สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อ อาเหมย ซึ่งหลังจากนี้ดิฉันจะแทนตัวเองว่า ”เหมย” นะคะ เหมยเป็นคนไทยแท้ ที่มาเรียนอยู่ออคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ได้เป็นระยะเวลา 1 ปีครึ่งแล้วค่ะ เหมยศึกษาอยู่ในระดับชั้น Year 12 หรือเทียบเท่า ม.6 ที่ประเทศไทยค่ะ เหมยตั้งใจเป็นอย่างมากที่จะเขียนกระทู้นี้ออกมา เพื่อส่งต่อประสบการณ์จากการมาอยู่ในนิวซีแลนด์ของเหมย โดยแบ่งเป็น 6ด้านหลัก ๆ ที่เหมยคิดว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่มีความต้องการจะมา อาศัย,เที่ยว, เรียนต่อ, หรืออื่น ๆ ที่ประเทศนิวซีแลนด์ในเมืองออคแลนด์ค่ะ
: Kia ora tātou katoa
ก่อนจะเริ่มบรรยายสิ่งที่เหมยเจอจากการมาอยู่ในนิวซีแลนด์ เหมยขอเล่าเหตุผล “ทำไมต้องเป็นนิวซีแลนด์? “ ก่อนหน้านี้ตอนเรียนอยู่มัธยมตอนต้นที่ประเทศไทย ในตอนนั้นเหมยรู้สึกว่าเหมยิยากเรียนต่อต่างประเทศสักครั้งในชีวิต ซึ่งเหมยได้ปรึกษากับคนในครอบครัว ก็มีพี่สาวที่มีประสบการณ์จากการที่เคยมาเรียนซัมเมอร์ที่ประเทศนิวซีแลนด์ บอกว่า “ลองไปเรียนที่นิวซีแลนด์ดูมั้ย” จากนั้นเหมยจึงเก็บคำพูดของพี่สาวมาคิดและได้ไปปรึกษากับคุณครูเอเจนซี่ ซึ่งท่านก็สนับสนุนการไปที่นิวซีแลนด์มาก ๆ เหมยจึงกลับมาศึกษาประเทศนิวซีแลนด์ดูค่ะ พูดตามตรงตอนศึกษา เหมยเจอแต่แกะ และพื้นที่สีเขียว เหมยคิดเลยว่าคงจะอยู่ไม่ได้แน่ ๆ เพราะน่าจะต้องอยู่เหมือนสโนไวท์ที่คุยกับแกะทั้งวัน แต่ก็คิดว่าถ้าจะไปอยู่แต่ในที่ ที่สบาย แล้วเมื่อไหร่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เช่นการคุยกับแกะทั้งวัน ก็ฟังดูน่าลองนะ เหมยจึงเลือกที่จะมานิวซีแลนด์เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่คงจะหาไม่ได้ง่าย ๆ ที่ประเทศไทยค่ะ และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ชีวิตในนิวซีแลนด์นั้นได้เกิดขึ้นค่ะ ถ้าอย่างนั้นเหมยขอเริ่มบรรยายประสบการณ์ในแต่ละด้านเลยนะคะ
- ด้านผู้คน และวัฒนธรรม
จากที่เหมยได้เกริ่นไปในด้านของภาษาเล็กน้อยแล้ว ผู้คนที่นี่น่ารักมาก ๆ ค่ะ พวกเขาไม่เคยเหยียดคนที่ภาษาไม่แข็งแรงเลย หนำซ้ำเขายังพยายามที่จะสื่อสารกับเราอีกด้วยค่ะ ผู้คนที่อยู่ในนิวซีแลนด์มีอยู่ค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนเอเชีย, คนยุโรป, หรือคนนิวซีแลนด์เอง แต่ที่น่าสนใจคือคนที่นี่ไม่ค่อยจะมีคนที่เหยียดเชื้อชาติกันเท่าไหร่นัก ทำให้เหมยรู้สึกปลอดภัยมาก ๆ ในการเข้าหาผู้คนที่นิวซีแลนด์ค่ะ ตอนที่เหมยมาถึงที่นี่ใหม่ ๆ ทุกครั้งที่เหมยเดินออกไปข้างนอก เหมยจะเจอคนที่สักลวดลายแปลก ๆ บนหน้าแทบจะทุกครั้ง ช่วงแรก ๆ เหมยก็คิดว่าแอบน่ากลัวไปบ้าง จึงได้พยายามที่จะศึกษาเกี่ยวกับมันดู พบว่าจริง ๆ แล้วการสักบนหน้าหรือลำตัวของคนที่นี่นั้น มีความหมายลึกซึ่งมากไปกว่าการสักแฟชั่น การสักนี้เรียกว่า Tā moko (ทา โม-โกะ) ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงตระกูล, สถานะ, หรือชนเผ่า ของคนนั้น ๆ ค่ะ มากไปกว่านั้น ถึงแม้โรงเรียนที่นี่จะมีกฎว่า “ห้ามสัก“ แต่หากรอยสักนั้นแสดงถึงชาติพันธุ์ หรือวัฒนธรรมของตนเอง ก็ย่อมสักได้ เนื่องจากโรงเรียนที่นี่นั้นสนับสนุนการสืบสานวัฒนธรรมมาก ๆ ถึงขนาดมีกฎที่ว่า “นักเรียนสามารถสักได้ เฉพาะรอยสักที่แสดงถึงชาติพันธุ์ หรือวัฒนธรรมของตนเองเท่านั้น” นอกจากนี้ยังมีวัฒนธรรมการเต้นที่เรียกว่า haka (ฮา-กะ) ที่จะใช้ในการ ต้อนรับ,ข่มขวัญ, หรือปลุกกำลังใจ ซึ่งเป็นการเต้นที่น่าสนใจมาก ๆ ค่ะ เพราะเป็นที่นิยมมากที่นี่ ซึ่งจะทำให้เราจะเห็นได้ในหลาย ๆ โอกาส เช่น วันจบการศึกษาที่จะใช้เพื่อเฉลิมฉลอง หรือการที่มีสส.ชาวเมารีได้เต้นฮากะในสภา เพื่อประท้วงการร่างกฎหมายสนธิสัญญาที่เป็นที่โด่งดังมาก ๆ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และเหมยคิดว่าผู้อ่านคงจะเคยได้ชมกันมาบ้างค่ะ
⁃ ด้านสภาพแวดล้อม และสภาพอากาศ
สภาพแวดล้อมของนิวซีแลนด์นั้นต่างกับที่ไทยมากค่ะ ที่นี่มีธรรมชาติเยอะมาก ทั้งพื้นที่สีเขียวที่มีอยู่เต็มไปหมดไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน แถมยังมีนกอยู่เยอะมาก ๆ ค่ะ ช่วงแรกที่มาเนื่องจากนกที่เยอะมาก ทำให้เหมยกลัวนิดหน่อย แต่อยู่ไปเรื่อย ๆ ก็รู้ว่าจริง ๆ นกนั้นได้เข้าหาคนขนาดนั้นค่ะ แต่ก็ไม่ถึงกับกลัวคนนะคะ เวลาเข้าใกล้เขาก็ไม่ได้บินไปทันทีเหมือนที่ไทยค่ะ สภาแวดล้อมอีกอย่างที่ ที่นี่จะแตกต่างจากไทยมาก ๆ เลยคือเป็นพื้นที่เนินเขาทั่วทั้งประเทศ ทำให้การเดินที่นี่ค่อนข้างเหนื่อยมากค่ะ เพราะเหมือนเดินไต่ขึ้นเขาอยู่ตลอดเวลาเลย บ้างครั้งเหมยคิดว่าเดินอยู่บนพื้นที่ราบอยู่ปกติ แต่รู้สึกเหนื่อยแปลก ๆ จึงหันหลังกลับไปมอง ก็พบว่าจริง ๆ เหมวไม่ได้เดินอยู่ที่รสบ แต่เหมยกำลังเดินบนเนินอยู่ เพราะพื้นที่บางที่ก็ดูหลอกตาว่าเป็นที่ราบ กว่าจะรู้ตัวก็ต้องเดินจนเหนื่อยก่อนเลยค่ะ ส่วนสภาพอากาศน่าจะเป็นด้านที่เหมยตกใจมากที่สุดค่ะ เนื่องจากที่ไทยมีแค่ 2ฤดู หลัก ๆ ทำให้เหมยไม่ค่อยได้สัมผัสกับฤดูที่สับเปลี่ยนบ่อยขนาดนนี้ค่ะ ที่นี่มี 4ฤดู โดยเรียงเป็น ฤดูร้อน-ฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว-ฤดูใบไม้ผลิ ค่ะ ซึ่งฤดูร้อนที่นี่จะร้อนมากค่ะ เพราะแทบจะไม่มีฝนตกเลย แต่พอเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ร่วงตอนปลายถึงฤดูใบไม้ผลิตตอนต้น ฝนก็แทบจะตกไม่เว้นวันเลยค่ะ ซึ่งหนาวมาก ๆ ทำให้ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เหมยป่วยบ่อยมากเลยค่ะ ใครที่เป็นภูมิแพ้เหมยอยากแนะนำให้พกยาแก้แพ้มานะคะ เนื่องจากทั้งฤดูที่เปลี่ยนบ่อย ฝนที่ตกแทบจะทุกวัน รวมถึงฤดูใบไม้ผลิที่เกสรดอกไม้จากการที่คนที่นี่ปลูกแทบจะทุกบ้านจะฝุ้งเต็มไปหมดเลยค่ะ
- ด้านการเงิน และการใช้ชีวิต
การเงินของที่นี่ หากใครไม่ได้ทำงานที่นี่นั้นจะมองว่าค่าครองชีพของที่นี่ สูงมากกก เหมยเองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ เนื่องจากการใช้ชีวิตที่นี่อย่างต่ำอาจจะต้องใช้เงินประมาณ $3,000+ ซึ่งถ้าคิดเป็นเงินไทยแล้วจะประมาณ ฿56,000 เลยค่ะ ซึ่งสูงมาก ๆ แต่ที่ ที่นี้สามารถมีค่าครองบีพที่สูงได้ขนาดนี้เพราะ ค่าแรงขึ้นต่ำต่อชั่วโมงของที่นี่จะอยู่ประมาณ $23.95 หรือเทียบเท่ากับ 450บาทเลยค่ะ ทำให้รายรับและรายจ่ายของคนที่นี่จึงสมเหตุสมผลกันค่ะ หากเรามาดูราคาสินค้าแบบเฉพาะเจาะจงกันบ้างก็จะเห็นว่าถึงแม้รายได้จะสูง ราคาของใช้ก็สูงจริง ๆ ค่ะ อย่างเช่น ราคาน้ำ 1ขวด ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 20บาท, กล้วยสุก 1หวี ราคาประมาณ 85บาท, หรือไข่ 1แผง 10ฟอง จะราคาประมาณ 140บาทเลยค่ะ เหตุผลที่ราคาสูงขนาดนี้ เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะว่า ที่นิวซีแลนด์จะนิยมนำเข้าสินค้ามากและเนื่องจากภูมิศาสตร์เป็นเกาะไม่ติดกับแผ่นดินใด ทำให้การนำเข้าสินค้าจึงมาราคาที่สูงมาก ราคาสินค้าจึกราคาสูงตามค่ะ ทำให้หากมาที่นี่เหมยอยากแนะนำให้เตรียมเงินมาในระดับนึงเลยค่ะ เพราะถึงแม้ว่าจะทำอาหารกินเองที่บ้าน สุดท้ายราคาก็ยังสูงอยู่ดีค่ะ ถึงแม้เหมยจะอยู่ที่นี่มาได้สักพักจนเลิกคิดราคาของที่นี่เป็นเงินไทย และพยายามชินกับมัน แต่สุดท้ายก็ยังจำใจซื้อของบางอย่างยังไม่ได้เลยค่ะ การใช้ชีวิตที่นี่ไม่ค่อยมีอะไรมากนักค่ะ อาจจะเพราะเหมยเป็นคนค่อนข้างติดบ้าน ทำให้ไม่ค่อยได้ออกไปหากิจกรรมมากนัก ชีวิตประจำวันหลัก ๆ ก็จะเป็นตื่นเช้า-นั่งรถบัสไปรร.-เรียน-ซื้อของเข้าบ้าน-นั่งรถบัสกลับบ้าน-ทำการบ้าน-แล้วก็นอนค่ะ ถึงแม้ชีวิตจะดูวนลูปไปหน่อย แต่เหมยคิดว่าสำหรับคนติดบ้านแบบเหมย ถึงจะใช้ชีวิตด้านนอกทั้งวัน ก็ยังไม่ได้อยากกลับบ้านขนาดนั้นในแต่ละวันนะคะ อาจจะเพราะประชากรที่นี่มีไม่เยอะมาก ทำให้ใช้ชีวิตคนเดียวได้ไม่เบื่อ แถมยังไม่ต้องคุยกับใครมากด้วยค่ะ ส่วนในช่วงวันหยุด เหมยจะชอบไปในเมืองค่ะ เพราะไม่ได้ไกลกับบ้านเท่าไหร่นัก และในเมืองออคแลนด์ยังมีพื้นที่ให้เดินเยอะมากเลยค่ะ สามารถเดินลัดเลาะขึ้นเขานี้เข้าซอยนั้นเจอร้านนี้กินร้านนั้น ได้ตลอดทั้งวันไม่เบื่อเลยค่ะ แต่หากเป็นวันที่แค่อยากจะหาอะไรกินที่คนน้อย ๆ เหมยจะชอบไปที่ dominion road, new market ค่ะ เพราะคนไม่เยอะแต่ร้านอาหารอร่อย ๆ มีเยอะมากเลยค่ะ และที่ new market ก็ยังมีห้างด้วยค่ะแต่คนจะไม่เยอะมาก ทำให้เหมยจะชอบไปในวันที่ไม่ค่อยอยากเจอคนเยอะ ๆ ค่ะ
- ด้านการเรียน / ด้านกีฬา
ด้านการเรียนที่นี่จะต่างกับที่ไทยอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ ทำให้ตอนเหมยมาแรก ๆ แทบจะทำอะไรไม่ถูกเลย โดยปกติแล้วถ้าเป็นม.ปลายที่ไทย นักเรียนจะมีสิทธิ์เลือกแค่สายเรียนหลัก ส่วนวิชานั้นก็จะเน้นไปที่สายการเรียนที่เลือกโดยยังมีวิชาพื้นฐานให้ได้เรียนอยู่ แต่ม.ปลายที่นี่ไม่มีให้เลือกสายเรียนเลยค่ะ แต่จะให้นักเรียนเลือกทุกวิชาที่อยากเรียนไปเลย ทำให้ข้อดีคือ เราไม่จำเป็นต้องเลือกสายหลักว่าจะเรียนอะไร แต่เราสามารถเรียนได้หลาย ๆ ด้านเลยค่ะ อย่างตอนเหมยมาปีแรก เหมยไม่แน่ใจว่าจะเลือกประมาณไหนดี เลยพยายามเลือกแทบจะทุกด้านเลยค่ะ ตอนนั้นเหมยเลือกเป็น อังกฤษ 2ตัว, คณิตศาสตร์ 1ตัว, วิทยาศาสตร์ 1ตัว, ภาษาจีน 1ตัว, และกำกับภาพยนต์ 1ตัวค่ะ ซึ่งทำให้เหมยได้รู้ตัวเร็วขึ้นมากเลยค่ะว่าเหมยชอบเรียนด้านไหนกันแน่ ทำให้ปีนี้เหมยจึงมุ่งไปที่วิชาที่ตัวเองชอบมากขึ้นค่ะ โดยyear 11 และ year12 ของที่นี่จะเลือกวิชาได้ 6ตัว และมีเรียนแค่ 5คาบต่อวันค่ะ แต่วันพุธจะมีเรียนแค่ 4คาบนะคะ ทำให้ได้เลิกเรียนเร็วขึ้น และได้มีเวลาพักกลางสัปดาห์ ที่เหมยคิดว่าดีมาก ๆ ค่ะ รวมถึงการศึกษาที่นี่ก็ยังสนับสนุนการเล่นกีฬามาก ๆ ค่ะ ที่นี่มีทั้งวิชาที่สอนวิทยาศาสตร์สุขภาพ, เล่นกีฬา, และชมรมกีฬาเลยค่ะ นอกจากนี้กีฬาที่เป็นที่นิยมมาก ๆ ของที่นี่จะเป็น rugby ค่ะ โดยจะที่นี่มีทีมชาติที่เก่ง และเท่มาก ๆ ชื่อว่า All black ค่ะ โดยส่วนตัวถึงแม้เหมยจะดู rugbyไม่ค่อยเป็นนัก แต่จากการที่เคยดู All black เป็นทีมที่เท่มาก ๆ ค่ะ หากใครชื่นชอบ rugby สามารถลองไปดูกันได้นะคะ และก่อนเริ่มแข่งทีมนี้ยังมีการเต้น haka เพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้ด้วยค่ะ เหมยชอบดูมาก ๆ ค่ะ
- ด้านกฎหมาย
ด้านกฎหมายที่นี่ หลัก ๆ ถ้าขับรถเองอยากให้ระมัดระวังนิดนึงค่ะ เนื่องจากตำรวจจราจรที่นี่ค่อนข้างเคร่ง และมาเร็วมากค่ะ ทางที่ดีแนะนำใช้รถสาธารณะจะดีกว่าค่ะ เนื่องจากถนนที่นี่อาจจะมีบางจุดที่ต้องระมัดระวังมากกว่าที่ไทย ถึงแม้ที่นี่จะขับรถทางซ้ายเหมือนกัน แต่ถนนบางสายขับยากมากค่ะ ขนาดเหมยไม่ได้ขับรถยังรู้สึกว่าการจราจรที่นี่แตกต่างกับประเทศไทยมากจริง ๆค่ะ
I
- ด้านสิ่งที่น่ารู้
สิ่งที่น่าสนใจมากของที่นี่สำหรับเหมยเลยคือ การที่นิวซีแลนด์เป็นประเทศปลอดงูค่ะ เนื่องจากเหมยเป็นคนกลัวงูมาก ๆ การได้รู้สิ่งนี้เลบเป็นสิ่งที่เหมยคิดว่าค่อนข้างน่าสนใจเลยค่ะ เนื่องจากประเทศนิวซีแลนด์เป็นประเทศเล็ก ๆ และมีสัตว์ทางการเกษตรที่บอบบางมาก ๆ อย่างแกะ ทำให้หากมีงู อาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อระบบนิเวศที่นิวซีแลนด์พยายามสร้างมาได้ค่ะ รวมถึงนี่เป็นเหตุผลที่ก่อนจะมานิวซีแลนด์ ทุกคนจำเป็นจะต้องกรอกฟอร์มสำแดง อาหาร, อุปกรณ์เดินป่าทุกครั้งค่ะ เพราะหากมีเชื่อไวรัสของเนื้อสัตว์, ดิน, ทรายจากประเทศอื่นที่ไม่ถูกกับระบบนิเวศของที่นี่เข้ามา อาจจะทำให้ระบบนิเวศของที่นี่พังได้รวดเร็วมากค่ะ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมนิวซีแลนด์จึงค่อนข้างเข้มงวดมาก ๆ กับการตรวจสิ่งของสำภาระที่ทุกคนจะนำเข้าประเทศค่ะ
สุดท้ายนี้ เหมยต้องขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่อ่านข้อความของเด็กนักเรียนธรรมดา ๆ คนนี้มาจวบจนถึงจุดนี้ หากท่านมีคำติชม ที่อยากให้เหมยได้เก็บไปศึกษาและพัฒนาต่อ ท่านสามารถพิมพ์ความคิดเห็นของท่านได้ที่ช่องความเห็นด้านล่าง เหมยขอให้คำมั่นสัญญาว่าเหมยจะนำทุกความเห็นของทุกท่านมาปรับปรุง และปรับใช้อย่างแน่นอนค่ะ
ขอบคุณค่ะ จากอาเหมย
Ngā mihi, A-mei
My New Zealand Story
: Kia ora tātou katoa
ก่อนจะเริ่มบรรยายสิ่งที่เหมยเจอจากการมาอยู่ในนิวซีแลนด์ เหมยขอเล่าเหตุผล “ทำไมต้องเป็นนิวซีแลนด์? “ ก่อนหน้านี้ตอนเรียนอยู่มัธยมตอนต้นที่ประเทศไทย ในตอนนั้นเหมยรู้สึกว่าเหมยิยากเรียนต่อต่างประเทศสักครั้งในชีวิต ซึ่งเหมยได้ปรึกษากับคนในครอบครัว ก็มีพี่สาวที่มีประสบการณ์จากการที่เคยมาเรียนซัมเมอร์ที่ประเทศนิวซีแลนด์ บอกว่า “ลองไปเรียนที่นิวซีแลนด์ดูมั้ย” จากนั้นเหมยจึงเก็บคำพูดของพี่สาวมาคิดและได้ไปปรึกษากับคุณครูเอเจนซี่ ซึ่งท่านก็สนับสนุนการไปที่นิวซีแลนด์มาก ๆ เหมยจึงกลับมาศึกษาประเทศนิวซีแลนด์ดูค่ะ พูดตามตรงตอนศึกษา เหมยเจอแต่แกะ และพื้นที่สีเขียว เหมยคิดเลยว่าคงจะอยู่ไม่ได้แน่ ๆ เพราะน่าจะต้องอยู่เหมือนสโนไวท์ที่คุยกับแกะทั้งวัน แต่ก็คิดว่าถ้าจะไปอยู่แต่ในที่ ที่สบาย แล้วเมื่อไหร่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เช่นการคุยกับแกะทั้งวัน ก็ฟังดูน่าลองนะ เหมยจึงเลือกที่จะมานิวซีแลนด์เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่คงจะหาไม่ได้ง่าย ๆ ที่ประเทศไทยค่ะ และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ชีวิตในนิวซีแลนด์นั้นได้เกิดขึ้นค่ะ ถ้าอย่างนั้นเหมยขอเริ่มบรรยายประสบการณ์ในแต่ละด้านเลยนะคะ
- ด้านผู้คน และวัฒนธรรม
จากที่เหมยได้เกริ่นไปในด้านของภาษาเล็กน้อยแล้ว ผู้คนที่นี่น่ารักมาก ๆ ค่ะ พวกเขาไม่เคยเหยียดคนที่ภาษาไม่แข็งแรงเลย หนำซ้ำเขายังพยายามที่จะสื่อสารกับเราอีกด้วยค่ะ ผู้คนที่อยู่ในนิวซีแลนด์มีอยู่ค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนเอเชีย, คนยุโรป, หรือคนนิวซีแลนด์เอง แต่ที่น่าสนใจคือคนที่นี่ไม่ค่อยจะมีคนที่เหยียดเชื้อชาติกันเท่าไหร่นัก ทำให้เหมยรู้สึกปลอดภัยมาก ๆ ในการเข้าหาผู้คนที่นิวซีแลนด์ค่ะ ตอนที่เหมยมาถึงที่นี่ใหม่ ๆ ทุกครั้งที่เหมยเดินออกไปข้างนอก เหมยจะเจอคนที่สักลวดลายแปลก ๆ บนหน้าแทบจะทุกครั้ง ช่วงแรก ๆ เหมยก็คิดว่าแอบน่ากลัวไปบ้าง จึงได้พยายามที่จะศึกษาเกี่ยวกับมันดู พบว่าจริง ๆ แล้วการสักบนหน้าหรือลำตัวของคนที่นี่นั้น มีความหมายลึกซึ่งมากไปกว่าการสักแฟชั่น การสักนี้เรียกว่า Tā moko (ทา โม-โกะ) ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงตระกูล, สถานะ, หรือชนเผ่า ของคนนั้น ๆ ค่ะ มากไปกว่านั้น ถึงแม้โรงเรียนที่นี่จะมีกฎว่า “ห้ามสัก“ แต่หากรอยสักนั้นแสดงถึงชาติพันธุ์ หรือวัฒนธรรมของตนเอง ก็ย่อมสักได้ เนื่องจากโรงเรียนที่นี่นั้นสนับสนุนการสืบสานวัฒนธรรมมาก ๆ ถึงขนาดมีกฎที่ว่า “นักเรียนสามารถสักได้ เฉพาะรอยสักที่แสดงถึงชาติพันธุ์ หรือวัฒนธรรมของตนเองเท่านั้น” นอกจากนี้ยังมีวัฒนธรรมการเต้นที่เรียกว่า haka (ฮา-กะ) ที่จะใช้ในการ ต้อนรับ,ข่มขวัญ, หรือปลุกกำลังใจ ซึ่งเป็นการเต้นที่น่าสนใจมาก ๆ ค่ะ เพราะเป็นที่นิยมมากที่นี่ ซึ่งจะทำให้เราจะเห็นได้ในหลาย ๆ โอกาส เช่น วันจบการศึกษาที่จะใช้เพื่อเฉลิมฉลอง หรือการที่มีสส.ชาวเมารีได้เต้นฮากะในสภา เพื่อประท้วงการร่างกฎหมายสนธิสัญญาที่เป็นที่โด่งดังมาก ๆ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และเหมยคิดว่าผู้อ่านคงจะเคยได้ชมกันมาบ้างค่ะ
⁃ ด้านสภาพแวดล้อม และสภาพอากาศ
สภาพแวดล้อมของนิวซีแลนด์นั้นต่างกับที่ไทยมากค่ะ ที่นี่มีธรรมชาติเยอะมาก ทั้งพื้นที่สีเขียวที่มีอยู่เต็มไปหมดไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน แถมยังมีนกอยู่เยอะมาก ๆ ค่ะ ช่วงแรกที่มาเนื่องจากนกที่เยอะมาก ทำให้เหมยกลัวนิดหน่อย แต่อยู่ไปเรื่อย ๆ ก็รู้ว่าจริง ๆ นกนั้นได้เข้าหาคนขนาดนั้นค่ะ แต่ก็ไม่ถึงกับกลัวคนนะคะ เวลาเข้าใกล้เขาก็ไม่ได้บินไปทันทีเหมือนที่ไทยค่ะ สภาแวดล้อมอีกอย่างที่ ที่นี่จะแตกต่างจากไทยมาก ๆ เลยคือเป็นพื้นที่เนินเขาทั่วทั้งประเทศ ทำให้การเดินที่นี่ค่อนข้างเหนื่อยมากค่ะ เพราะเหมือนเดินไต่ขึ้นเขาอยู่ตลอดเวลาเลย บ้างครั้งเหมยคิดว่าเดินอยู่บนพื้นที่ราบอยู่ปกติ แต่รู้สึกเหนื่อยแปลก ๆ จึงหันหลังกลับไปมอง ก็พบว่าจริง ๆ เหมวไม่ได้เดินอยู่ที่รสบ แต่เหมยกำลังเดินบนเนินอยู่ เพราะพื้นที่บางที่ก็ดูหลอกตาว่าเป็นที่ราบ กว่าจะรู้ตัวก็ต้องเดินจนเหนื่อยก่อนเลยค่ะ ส่วนสภาพอากาศน่าจะเป็นด้านที่เหมยตกใจมากที่สุดค่ะ เนื่องจากที่ไทยมีแค่ 2ฤดู หลัก ๆ ทำให้เหมยไม่ค่อยได้สัมผัสกับฤดูที่สับเปลี่ยนบ่อยขนาดนนี้ค่ะ ที่นี่มี 4ฤดู โดยเรียงเป็น ฤดูร้อน-ฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว-ฤดูใบไม้ผลิ ค่ะ ซึ่งฤดูร้อนที่นี่จะร้อนมากค่ะ เพราะแทบจะไม่มีฝนตกเลย แต่พอเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ร่วงตอนปลายถึงฤดูใบไม้ผลิตตอนต้น ฝนก็แทบจะตกไม่เว้นวันเลยค่ะ ซึ่งหนาวมาก ๆ ทำให้ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เหมยป่วยบ่อยมากเลยค่ะ ใครที่เป็นภูมิแพ้เหมยอยากแนะนำให้พกยาแก้แพ้มานะคะ เนื่องจากทั้งฤดูที่เปลี่ยนบ่อย ฝนที่ตกแทบจะทุกวัน รวมถึงฤดูใบไม้ผลิที่เกสรดอกไม้จากการที่คนที่นี่ปลูกแทบจะทุกบ้านจะฝุ้งเต็มไปหมดเลยค่ะ
- ด้านการเงิน และการใช้ชีวิต
การเงินของที่นี่ หากใครไม่ได้ทำงานที่นี่นั้นจะมองว่าค่าครองชีพของที่นี่ สูงมากกก เหมยเองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ เนื่องจากการใช้ชีวิตที่นี่อย่างต่ำอาจจะต้องใช้เงินประมาณ $3,000+ ซึ่งถ้าคิดเป็นเงินไทยแล้วจะประมาณ ฿56,000 เลยค่ะ ซึ่งสูงมาก ๆ แต่ที่ ที่นี้สามารถมีค่าครองบีพที่สูงได้ขนาดนี้เพราะ ค่าแรงขึ้นต่ำต่อชั่วโมงของที่นี่จะอยู่ประมาณ $23.95 หรือเทียบเท่ากับ 450บาทเลยค่ะ ทำให้รายรับและรายจ่ายของคนที่นี่จึงสมเหตุสมผลกันค่ะ หากเรามาดูราคาสินค้าแบบเฉพาะเจาะจงกันบ้างก็จะเห็นว่าถึงแม้รายได้จะสูง ราคาของใช้ก็สูงจริง ๆ ค่ะ อย่างเช่น ราคาน้ำ 1ขวด ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 20บาท, กล้วยสุก 1หวี ราคาประมาณ 85บาท, หรือไข่ 1แผง 10ฟอง จะราคาประมาณ 140บาทเลยค่ะ เหตุผลที่ราคาสูงขนาดนี้ เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะว่า ที่นิวซีแลนด์จะนิยมนำเข้าสินค้ามากและเนื่องจากภูมิศาสตร์เป็นเกาะไม่ติดกับแผ่นดินใด ทำให้การนำเข้าสินค้าจึงมาราคาที่สูงมาก ราคาสินค้าจึกราคาสูงตามค่ะ ทำให้หากมาที่นี่เหมยอยากแนะนำให้เตรียมเงินมาในระดับนึงเลยค่ะ เพราะถึงแม้ว่าจะทำอาหารกินเองที่บ้าน สุดท้ายราคาก็ยังสูงอยู่ดีค่ะ ถึงแม้เหมยจะอยู่ที่นี่มาได้สักพักจนเลิกคิดราคาของที่นี่เป็นเงินไทย และพยายามชินกับมัน แต่สุดท้ายก็ยังจำใจซื้อของบางอย่างยังไม่ได้เลยค่ะ การใช้ชีวิตที่นี่ไม่ค่อยมีอะไรมากนักค่ะ อาจจะเพราะเหมยเป็นคนค่อนข้างติดบ้าน ทำให้ไม่ค่อยได้ออกไปหากิจกรรมมากนัก ชีวิตประจำวันหลัก ๆ ก็จะเป็นตื่นเช้า-นั่งรถบัสไปรร.-เรียน-ซื้อของเข้าบ้าน-นั่งรถบัสกลับบ้าน-ทำการบ้าน-แล้วก็นอนค่ะ ถึงแม้ชีวิตจะดูวนลูปไปหน่อย แต่เหมยคิดว่าสำหรับคนติดบ้านแบบเหมย ถึงจะใช้ชีวิตด้านนอกทั้งวัน ก็ยังไม่ได้อยากกลับบ้านขนาดนั้นในแต่ละวันนะคะ อาจจะเพราะประชากรที่นี่มีไม่เยอะมาก ทำให้ใช้ชีวิตคนเดียวได้ไม่เบื่อ แถมยังไม่ต้องคุยกับใครมากด้วยค่ะ ส่วนในช่วงวันหยุด เหมยจะชอบไปในเมืองค่ะ เพราะไม่ได้ไกลกับบ้านเท่าไหร่นัก และในเมืองออคแลนด์ยังมีพื้นที่ให้เดินเยอะมากเลยค่ะ สามารถเดินลัดเลาะขึ้นเขานี้เข้าซอยนั้นเจอร้านนี้กินร้านนั้น ได้ตลอดทั้งวันไม่เบื่อเลยค่ะ แต่หากเป็นวันที่แค่อยากจะหาอะไรกินที่คนน้อย ๆ เหมยจะชอบไปที่ dominion road, new market ค่ะ เพราะคนไม่เยอะแต่ร้านอาหารอร่อย ๆ มีเยอะมากเลยค่ะ และที่ new market ก็ยังมีห้างด้วยค่ะแต่คนจะไม่เยอะมาก ทำให้เหมยจะชอบไปในวันที่ไม่ค่อยอยากเจอคนเยอะ ๆ ค่ะ
- ด้านการเรียน / ด้านกีฬา
ด้านการเรียนที่นี่จะต่างกับที่ไทยอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ ทำให้ตอนเหมยมาแรก ๆ แทบจะทำอะไรไม่ถูกเลย โดยปกติแล้วถ้าเป็นม.ปลายที่ไทย นักเรียนจะมีสิทธิ์เลือกแค่สายเรียนหลัก ส่วนวิชานั้นก็จะเน้นไปที่สายการเรียนที่เลือกโดยยังมีวิชาพื้นฐานให้ได้เรียนอยู่ แต่ม.ปลายที่นี่ไม่มีให้เลือกสายเรียนเลยค่ะ แต่จะให้นักเรียนเลือกทุกวิชาที่อยากเรียนไปเลย ทำให้ข้อดีคือ เราไม่จำเป็นต้องเลือกสายหลักว่าจะเรียนอะไร แต่เราสามารถเรียนได้หลาย ๆ ด้านเลยค่ะ อย่างตอนเหมยมาปีแรก เหมยไม่แน่ใจว่าจะเลือกประมาณไหนดี เลยพยายามเลือกแทบจะทุกด้านเลยค่ะ ตอนนั้นเหมยเลือกเป็น อังกฤษ 2ตัว, คณิตศาสตร์ 1ตัว, วิทยาศาสตร์ 1ตัว, ภาษาจีน 1ตัว, และกำกับภาพยนต์ 1ตัวค่ะ ซึ่งทำให้เหมยได้รู้ตัวเร็วขึ้นมากเลยค่ะว่าเหมยชอบเรียนด้านไหนกันแน่ ทำให้ปีนี้เหมยจึงมุ่งไปที่วิชาที่ตัวเองชอบมากขึ้นค่ะ โดยyear 11 และ year12 ของที่นี่จะเลือกวิชาได้ 6ตัว และมีเรียนแค่ 5คาบต่อวันค่ะ แต่วันพุธจะมีเรียนแค่ 4คาบนะคะ ทำให้ได้เลิกเรียนเร็วขึ้น และได้มีเวลาพักกลางสัปดาห์ ที่เหมยคิดว่าดีมาก ๆ ค่ะ รวมถึงการศึกษาที่นี่ก็ยังสนับสนุนการเล่นกีฬามาก ๆ ค่ะ ที่นี่มีทั้งวิชาที่สอนวิทยาศาสตร์สุขภาพ, เล่นกีฬา, และชมรมกีฬาเลยค่ะ นอกจากนี้กีฬาที่เป็นที่นิยมมาก ๆ ของที่นี่จะเป็น rugby ค่ะ โดยจะที่นี่มีทีมชาติที่เก่ง และเท่มาก ๆ ชื่อว่า All black ค่ะ โดยส่วนตัวถึงแม้เหมยจะดู rugbyไม่ค่อยเป็นนัก แต่จากการที่เคยดู All black เป็นทีมที่เท่มาก ๆ ค่ะ หากใครชื่นชอบ rugby สามารถลองไปดูกันได้นะคะ และก่อนเริ่มแข่งทีมนี้ยังมีการเต้น haka เพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้ด้วยค่ะ เหมยชอบดูมาก ๆ ค่ะ
- ด้านกฎหมาย
ด้านกฎหมายที่นี่ หลัก ๆ ถ้าขับรถเองอยากให้ระมัดระวังนิดนึงค่ะ เนื่องจากตำรวจจราจรที่นี่ค่อนข้างเคร่ง และมาเร็วมากค่ะ ทางที่ดีแนะนำใช้รถสาธารณะจะดีกว่าค่ะ เนื่องจากถนนที่นี่อาจจะมีบางจุดที่ต้องระมัดระวังมากกว่าที่ไทย ถึงแม้ที่นี่จะขับรถทางซ้ายเหมือนกัน แต่ถนนบางสายขับยากมากค่ะ ขนาดเหมยไม่ได้ขับรถยังรู้สึกว่าการจราจรที่นี่แตกต่างกับประเทศไทยมากจริง ๆค่ะ
I
- ด้านสิ่งที่น่ารู้
สิ่งที่น่าสนใจมากของที่นี่สำหรับเหมยเลยคือ การที่นิวซีแลนด์เป็นประเทศปลอดงูค่ะ เนื่องจากเหมยเป็นคนกลัวงูมาก ๆ การได้รู้สิ่งนี้เลบเป็นสิ่งที่เหมยคิดว่าค่อนข้างน่าสนใจเลยค่ะ เนื่องจากประเทศนิวซีแลนด์เป็นประเทศเล็ก ๆ และมีสัตว์ทางการเกษตรที่บอบบางมาก ๆ อย่างแกะ ทำให้หากมีงู อาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อระบบนิเวศที่นิวซีแลนด์พยายามสร้างมาได้ค่ะ รวมถึงนี่เป็นเหตุผลที่ก่อนจะมานิวซีแลนด์ ทุกคนจำเป็นจะต้องกรอกฟอร์มสำแดง อาหาร, อุปกรณ์เดินป่าทุกครั้งค่ะ เพราะหากมีเชื่อไวรัสของเนื้อสัตว์, ดิน, ทรายจากประเทศอื่นที่ไม่ถูกกับระบบนิเวศของที่นี่เข้ามา อาจจะทำให้ระบบนิเวศของที่นี่พังได้รวดเร็วมากค่ะ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมนิวซีแลนด์จึงค่อนข้างเข้มงวดมาก ๆ กับการตรวจสิ่งของสำภาระที่ทุกคนจะนำเข้าประเทศค่ะ
สุดท้ายนี้ เหมยต้องขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่อ่านข้อความของเด็กนักเรียนธรรมดา ๆ คนนี้มาจวบจนถึงจุดนี้ หากท่านมีคำติชม ที่อยากให้เหมยได้เก็บไปศึกษาและพัฒนาต่อ ท่านสามารถพิมพ์ความคิดเห็นของท่านได้ที่ช่องความเห็นด้านล่าง เหมยขอให้คำมั่นสัญญาว่าเหมยจะนำทุกความเห็นของทุกท่านมาปรับปรุง และปรับใช้อย่างแน่นอนค่ะ
ขอบคุณค่ะ จากอาเหมย
Ngā mihi, A-mei