"กรูมมิ่ง" ภัยคุกคามต่อเด็กที่หลายคนมองข้าม





ภัยคุกคามเด็ก โดยเฉพาะเรื่องเพศและอนาจาร เป็นสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองทุกคนกังวล ซึ่งคนส่วนใหญ่ มองภาพภัยคุกคามนี้ในรูปแบบของ การขุ่มขู่ ข่มขืน  หรือ การใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงจนอยู่ในสถานการร์ที่ตกเป็นเหยื่อ

แต่มีอีกสิ่งที่สังคมไทยอาจมองข้าม นั่นคือการ "กรูมมิ่ง"

"กรูมมิ่ง" คืออะไร?
การกรูมมิ่งหมายถึงพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่อาศัยบทบาทและความใกล้ชิดของตน ใช้เวลาค่อยๆสร้างความคิดให้เ็กสมยอมจนกลายเป็นเยหื่ออาชญากรรมทางเพศในที่สุด ความสัมพันธ์ลักษณะนี้เช่น ครูกับลูกศิษย์, ญาติกับหลาน, ผู้อุปการะกับเด็กในการดูแล หรือแม้แต่  คนใกล้บ้านที่เห็นกันมานาน

การกรูมมิ่งอาจมีได้หลายรูปแบบ อาจใช้ทั้งอำนาจ บทบาท การเงิน แรงกดดัน ไปจนถึงการใช้กำลังร่วมในที่สุด แต่ประเด็นสำคัญของการกรูมมิ่งที่อาชญากรใช้เป็นกุญแจสำคัญ และ พฤติกรรมที่มีปัจจัยนี้มาเกี่ยวข้อง จะเข้าข่ายการกรูมมิ่งโดยทันที ได้แก่

1.สร้างและใช้ความไว้ใจและปลอดภัย
2.สร้างความสำคัญให้ตนเอง
3.พยายามให้เหยื่อยินยอมเอง


อาชญากร จะใช้ หรือ สร้างความไว้ใจให้เด็กมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปกติ เด็กและวัยรุ่น จะมีกลไกในการป้องกันตนเองเมื่อมีภัยคุกคามมาถึงตัว รวมถึงภัยคุกคามทางเพศ เช่น เมื่อมีคนมาจีบ มาสัมผัสตัว เด็กจะรีบป้องกันตัว แต่ อาชญากรกรูมมิ่ง ใช้ความใกล้ชิดดั้งเดิม ค่อยๆรุกคืบเข้าใกล้ เหยื่อจะรู้สึกสับสน และ ไม่มองพฤติกรรมดังกล่าวเป็นภัย และ เริ่มคุ้นเคยกับพฤติกรรมในที่สุด จากนั้น อาชญากรจะค่อยๆยกระดับการคุกคามเข้าไปทีละน้อย

เช่น
เด็กสาว 15 ปี จะระวังตัวไม่ยอมอยู่ในที่ลับตากับคนแปลกหน้า แต่ เธออาจไว้ใจ ครูหนุ่ม ที่นิทและคลุกคลีงานนอกเวลาร่วมกัน จนรู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่ในห้องเรียนในเวลาที่ไม่มีใคร ครู ก็ค่อยๆขยับมานั่งใกล้เรื่อยๆ สัมผัสตัว และค่อยๆคุกคามมากขึ้นในเสลาต่อมา

พฤติกรรนี้ อาจมาร่วมกับกลอุบายอื่นๆเช่น เชิญชวนให้เด็กทดลองดื่มสุรา ชักชวนเด็กไปในสถานที่ไกลตาผู้คน และ ค่อยๆใช้เวลา"สร้างความไว้ใจ" จนเหยื่อวางใจ



พร้อมกันนั้น จะสร้างสถานะที่ เหยื่อยากจะปฎิเสธได้ โดยมาก ในความสัมพันธ์เชิงชู้สาว คนเราจะตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า"เขามีความสำคัญขนาดไหน" แต่ เหยื่อการกรูมมิ่ง จะถูกฝังความคิดว่า "เขาคือคนสำคัญ" ก่อนที่จะตั้งคำถามด้วยซ้ำ บ่อยครั้งพบว่า เหยื่ออยู่ภายใต้การอุปการะของอาชญากร หรือ อยู่ในบทบาทที่ต้องยินยอมแม้จะไม่รู้สึกยินดี

เพราะ ความกังวลว่าถ้าต่อต้านหรือตั้งคำถามกับสิ่งที่เจออยู่ จะต้องลำบาก

พฤติกรรมนี้รวมถึง การ"เติมเต็ม" ความเหงาด้วย เพราะเมื่ออาชญากรเข้ามาสร้างบทบาทให้ตนเองสำคัญในฐานะของคนๆเดียวที่สนใจเหยื่อ เหยื่อก็ะหมดทางเลือก เพราะหากต่อต้าน ก็จะไม่เหลือใครอีกเลย ดังนั้น พฤติกรรมหนึ่งที่พบบ่อยมากๆในอาชญากรกรูมมิ่งคือ มีความพยายามในการตัดเหยื่อออกจากสังคมแวดล้อม เช่น ไม่ให้เหยื่อคบหรือใช้เวลากับเพื่อน พยายามดึงเหยื่อเข้ามาสู่โลกของตนเองเพื่อควบคุมได้ง่าย แทนการเอาตนเอง เข้าไปอยู่ในสังคม และโลกของเหยื่อ

ซึ่งมักใช้"บารมี"ของการเป็นผู้ใหญ่ปลูกฝังเช่น "เพื่อนไม่ดีอย่าไปคบ" หรือ "พวกนั้นอันตรายอย่าไปยุ่งด้วย" แล้ว ดึงเอาเหยื่อมาไว้ในจุดที่โดดเดี่ยว



จุดสำคัญของการกรูมมิ่ง ที่พบมากที่สุดคือ การ"หลอกให้รัก" โดยเฉพาะในเหยื่อวัยรุ่น

ความรักไม่ใช่เรื่องที่ผิดในวัยรุ่น แต่ อาชญากรกรูมมิ่งแตกต่างจากความรักตามปกติ จากสองข้อที่กล่าวมาข้างบน อาชญากรหลอกให้เหยื่อรู้สึกว่าตนเองกำลัง"รัก" คนๆนี้ เพราะ เขาคือความปลอดภัย เขาคือคนสำคัญ และ รู้สึกขาดเขาไม่ได้ เมื่อไหร่ก็ตาม เด็กคนหนึ่ง เกิดความรู้สึกเช่นนี้กับผู้ใหญ่ที่ใช้สลาค่อยๆสร้างสะพาน เมื่อนั้นคือลางร้ายที่กำลังส่งสัญญาณว่า นี่อาจเป็นการกรูมมิ่ง

โดยพื้นฐาน "ความรัก" เกิดจาก ขั้นตอนสำคัญคือ

1.การทำความรู้จัก
แน่นอนว่า คนรัก ไม่ได้มาจากคนในครอบครัว แม้จะเป็นคนใกล้ชิดในท้องถิ่นแต่ก็ต้องมีขั้นตอน "ร็จักกัน"  สมองจะเริ่มสนใจอยากรู้จักคนๆนี้ เริ่มเรียนรู้ ตั้งคำถามกับคนๆนี้ และ อยากรู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ จะเรียกว่า เริ่มจาก"ความน่าสนใจ" ก็ว่าได้

2.การพึงพอใจ
เมื่อรู้จักแล้วก็เริ่มพึงพอใจในตัวอีกฝ่ายที่ทำความรู้จัก หรือ ยิ่งรู้จักยิ่งพึงพอใจก็ได้ แต่ นี่คือจุดสำคัญของการเริ่มความรัก ความสัมพันธ์เชิงชู้สาวที่เกิดขึ้นโดยปกติ ต่อให้ตบจูบแบบชายแทร่ แต่สุดท้าย ต้องมีจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความพึงพอใจเข้ามาแทนที่

3.การตัดสินใจ
เมื่อมีความพึงพอใจแล้ว ขั้นตอนสำคัญของการเริ่มความสัมพันธ์ก็คือการตัดสินใจ บางคนอาจใช้เวลาเพียงชั่วลมหายใจ เป็นรักแรกพบ บางคนอาจบ่มไว้นานนับปีเพื่อจะตัดสินใจรักกับเพื่อนสนิท แต่ ความรัก ไม่สามารถไปต่อในความสัมพันธ์ได้หากไม่มีการตัดสินใจกับตนเองเสียก่อน


การกรูมมิ่ง ไม่ใช่ความรัก เพราะ ... ลองดูจากข้อแรกครับ เด็ก หรือเหยื่อ มัก ไม่ได้เลือกทำความรู้จักกับอาชญากร แต่ อยู่ในสถานะจำยอมต้องมาอยู่ภายใต้บทบาท เกิดมาเป็นญาติกัน มาเป็นลูกศิษย์ หรือ พ่อแม่ไม่มีเวลาเลยต้องฝากบ้านข้างๆดูแล
เหยื่อกรูมมิ่ง จึงไม่เคยมีขั้นตอนการเลือกทำความรู้จักกับอาชญากรในแบบปกติ แต่รู้จักในสถานะ บทบาทที่แตกต่างจากความสัมพันธ์

เหยื่ออาจไม่มีความพึงพอใจในตัวอีกฝ่ายเลยก็ได้
อาชญากรกรูมมิ่ง เมื่อหลอกให้เด็กยอมรับได้แล้วว่าตนเองสำคัญ มีบทบาทต่อเหยื่อ เหยื่อ อาจรู้สึว่าอยู่ในสถานะนั้นๆ เข้าใจว่าตนเอง"รัก"  โดยหาคำตอบไม่ได้ว่า รักเพราะอะไร รักตรงไหน แต่รู้แค่ รักไปแล้ว หรือ หากไม่รักก็จะไม่เหลือใคร ไม่เหลืออะไร แม้แต่ ต้องรัก เพราะต้องตอบแทนในสิ่งที่ได้มา

ท้ายที่สุด เหยื่อมักหาช่วงเวลาไม่ได้ว่า ได้ตัดสินใจไปตอนไหน รู้ตัวอีกที อาชญากรก็มักจะ"ยัดเยียด" ความรักให้เช่น จู่ๆก็รัก จู่ๆก็เป็นคนรัก จู่ๆก็เป็นแฟนกัน หรือ ไม่รู้ว่ารักกันตั้งแต่เมื่อไหร่แต่วันนี้ ต้องรักแล้ว และ ค่อยๆถูกต้อนไปสู่พฤติกรรม กิจกรรมทางเพศในที่สุด



เมื่อเหยื่อผ่านพ้นช่วงเวลานั้น เมื่อโตขึ้น มักรู้สึก"เสียใจ" กับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะ ลึกๆไม่เคยรู้สึกพึงใจ ไม่ได้รู้สึกรัก บางคนสับสนกับความสัมพันธ์นั้นๆ สูญเสียคุณค่าขอตนเอง แต่ที่น่าตกใจคือ เหยื่อจำนวนมาก ไม่เคยรู้เลยว่าตนเองเคยเป็นเหยื่อจนกว่าจะได้รู้จักว่า มีภัยคุกคามแบบนี้อยู่ในดลก
ในกลายเคส เหยื่อเองนั้นแหละ ที่เป็นคนปกป้องอาชญากร เพราะ ยังอยู่ในห้วงภวังค์ของความเข้าใจผิดในการกรูมมิ่ง


การกรูมมิ่งมักจบอย่างไร?
เหยื่อกรูมมิ่ง มักเติบโตขึ้นและรู้ตัวเองในภายหลังว่า สิ่งที่เป็นอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ความรัก หรืออาจพบว่า ตนเองไม่ได้พึงพอใจในตัวของผู้ที่กรูมมิ่งมาขนาดนั้น เมื่อเติบโต มีทางเลือก ก็พยายามเอาตนเองออกจากสถานการณ์นั้นไปได้ อันนี้คือจบได้ไม่เลวร้าย

แต่มีหลายเคสที่ การกรูมมิ่ง นำไปสู่เรื่องน่าเศร้า เพราะพฤติกรรมของอาชญากรกรูมมิ่งเหล่านี้ มักไม่หยุดพฤติกรรมเดิมๆ จะมองหาเหยื่อใหม่เสมอ ดังนั้น เมื่อเหยื่อ ตกเป็นเหยื่อเก่าไปสักระยะ ก็จะหมดความท้าทาย และมองหาเหยื่อใหม่มาแทนที่ เพราะสิ่งสำคัญของการกรูมมิ่ง ไม่ใช่แค่เรื่องเพศเท่านั้น แต่ยังหมายถึง ความพึงพอใจที่ได้"เอาชนะ" เหยื่อของอาชญากรพวกนี้ด้วย พวกเขามักต้องการ การยอมรับ ต้องการประสบการณ์ทางเพศจากเหยื่อที่เพิ่งตกเป็นเหยื่อใหม่ๆมากกว่า

เรียกภาษาคนง่ายๆว่า "เปลี่ยนกลิ่น" เพียงแต่ การเปลี่ยนไม่ใช่แบบคนทั่วไป เป็นการมองหาเหยื่อเด็กๆมาหลอกนั่นแหละ



อาจญากรกรูมมิ่งเหล่านี้มักเป็น "ผู้แพ้" ในสังคม
พวกมันมัก เข้าสังคมไม่เก่ง เข้าหาความสัมพันธ์กับคนใหม่ๆไม่เก่ง บ่อยครั้งที่อาจมีสถานะทางสังคมที่ไม่สูงนัก หรือ อยู่ในสภาวะที่ด้อยกว่าผู้อื่นเช่น ชราภาพ พิการ รูปลักษณ์ไม่น่าพึงใจใคร

ในเมื่อ หาความสัมพันธ์แบบปกติเค้าไม่ได้ ก็มาหาจากเหยื่อเด็กๆแทน



"กรูมมิ่ง" กับ "รักต่างวัย" ต่างกันอย่างไร?
สิ่งที่แตกต่างชัดเจนคือ อายุของเหยื่อ เพราะ สังคมลงความเห็นตรงกันว่า เด็ก และผู้เยาว์ ยังมีความคิดตระหนักถึงการตัดสินใจไม่ดีเท่าผู้ใหญ่และต้องได้รับการปกป้อง ดังนั้น หากเรื่องแบบนี้เกิดกับเด็กและผู้เยาว์จะเรียกว่า"กรูมมิ่ง" แต่สำหรับผู้ใหญ่ สังคมมองว่า นั่นคือสิทธิ์ส่วนบุคคลของคุณ จะเลือกคู่รักที่มีอายุ มีสถานะแตกต่างกันยังไงก็แล้วแต่

เหยื่อกรูมมิ่งอาจมีอายุห่างจากอาชญากรเพียง 5-6 ปีก็ได้ ตราบที่ ฝ่ายหนึ่งคือเด็ก อีกฝ่ายคือผู้ใหญ่ที่เข้าข่ายพฤติกรรมที่ว่ามาทั้งหมด ส่วน หญิงสาวอายุ 22 จะมีคนรักอายุ 60 อันนั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคล
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่