53 นาที หรือเกือบ 2 ชั่วโมง หนังได้แบ่งวิธีการเล่าออกเป็น 2 Parts ใหญ่ ๆ ระหว่าง Part การปฏิบัติงานของคณะพี่ดาบพี่จ่าตั้งแต่ได้รับแจ้งเหตุจนกระทั่งมีข่าวประโคมทางหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ต่อสาธารณชนในเวลาถัดมา กับ Part ว่าด้วยเรื่องราวความรักของคุณนวลฉวีกับคุณหมออธิปซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านการให้ปากคำและการย้อนอดีตในรูปแบบ Flashback ไปมาก่อนจะมาบรรจบกันในโค้งสุดท้าย อย่างไรก็ตามแม้ดูสะดวกแต่หลังจากผ่านไปไม่กี่นาทีเกิดอาการมึนงงมาเยือน เพราะมีตัวละครสมทบจำนวนมากทยอยรายงานตัวตามหมายเรียกผู้ต้องสงสัยจนจำได้ไม่หมดและไม่รู้ด้วยว่าใครเป็นใครมีความเกี่ยวข้องอะไรกับ Event นี้ นอกจากคุณหมออธิปที่ถูกเชิญมาสอบปากคำเป็นคนแรกในฐานะบุคคลใกล้ชิดที่สุดซึ่งก็คือสามีของคุณนวลฉวีนั่นเอง แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่ง ความสับสนดังกล่าวกลับกลายเป็นข้อดีไปในเมื่อมันสามารถสร้างอารมณ์ร่วมไปกับ Situation ที่เกิดขึ้นราวกับว่าถูกดึงเข้าไปอยู่ร่วมติดตามสืบสาวไปพร้อมกับพี่ดาบพี่จ่าตามหน้างานที่ไป แม้ทราบอยู่แล้วว่าใครคือผู้ลงมือก่อเหตุก็ตาม

- ดูไปสักพักเริ่มจับทางเส้นแบ่งที่คาบเกี่ยวกันได้ว่าตั้งแต่กลางเรื่อง หนังจะเทน้ำหนักไปที่กระบวนการสืบสวนของพี่ดาบพี่จ่าเสียจนเกือบลืมว่าจริงแล้วเรื่องนี้กำลังเล่าเรื่องของใคร ? แม้จะมีแวะไปส่องชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างคุณนวลฉวีกับคุณหมออธิปเป็นระยะเพื่อให้เห็นภาพประกอบ แต่ในภาพรวมหนังให้ความสำคัญกับการสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้ง ลงไปดูที่เกิดเหตุตรงสะพานนนทบุรี (ก่อนในเวลาต่อมาจะถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็นสะพานนวลฉวี) การไล่เรียงถามหาพยานหลักฐาน และการไต่สวนในห้องสอบสวนที่ทำได้เข้มข้นอยู่ไม่น้อย ถึงกินเวลามากแต่กลับไม่รู้สึกเบื่อเพราะหนังกระตุ้นให้เราเกิดความอยากรู้อยู่ตลอดว่าปลายทางของการสืบสวนจะนำไปสู่จุดหมายที่ปักธงเอาไว้ได้อย่างไร ? อีกอย่างคือการมีดนตรีประกอบคอยเสริมจังหวะสำทับจึงช่วยสร้างบรรยากาศที่ตึงเครียดให้มีชีวิตชีวาและชวนให้ติดตาม ถึงดูขัดแย้งกับ Situation ที่กำลัง Run ก็ตาม ไม่ปฏิเสธว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังยุค 80's ที่สะท้อนวิธีการนำเสนอในสมัยนั้นได้น่าค้นหาต่อกรณีศึกษาและคิดถึงบรรยากาศ เพียงแต่มองจากปัจจุบันจึงรู้สึกว่ามัน Out จนเตะตาอย่างเห็นได้ชัด

- หลังจากปล่อยให้พรี่ดาบพรี่จ่าทำงานจนเพลินก็ถึงเวลาจะส่งไม้ต่อมาสู่ Part ของคุณนวลฉวีกับคุณหมออธิปรับหน้าที่ถ่ายทอดความในใจของตัวละครอย่างเต็มรูปแบบโดยช่วงเวลานี้จึงกลายเป็นพื้นที่ให้คุณนก สินจัย กับ คุณอภิชาติ หาลำเจียก ได้แสดงศักยภาพทางการแสดงที่ยอดเยี่ยมและโดดเด่นจนไม่อาจละสายตาที่กำลังจดจ่ออยู่กับรื่องราวที่ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจากรักแรกพบสู่ความพิศวาสก่อนจะกลายเป็นแรงอาฆาต เมื่อต่างคนต่างพัวพันเข้าอยู่ในวังวนความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนเกินกว่าจะหาทางออกได้ ยิ่งเมื่อมีตัวละครอย่างคุณสมสวาท ซึ่งรับบทโดยคุณอูม วิยะดา เข้ามาเป็นมือที่ 3 ความเข้มข้นของปมรัก 3 เส้าก็ยิ่งทวีคูณจนกลายเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่การฆาตกรรมที่คาดไม่ถึงว่าจะมีผู้สมรู้ร่วมคิดกันมากกว่า 1 คน จนเกิดเอ๊ะขึ้นมาไม่ได้เลยว่าแค่จะจัดการคนเดียวจำเป็นต้องลงทุนขนาดนั้นเลยหรือ ? อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากปัจจัยอื่น ๆ ที่หนังค่อย ๆ นำเสนอมา ไม่ว่าจะเป็นความหึงหวงและความหวาดระแวงของคุณนวลฉวีที่คอยติดตามคุณหมออธิปแทบทุกฝีก้าวราวกับเป็น Stalker หรือบริบททางสังคมไทยสมัยนั้นที่กดทับจากค่านิยมในสังคมก็พอทำให้เห็นความเปราะบางของจิตใจมนุษย์ที่พร้อมจะบิดเบี้ยวไปตามอารมณ์และแรงกระตุ้นอย่างคาดไม่ถึงเมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่ตนต้องการนี่แหล่ะคือความน่ากลัวที่ยังคงอยู่ในสังคมที่พบเห็นได้ทุกยุคทุกสมัย

- หากมองกลับกันว่า ถ้าผู้ก่อเหตุคือคุณนวลฉวีล่ะคงคิดว่าคุณหมออธิปจะตกเป็นผู้ถูกกระทำไม่ต่างกันหรือไม่อาจจะรุนแรงกว่า สังเกตุได้จากตอนที่คุณนวลฉวีบังคับคุณหมออธิปให้ไปจดทะเบียนสมรสหลังจากผัดวันประกันพรุ่งทุกครั้งจนทนความบ่ายเบี่ยงรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ไม่ไหวจึงชักปืนพกออกจากกระเป๋าแล้วยิงใส่คุณหมออย่างจังนี่แหล่ะที่ผมตะลึงในความอุกอาจของเธอ เพราะท้ายที่สุดต้นตอของโศกนาฏกรรมที่เริ่มมาจากความเห็นแก่ตัว ความไม่ซื่อสัตย์ของคน ๆ หนึ่ง ได้กลายเป็นคดีสะเทือนขวัญที่ถูกกล่าวขานไปทั่วประเทศจนถึงทุกวันนี้แล้วผลกระทบที่เกิดขึ้นมันไม่ได้ส่งผลเพียงแค่วงการแพทย์แต่ยังลามไปยังระบบโครงสร้างทั้งกระบวนการความยุติธรรมกระทั่งค่านิยมของการใช้ชีวิตคู่ที่ไม่ว่าผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยยังไง “ผู้ชาย” ยังคงมี Status เป็น “ชายเท้าหน้า” อยู่วันยันค่ำ ถึงกระนั้นความรุนแรงที่ส่งต่อก็ไม่ได้เป็นคุณสมบัติเฉพาะเพียงแค่เพศชาย หากผู้กระทำเป็นฝ่ายหญิง เรื่องราวทั้งหมดคงสร้างความสะเทือนใจไม่ต่างกันในเมื่อความหึงหวง ความโกรธ และความต้องการครอบครอง เป็นสภาวะทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อยู่ที่ว่าใครจะลงมือก่อน

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
[CR] No.205 นวลฉวี (2528) : สืบคดี คลี่ปมรัก ซักหาความจริง
- ถึงพอทราบเรื่องราวมาสังเขปว่าบทสรุปเป็นอย่างไร ? ซึ่งแน่นอนว่าหาข้อมูลได้จากแหล่งข่าวบนโลก Social เพราะเกิดไม่ทันแม้กระทั่งตอนหนังเข้าฉายในโรงเมื่อปี พ.ศ.2528 หรือเมื่อ 41 ปีก่อนโน้นแต่ระหว่างดูกลับดื่มด่ำไปกับเสน่ห์ของวิธีเล่าเรื่องแบบสืบสวน–สอบสวนในชั้นศาล (Courtroom Drama) ที่อิงจากเหตุการณ์จริงเชิงบันทึกตามรอยทางหน้าประวัติศาสตร์ผ่านการกำกับของคุณบรรจง โกศัลวัฒน์ได้อย่างรวดเร็วทันทีที่เพิ่งเข้ามาดูได้เห็นข้อความปรากฏขึ้นกลางจอว่าเกิดขึ้นที่ใด ? ก่อนจะเลื่อนฉากต่อไปเห็นชายคนหนึ่งกำลังพายเรืออยู่กลางคลองจนกระทั่งสายตาของเขาเหลือบไปเห็นบางสิ่งลอยอยู่ท่ามกลางดงผักตบชวาพอเพ่งเล็งเข้าไปใกล้ ๆ เท่านั้นแหละคนพายเรือถึงกับอุทานด้วยความตกใจพร้อมกับเสียงในหัวของผมที่เพิ่งหย่อนก้นลงบนเก้าอี้แหมบ ๆ ดังตามมาว่า เพิ่งมาไม่ทันไรก็เข้าสู่ประเด็นสำคัญแล้วเหรอเนี่ย ?
- ตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมง 53 นาที หรือเกือบ 2 ชั่วโมง หนังได้แบ่งวิธีการเล่าออกเป็น 2 Parts ใหญ่ ๆ ระหว่าง Part การปฏิบัติงานของคณะพี่ดาบพี่จ่าตั้งแต่ได้รับแจ้งเหตุจนกระทั่งมีข่าวประโคมทางหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ต่อสาธารณชนในเวลาถัดมา กับ Part ว่าด้วยเรื่องราวความรักของคุณนวลฉวีกับคุณหมออธิปซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านการให้ปากคำและการย้อนอดีตในรูปแบบ Flashback ไปมาก่อนจะมาบรรจบกันในโค้งสุดท้าย อย่างไรก็ตามแม้ดูสะดวกแต่หลังจากผ่านไปไม่กี่นาทีเกิดอาการมึนงงมาเยือน เพราะมีตัวละครสมทบจำนวนมากทยอยรายงานตัวตามหมายเรียกผู้ต้องสงสัยจนจำได้ไม่หมดและไม่รู้ด้วยว่าใครเป็นใครมีความเกี่ยวข้องอะไรกับ Event นี้ นอกจากคุณหมออธิปที่ถูกเชิญมาสอบปากคำเป็นคนแรกในฐานะบุคคลใกล้ชิดที่สุดซึ่งก็คือสามีของคุณนวลฉวีนั่นเอง แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่ง ความสับสนดังกล่าวกลับกลายเป็นข้อดีไปในเมื่อมันสามารถสร้างอารมณ์ร่วมไปกับ Situation ที่เกิดขึ้นราวกับว่าถูกดึงเข้าไปอยู่ร่วมติดตามสืบสาวไปพร้อมกับพี่ดาบพี่จ่าตามหน้างานที่ไป แม้ทราบอยู่แล้วว่าใครคือผู้ลงมือก่อเหตุก็ตาม
- ดูไปสักพักเริ่มจับทางเส้นแบ่งที่คาบเกี่ยวกันได้ว่าตั้งแต่กลางเรื่อง หนังจะเทน้ำหนักไปที่กระบวนการสืบสวนของพี่ดาบพี่จ่าเสียจนเกือบลืมว่าจริงแล้วเรื่องนี้กำลังเล่าเรื่องของใคร ? แม้จะมีแวะไปส่องชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างคุณนวลฉวีกับคุณหมออธิปเป็นระยะเพื่อให้เห็นภาพประกอบ แต่ในภาพรวมหนังให้ความสำคัญกับการสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้ง ลงไปดูที่เกิดเหตุตรงสะพานนนทบุรี (ก่อนในเวลาต่อมาจะถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็นสะพานนวลฉวี) การไล่เรียงถามหาพยานหลักฐาน และการไต่สวนในห้องสอบสวนที่ทำได้เข้มข้นอยู่ไม่น้อย ถึงกินเวลามากแต่กลับไม่รู้สึกเบื่อเพราะหนังกระตุ้นให้เราเกิดความอยากรู้อยู่ตลอดว่าปลายทางของการสืบสวนจะนำไปสู่จุดหมายที่ปักธงเอาไว้ได้อย่างไร ? อีกอย่างคือการมีดนตรีประกอบคอยเสริมจังหวะสำทับจึงช่วยสร้างบรรยากาศที่ตึงเครียดให้มีชีวิตชีวาและชวนให้ติดตาม ถึงดูขัดแย้งกับ Situation ที่กำลัง Run ก็ตาม ไม่ปฏิเสธว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังยุค 80's ที่สะท้อนวิธีการนำเสนอในสมัยนั้นได้น่าค้นหาต่อกรณีศึกษาและคิดถึงบรรยากาศ เพียงแต่มองจากปัจจุบันจึงรู้สึกว่ามัน Out จนเตะตาอย่างเห็นได้ชัด
- หลังจากปล่อยให้พรี่ดาบพรี่จ่าทำงานจนเพลินก็ถึงเวลาจะส่งไม้ต่อมาสู่ Part ของคุณนวลฉวีกับคุณหมออธิปรับหน้าที่ถ่ายทอดความในใจของตัวละครอย่างเต็มรูปแบบโดยช่วงเวลานี้จึงกลายเป็นพื้นที่ให้คุณนก สินจัย กับ คุณอภิชาติ หาลำเจียก ได้แสดงศักยภาพทางการแสดงที่ยอดเยี่ยมและโดดเด่นจนไม่อาจละสายตาที่กำลังจดจ่ออยู่กับรื่องราวที่ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจากรักแรกพบสู่ความพิศวาสก่อนจะกลายเป็นแรงอาฆาต เมื่อต่างคนต่างพัวพันเข้าอยู่ในวังวนความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนเกินกว่าจะหาทางออกได้ ยิ่งเมื่อมีตัวละครอย่างคุณสมสวาท ซึ่งรับบทโดยคุณอูม วิยะดา เข้ามาเป็นมือที่ 3 ความเข้มข้นของปมรัก 3 เส้าก็ยิ่งทวีคูณจนกลายเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่การฆาตกรรมที่คาดไม่ถึงว่าจะมีผู้สมรู้ร่วมคิดกันมากกว่า 1 คน จนเกิดเอ๊ะขึ้นมาไม่ได้เลยว่าแค่จะจัดการคนเดียวจำเป็นต้องลงทุนขนาดนั้นเลยหรือ ? อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากปัจจัยอื่น ๆ ที่หนังค่อย ๆ นำเสนอมา ไม่ว่าจะเป็นความหึงหวงและความหวาดระแวงของคุณนวลฉวีที่คอยติดตามคุณหมออธิปแทบทุกฝีก้าวราวกับเป็น Stalker หรือบริบททางสังคมไทยสมัยนั้นที่กดทับจากค่านิยมในสังคมก็พอทำให้เห็นความเปราะบางของจิตใจมนุษย์ที่พร้อมจะบิดเบี้ยวไปตามอารมณ์และแรงกระตุ้นอย่างคาดไม่ถึงเมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่ตนต้องการนี่แหล่ะคือความน่ากลัวที่ยังคงอยู่ในสังคมที่พบเห็นได้ทุกยุคทุกสมัย
- หากมองกลับกันว่า ถ้าผู้ก่อเหตุคือคุณนวลฉวีล่ะคงคิดว่าคุณหมออธิปจะตกเป็นผู้ถูกกระทำไม่ต่างกันหรือไม่อาจจะรุนแรงกว่า สังเกตุได้จากตอนที่คุณนวลฉวีบังคับคุณหมออธิปให้ไปจดทะเบียนสมรสหลังจากผัดวันประกันพรุ่งทุกครั้งจนทนความบ่ายเบี่ยงรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ไม่ไหวจึงชักปืนพกออกจากกระเป๋าแล้วยิงใส่คุณหมออย่างจังนี่แหล่ะที่ผมตะลึงในความอุกอาจของเธอ เพราะท้ายที่สุดต้นตอของโศกนาฏกรรมที่เริ่มมาจากความเห็นแก่ตัว ความไม่ซื่อสัตย์ของคน ๆ หนึ่ง ได้กลายเป็นคดีสะเทือนขวัญที่ถูกกล่าวขานไปทั่วประเทศจนถึงทุกวันนี้แล้วผลกระทบที่เกิดขึ้นมันไม่ได้ส่งผลเพียงแค่วงการแพทย์แต่ยังลามไปยังระบบโครงสร้างทั้งกระบวนการความยุติธรรมกระทั่งค่านิยมของการใช้ชีวิตคู่ที่ไม่ว่าผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยยังไง “ผู้ชาย” ยังคงมี Status เป็น “ชายเท้าหน้า” อยู่วันยันค่ำ ถึงกระนั้นความรุนแรงที่ส่งต่อก็ไม่ได้เป็นคุณสมบัติเฉพาะเพียงแค่เพศชาย หากผู้กระทำเป็นฝ่ายหญิง เรื่องราวทั้งหมดคงสร้างความสะเทือนใจไม่ต่างกันในเมื่อความหึงหวง ความโกรธ และความต้องการครอบครอง เป็นสภาวะทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อยู่ที่ว่าใครจะลงมือก่อน
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้