สนทนาเรื่อง พระบรมสารีริกธาตุ กับ พระธาตุของอรหันต์สาวก

กระทู้สนทนา
เกริ่นนำที่มาของการบูชาพระธาตุ

สมัยพุทธกาล กาลเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใกล้จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระอานนท์ได้ทูลถามพระองค์ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อก่อนพวกภิกษุผู้อยู่จําพรรษาในทิศทั้งหลาย ย่อมมาเพื่อเฝ้าพระตถาคต พวกข้าพระองค์ย่อมได้เห็น ได้เข้าไปนั่งใกล้ภิกษุเหล่านั้น ผู้ให้เกิดความเจริญใจ ก็โดยการล่วงไปแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์จักไม่ได้เห็น ไม่ได้เข้าไปนั่งใกล้ ไม่ได้เข้าไปเพื่อสนทนาธรรมกับด้วยพระภิกษุทั้งหลาย ผู้ให้เกิดความเจริญใจ"

คือพระอานนท์เกิดวิตกขึ้นมาว่า เมื่อพระพุทธเจ้าละสังขารไปเสียแล้ว จักไม่มีศูนย์กลางที่ทำให้เหล่าภิกษุทั้งหลายได้มารวมตัวกัน กระนั้นพระพุทธองค์จึงได้ตรัสให้ภิกษุยึดในหลักคำสอนเป็นสรณะเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ และหากจะแสวงหาสิ่งภายนอกไว้สักการะบูชาแทนพระองค์ ก็ให้จาริกไปกราบสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง คือ



1. ที่พระตถาคตเจ้าประสูติ ณ ป่าลุมพินีในแขวงเมืองกบิลพัสดุ์
2. ที่พระตถาคตเจ้าตรัสรู้พระโพธิญาณ ณ โพธิพฤกษมณฑล ในแขวงเมืองคยา
3. ที่พระตถาคตเจ้าประทานปฐมเทศนา ณ ตำบลอิสิปัตนะมฤคทายวัน ในแขวงเมืองพาราณสี
4. ที่พระตถาคตเจ้าเข้าสู่พระนิพพาน ณ ตำบลสาลวิน ในแขวงเมืองกุสินาร

เพื่อให้ปลงธรรมสังเวช คือ ฉุกคิดถึงพระพุทธเจ้า และธรรมของพระองค์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าได้ทรงวางไว้ให้อย่างดีงาม ดังปรากฏในปัจฉิมโอวาทของพระพุทธองค์

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราเตือนท่าน สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”



การเกิดขึ้นของพระบรมสารีริกธาตุ

เหตุที่เกิดพระบรมสารีริกธาตุจำนวนมากขึ้นมานั้น พระโบราณาจารย์อธิบายว่า เกิดจากพุทธประสงค์ ก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จปรินิพพาน คือโดยปกติที่พระพุทธเจ้าที่ทรงมีพระชนมายุยืนยาว สามารถประดิษฐานพระพุทธศาสนาให้มั่นคง จะมีพระบรมสารีริกธาตุที่มีลักษณะรวมกันเป็นแท่งเดียว ดุจทองแท่งธรรมชาติ ซึ่งมหาชนในสมัยนั้นจะไม่สามารถแบ่งปัน นำไปประดิษฐานตามที่ต่างๆได้ จึงจำต้องสร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้นประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้ในที่แห่งเดียว

ส่วนพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พระสมณโคดมทรงเล็งเห็นว่า พระองค์มีเวลาปฏิบัติพุทธกิจเพียง 45 ปี นับว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ศาสนาของพระองค์ยังไม่แพร่หลาย และหมู่สัตว์ทั้งหลายเกิดมาไม่ทันสมัยพระองค์มีมากนัก หากได้อัฐิธาตุของพระองค์ไปอุปัฎฐากบูชา จะได้บุญกุศลเป็นอันมาก จึงทรงอธิษฐานให้พระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ แตกย่อยลงเป็น 3 สัณฐาน เว้นแต่ไว้ธาตุทั้ง 7 เอาไว้ คือ
1. พระนลาฏ (กระดูกหน้าผาก) 1 ชิ้น
2. พระเขี้ยวแก้ว (กระดูกฟัน) 4 ชื้น
3. พระรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้า) 2ชิ้น

นอกจากนั้นให้แตกกระจัดกระจายไปทั่วทิศานุทิศ เพื่อยังประโยชน์แก่หมู่สัตว์ทั่วไป ซึ่งความทั้งหมดพ้องกันจากตำราหลายๆ ตำรา ที่พระอาจารย์สมัยต่างๆได้รจนาไว้ ดังเช่นใน อรรถกถาสุมังคลวิลาสินี ได้แบ่งลักษณะและสัณฐานของพระบรมสารีริกธาตุในส่วนที่แตกกระจาย มีขนาดตามสัณฐานทั่ง 3 ดังนี้คือ

1. ขนาดใหญ่: สัณฐานเท่าเมล็ดถั่วหัก มีวรรณะทองอุไร
2. ขนาดกลาง: สัณฐานเท่าเมล็ดข้าวสารหัก มีวรรณะดังแก้วผลึกใส หรือมุกดา
3. ขนาดเล็ก: สัณฐานเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด มีวรรณะแดงดั่งดอกพิกุลแห้ง

ความต่างของพระบรมสารีริกธาตุที่เขาทอง

เนื่องจากชิ้นพระบรมสารีริกธาตุที่ได้จากอินเดียที่ประดิษฐานบนภูเขาทอง มีสัณฐานแตกต่างจากสันฐาน 3 ที่แตกกระจาย แต่เป็นเศษอัฐิแท้ๆ จึงไม่มีสัณฐานกลมเกลี้ยงหรือใสเป็นแก้วตามตำรา แต่มีสัณฐานเป็น แผ่น เศษ หรือข้อกระดูกสีขาวขุ่น

จึงเคยมีผู้สงสัยว่า ที่ประดิษฐานในบ้านเราใช่อัฎฐิพระพุทธเจ้า จริงๆไหม? และ ความแตกต่าง ของอัฎฐิธาตุ ของพระอัครสาวก พระอสีติสาวก จนถึงพระอรหันต์ธาตุที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เช่น ของหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ดุลย์ ฯ มีความเหมือน ความชัดเจนตามสุมังคลวิสาลินีอย่างไร (ไว้ค่อยมาเพิ่มเติมนะครับ)



ขอเขียนต่อใน คอมเม้นท์ครับ ใครมีภาพมีข้อมูลเพิ่ม เอามาร่วมแบ่งปันกันนะครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่