****กระทู้นี่ เป็นทั้งกระทู้คำถาม และกระทู้ระบาย ยาวมากต้องขออภัย แต่ก็อยากพูดออกมาให้หมด เพราะอยากแชร์ประสบการณ์ และอยากฟังความเห็นของทุกคนจริงๆ ว่าเราผิด เราแย่ขนาดนั้นเลยหรอที่ลาออก****
เรื่องมันมีอยู่ว่าได้เข้าทำงานที่บริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งมาได้ 2 ปีกว่าแล้ว ก่อนหน้านี้มีคนเวียดนาม1 คน และเราอีก 1 คนที่เป็นคนไทย นอกนั้นมีแต่คนญี่ปุ่นทั้งหมด และบริษัทนี้ก็เป็นครั้งแรกที่รับคนต่างชาติเข้าทำงาน เราใหม่มากกับวงการงานนี้ เข้าไปแรกๆ ก็ทำตัวไม่ถูกหน่อย ภาษาก็ยังไม่คล่อง งานก็ไม่คล่อง สมัครบริษัทไหนก็ยาก เพราะไม่ได้ภาษา+ ไม่มีประสบการณ์ ในขณะที่เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย สมัครบริษัทไหนก็ไม่มีใครรับ แต่มีอยู่ 1 บริษัทที่ประธานเลือกเรา รับเราเข้าทำงาน รู้สึกเหมือนเป็นคนให้โอกาสเราจริงๆ รู้สึกเขามีพระคุณกับเรา พอมาถึงก็มีมีที่หลับที่นอนให้ ดูแลตอนป่วยไข้เหมือนเป็นลูกคนนึง ทุกอย่างดีหมด
ยกเว้น…. แกชอบพูดจาทำร้ายความรู้สึกเรา เอาเราไปเปรียบเทียบกับคนเวียดนามที่อายุงาน 1 ปีและมีประสบการณ์มาก่อน บ่อยครั้ง เช่น แซะเราในห้องประชุม และว่าเราต่อหน้าเพื่อนร่วมงานคนอื่น จนเราอาย รู้สึกตัวเองไม่มีค่า และอิจฉาคนเวียดนาม ที่ได้รับคำชม อีกทั้งถูกปฏิบัติดีกว่าเรา ถูกพูดเพราะด้วย แต่พอกับเรา เห็นหน้าเราทีไร บ่นตลอด พูดจาเหน็บแนมใส่ตลอดเวลา ทั้งคำพูดและการกระทำ มีครั้งนึงที่เราทำงานมาได้ประมาณ 3 เดือนก็ยังพูดใส่เราไม่หยุด ทำให้เราคิดจะลาออกเพราะเราทนอยู่ในสภาพที่เกลียดตัวเอง และอิจฉาคนอื่นไม่ได้ ซึ่งคนเวียดนามดีกับเรา เราอยู่บ้านหลังเดียวกันตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันคนเวียดนามดีกับเรา ทำอาหารให้เรากิน ไปเที่ยวด้วยกัน เรามองกับเป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง แต่การกระทำที่2 มาตรฐานของคนอื่นกำลังจะทำให้เราเกลียดเพื่อนตัวเอง และเกลียดตัวเองไปด้วย
เราเลยบอกจะลาออกแล้ว แต่ก็โดนรั้งไว้อยู่ บอกว่าถ้าเราออกคงผิดหวังมาก เราก็เลยเลือกอยู่ต่อ เอาจริงตอนนั้นก็ยังไม่อยากยอมแพ้ เราคิดว่าเราใหม่มากแต่เราพัฒนาได้นะ เราคิดแบบนี้คืออยากพิสูจน์ตัวเอง เราเองก็ทำได้ เก่งขึ้นได้ ก็อยู่ไป อยู่ไปอยู่มา เราชั่วโมงบินสูงขึ้น ภาษาเราก็เก่งขึ้น เนื้องานเราก็เข้าใจขึ้น ทำให้ทำงานคล่องตัวขึ้น เราพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำงานหนักกว่าคนญี่ปุ่น ทำให้เนี้ยบกว่า ทำให้เยอะกว่า ทำให้ดีกว่า จนเพื่อนร่วมงานยอมรับ ประธานและทุกคนเริ่มเปิดใจให้เรา แต่การกระทำของประธานก็ไม่เปลี่ยน เราก็เป็นลูกชังเหมือนเดิม จนคนเวียดนามลาออกไป เราถึงไม่ได้รู้สึกโดนเปรียบเทียบอีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเห็นหน้าเราทีไรไม่ว่าเรื่องอะไรก็บ่น พูดเสียงแข็งใส่ตลอด ผิดกับคนเวียดนามที่พูดเสียงหวานใส่ตลอด
** จุดพีคมาอยู่ตรงนี้ บริษัทเริ่มขาดทุน เงินเดือนจ่ายตรงนะแต่ไม่มีโบนัส ไม่มีเงินโบนัสไม่ว่าแต่เรากลับถูกประธานว่าเราเป็นภาระ เพราะบริษัทออกค่าเช่าบ้านให้เราครึ่งนึง ในขณะที่บริษัทขาดทุน แต่เรากลับมีเงินเก็บพาแม่มาเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งนี่เป็นการพาแม่มาต่างประเทศครั้งแรก และนี่เป็นเงินเก็บจากความตั้งใจทำงานของเราเองไม่ได้โกงบริษัทมานะ แต่ก็ไม่วายโดนประธานแซะว่า พาแม่มาเที่ยวใช้เงินเยอะนะ แต่บริษัทขาดทุน บริษัทกำลังลำบาก ((พูดเชิงประมาณว่าบริษัทลำบาก เธอพาแม่มาเที่ยวญี่ปุ่นได้ไงประมาณนี้ )) อีกทั้งยังถามเราอีกว่าจะลาออกเมื่อไหร่??? เรียนจบแล้วจะออกเลยไหม?? จะไปอยู่กับเพื่อนที่โตเกียวหรอ ที่นั่นค่าเช่าแพงนะ คือเราทั้งสับสนและเสียใจมาก ว่าใจอยากพูดอะไรกันแน่ อยากให้เราออกแล้วจะรั้งเราไว้แต่แรกทำไม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราตั้งใจทำงานให้คุณ แต่คุณมาคอยแซะเราตลอด ทำไมไม่ให้เราออกดีๆ
เย็นวันนั้นเราเลยส่งข้อความไป ว่าทำไมพาแม่มาเที่ยวเห็นว่าบริษัทลำบาก งั้นขอออกค่าเช่าบ้านเพิ่ม บริษัทจ่ายเท่าที่ไหวก็พอ เรายินดีออกเงินเพิ่มเอง แต่ประธานก็ปฏิเสธ บอกอยากให้เราใช้ชีวิตอยู่ญี่ปุ่นอย่างมีความสุข การพาแม่มาเที่ยว เป็นความกตัญญูแล้ว อะไรประมาณนี้ แต่พอมาอีกวันมาพูดว่าจะให้เราย้ายบ้านไปที่ๆถูกกว่า เราก็เอ้า ทำไมไม่พูดตรงๆกับเราแต่แรกว่าอยากให้ย้าย บริษัทรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว แค่พาแม่มาเที่ยวต่อหน้าจะมาแซะเรานู่นนี่ทำไม ผู้จัดการ(ลูกประธาน) ก็มาคุยกับเราว่า “คิดว่าเราคงอยากมีเงินเก็บมากขึ้น เลยอยากให้ย้าย” มันดีกับเรานู้นนี่ โน้มน้าวเราสารพัด เราก็เริ่มเซ็งล่ะ เราไม่เคยพูดเลยว่าอยากมีเงินเก็บเพิ่ม ถึงค่าเช่าบ้านตรงนี้จะแพงก็บอกแล้วว่าเราจ่ายเพิ่มได้ เราเริ่มรู้สึกว่าบริษัทไม่จริงใจกับเราเลย ไม่พูดตรงๆกับเราแต่แรก ต่อหน้าอีกอย่าง ในแชทอีกอย่าง ไม่พูดด้วยความจริงใจแต่เลือกแซะเรา มองเราเป็นภาระ บอกบริษัทขาดทุน บริษัทเดือดร้อน และยังจะมามัดมือชกเราอีกว่าเราคงจะชอบบ้านใหม่นั่นนี่ เราเลยคิดว่าลาออกดีกว่า ไม่อยากอยู่ล่ะ อยู่ไปก็โดนว่าสาระพัด โบนัสก็ไม่มี ชั่วโมงพักเที่ยงเราก็ไม่ได้พัก กินข้าวไปด้วยต้องทำงานไปด้วย ยังมาโดนด่าเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก ที่เราทนอยู่มาตลอดเพราะเคารพประธานคิดว่าเขามีบุญคุญกับเรา แต่พอมาเจอแบบนี้สะสมเข้าไม่อยากทนแล้ว เลยบอกว่าจะลาออก เราแจ้งล่วงหน้า 6 เดือน! แจ้งตั้งแต่สิ้นเดือนมกรา ขออกสิ้นเดือนมิถุนา คิดว่าแจ้งไว้เร็ว บริษัทจะได้เตรียมตัวหาคนมาแทนทัน
ก่อนเราจะตัดใจเด็ดขาดว่าจะออก ก็พยายามนัดคุยกับประธาน และ ผจก.ตลอดว่า ขอออกนะ อยากพูด อยากบอกตรงๆ แบบจริงจังด้วยตัวเองต่อหน้า แต่ก็โดนเมิน โดนเลี่ยง การพูดคุยตลอด เราเลยตัดสินใจยื่นใบลาออก จะไปยื่นให้ประธานกับมือ และพูดคุยต่อหน้า แต่วันนั้นประธานไม่อยู่บ้านเราเลยวางใบลาออกไว้บนโต๊ะทำงานแกแทน แต่ก็กลับโดนว่าอีก ว่าไม่มีมารยาท จู่ๆก็ไปวางใบลาออก สารพัดจะหาเรื่องมาว่าเราอีก ผจก.ก็มาว่าเราทำให้ทีมเดือดร้อนอีก หาคนไม่ทัน ไม่เห็นใจทีมหรอ บลาๆ เลยแบบทำไรก็ผิด อะไรก็ไม่ดี ไม่ถูกใจ ตอนนี้เราทำเรื่องลาออกได้แล้ว ได้บริษัทใหม่แล้ว เดือนสุดท้ายนี้เราก็ยังโดนแกล้งอีก เช่นงานเลี้ยงบริษัทไม่ชวนเรา ประธานเขียนชื่อทุกคน ยกเว้นชื่อเรา ไม่กี่วันก่อนบอกให้รีบย้ายออกไป จะออกวันไหน ยิ่งอยู่นานยิ่งค่าใช้จ่ายเพิ่ม ขนาดมีซ้อมดับเพลิงแค่จะมีรูปติดว่าเราร่วมซ้อมด้วยก็ไม่ให้ถ่ายติดหน้าเราเลย บอกเราจะออกแล้ว คือสารพัดจริงๆอ่ะ
*** จากเรื่องที่เราเล่ามาทั้งหมด เราผิด เราดูชั่ว ดูเลว ดูไร้มารยาทขนาดนั้นเลยหรอคะที่ลาออก ทำไมเราดูไม่ดีในสายตาเขาจัง 🥺
**เราผิดมากไหม ที่ขอลาออก**
เรื่องมันมีอยู่ว่าได้เข้าทำงานที่บริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งมาได้ 2 ปีกว่าแล้ว ก่อนหน้านี้มีคนเวียดนาม1 คน และเราอีก 1 คนที่เป็นคนไทย นอกนั้นมีแต่คนญี่ปุ่นทั้งหมด และบริษัทนี้ก็เป็นครั้งแรกที่รับคนต่างชาติเข้าทำงาน เราใหม่มากกับวงการงานนี้ เข้าไปแรกๆ ก็ทำตัวไม่ถูกหน่อย ภาษาก็ยังไม่คล่อง งานก็ไม่คล่อง สมัครบริษัทไหนก็ยาก เพราะไม่ได้ภาษา+ ไม่มีประสบการณ์ ในขณะที่เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย สมัครบริษัทไหนก็ไม่มีใครรับ แต่มีอยู่ 1 บริษัทที่ประธานเลือกเรา รับเราเข้าทำงาน รู้สึกเหมือนเป็นคนให้โอกาสเราจริงๆ รู้สึกเขามีพระคุณกับเรา พอมาถึงก็มีมีที่หลับที่นอนให้ ดูแลตอนป่วยไข้เหมือนเป็นลูกคนนึง ทุกอย่างดีหมด
ยกเว้น…. แกชอบพูดจาทำร้ายความรู้สึกเรา เอาเราไปเปรียบเทียบกับคนเวียดนามที่อายุงาน 1 ปีและมีประสบการณ์มาก่อน บ่อยครั้ง เช่น แซะเราในห้องประชุม และว่าเราต่อหน้าเพื่อนร่วมงานคนอื่น จนเราอาย รู้สึกตัวเองไม่มีค่า และอิจฉาคนเวียดนาม ที่ได้รับคำชม อีกทั้งถูกปฏิบัติดีกว่าเรา ถูกพูดเพราะด้วย แต่พอกับเรา เห็นหน้าเราทีไร บ่นตลอด พูดจาเหน็บแนมใส่ตลอดเวลา ทั้งคำพูดและการกระทำ มีครั้งนึงที่เราทำงานมาได้ประมาณ 3 เดือนก็ยังพูดใส่เราไม่หยุด ทำให้เราคิดจะลาออกเพราะเราทนอยู่ในสภาพที่เกลียดตัวเอง และอิจฉาคนอื่นไม่ได้ ซึ่งคนเวียดนามดีกับเรา เราอยู่บ้านหลังเดียวกันตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันคนเวียดนามดีกับเรา ทำอาหารให้เรากิน ไปเที่ยวด้วยกัน เรามองกับเป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง แต่การกระทำที่2 มาตรฐานของคนอื่นกำลังจะทำให้เราเกลียดเพื่อนตัวเอง และเกลียดตัวเองไปด้วย
เราเลยบอกจะลาออกแล้ว แต่ก็โดนรั้งไว้อยู่ บอกว่าถ้าเราออกคงผิดหวังมาก เราก็เลยเลือกอยู่ต่อ เอาจริงตอนนั้นก็ยังไม่อยากยอมแพ้ เราคิดว่าเราใหม่มากแต่เราพัฒนาได้นะ เราคิดแบบนี้คืออยากพิสูจน์ตัวเอง เราเองก็ทำได้ เก่งขึ้นได้ ก็อยู่ไป อยู่ไปอยู่มา เราชั่วโมงบินสูงขึ้น ภาษาเราก็เก่งขึ้น เนื้องานเราก็เข้าใจขึ้น ทำให้ทำงานคล่องตัวขึ้น เราพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำงานหนักกว่าคนญี่ปุ่น ทำให้เนี้ยบกว่า ทำให้เยอะกว่า ทำให้ดีกว่า จนเพื่อนร่วมงานยอมรับ ประธานและทุกคนเริ่มเปิดใจให้เรา แต่การกระทำของประธานก็ไม่เปลี่ยน เราก็เป็นลูกชังเหมือนเดิม จนคนเวียดนามลาออกไป เราถึงไม่ได้รู้สึกโดนเปรียบเทียบอีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเห็นหน้าเราทีไรไม่ว่าเรื่องอะไรก็บ่น พูดเสียงแข็งใส่ตลอด ผิดกับคนเวียดนามที่พูดเสียงหวานใส่ตลอด
** จุดพีคมาอยู่ตรงนี้ บริษัทเริ่มขาดทุน เงินเดือนจ่ายตรงนะแต่ไม่มีโบนัส ไม่มีเงินโบนัสไม่ว่าแต่เรากลับถูกประธานว่าเราเป็นภาระ เพราะบริษัทออกค่าเช่าบ้านให้เราครึ่งนึง ในขณะที่บริษัทขาดทุน แต่เรากลับมีเงินเก็บพาแม่มาเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งนี่เป็นการพาแม่มาต่างประเทศครั้งแรก และนี่เป็นเงินเก็บจากความตั้งใจทำงานของเราเองไม่ได้โกงบริษัทมานะ แต่ก็ไม่วายโดนประธานแซะว่า พาแม่มาเที่ยวใช้เงินเยอะนะ แต่บริษัทขาดทุน บริษัทกำลังลำบาก ((พูดเชิงประมาณว่าบริษัทลำบาก เธอพาแม่มาเที่ยวญี่ปุ่นได้ไงประมาณนี้ )) อีกทั้งยังถามเราอีกว่าจะลาออกเมื่อไหร่??? เรียนจบแล้วจะออกเลยไหม?? จะไปอยู่กับเพื่อนที่โตเกียวหรอ ที่นั่นค่าเช่าแพงนะ คือเราทั้งสับสนและเสียใจมาก ว่าใจอยากพูดอะไรกันแน่ อยากให้เราออกแล้วจะรั้งเราไว้แต่แรกทำไม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราตั้งใจทำงานให้คุณ แต่คุณมาคอยแซะเราตลอด ทำไมไม่ให้เราออกดีๆ
เย็นวันนั้นเราเลยส่งข้อความไป ว่าทำไมพาแม่มาเที่ยวเห็นว่าบริษัทลำบาก งั้นขอออกค่าเช่าบ้านเพิ่ม บริษัทจ่ายเท่าที่ไหวก็พอ เรายินดีออกเงินเพิ่มเอง แต่ประธานก็ปฏิเสธ บอกอยากให้เราใช้ชีวิตอยู่ญี่ปุ่นอย่างมีความสุข การพาแม่มาเที่ยว เป็นความกตัญญูแล้ว อะไรประมาณนี้ แต่พอมาอีกวันมาพูดว่าจะให้เราย้ายบ้านไปที่ๆถูกกว่า เราก็เอ้า ทำไมไม่พูดตรงๆกับเราแต่แรกว่าอยากให้ย้าย บริษัทรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว แค่พาแม่มาเที่ยวต่อหน้าจะมาแซะเรานู่นนี่ทำไม ผู้จัดการ(ลูกประธาน) ก็มาคุยกับเราว่า “คิดว่าเราคงอยากมีเงินเก็บมากขึ้น เลยอยากให้ย้าย” มันดีกับเรานู้นนี่ โน้มน้าวเราสารพัด เราก็เริ่มเซ็งล่ะ เราไม่เคยพูดเลยว่าอยากมีเงินเก็บเพิ่ม ถึงค่าเช่าบ้านตรงนี้จะแพงก็บอกแล้วว่าเราจ่ายเพิ่มได้ เราเริ่มรู้สึกว่าบริษัทไม่จริงใจกับเราเลย ไม่พูดตรงๆกับเราแต่แรก ต่อหน้าอีกอย่าง ในแชทอีกอย่าง ไม่พูดด้วยความจริงใจแต่เลือกแซะเรา มองเราเป็นภาระ บอกบริษัทขาดทุน บริษัทเดือดร้อน และยังจะมามัดมือชกเราอีกว่าเราคงจะชอบบ้านใหม่นั่นนี่ เราเลยคิดว่าลาออกดีกว่า ไม่อยากอยู่ล่ะ อยู่ไปก็โดนว่าสาระพัด โบนัสก็ไม่มี ชั่วโมงพักเที่ยงเราก็ไม่ได้พัก กินข้าวไปด้วยต้องทำงานไปด้วย ยังมาโดนด่าเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก ที่เราทนอยู่มาตลอดเพราะเคารพประธานคิดว่าเขามีบุญคุญกับเรา แต่พอมาเจอแบบนี้สะสมเข้าไม่อยากทนแล้ว เลยบอกว่าจะลาออก เราแจ้งล่วงหน้า 6 เดือน! แจ้งตั้งแต่สิ้นเดือนมกรา ขออกสิ้นเดือนมิถุนา คิดว่าแจ้งไว้เร็ว บริษัทจะได้เตรียมตัวหาคนมาแทนทัน
ก่อนเราจะตัดใจเด็ดขาดว่าจะออก ก็พยายามนัดคุยกับประธาน และ ผจก.ตลอดว่า ขอออกนะ อยากพูด อยากบอกตรงๆ แบบจริงจังด้วยตัวเองต่อหน้า แต่ก็โดนเมิน โดนเลี่ยง การพูดคุยตลอด เราเลยตัดสินใจยื่นใบลาออก จะไปยื่นให้ประธานกับมือ และพูดคุยต่อหน้า แต่วันนั้นประธานไม่อยู่บ้านเราเลยวางใบลาออกไว้บนโต๊ะทำงานแกแทน แต่ก็กลับโดนว่าอีก ว่าไม่มีมารยาท จู่ๆก็ไปวางใบลาออก สารพัดจะหาเรื่องมาว่าเราอีก ผจก.ก็มาว่าเราทำให้ทีมเดือดร้อนอีก หาคนไม่ทัน ไม่เห็นใจทีมหรอ บลาๆ เลยแบบทำไรก็ผิด อะไรก็ไม่ดี ไม่ถูกใจ ตอนนี้เราทำเรื่องลาออกได้แล้ว ได้บริษัทใหม่แล้ว เดือนสุดท้ายนี้เราก็ยังโดนแกล้งอีก เช่นงานเลี้ยงบริษัทไม่ชวนเรา ประธานเขียนชื่อทุกคน ยกเว้นชื่อเรา ไม่กี่วันก่อนบอกให้รีบย้ายออกไป จะออกวันไหน ยิ่งอยู่นานยิ่งค่าใช้จ่ายเพิ่ม ขนาดมีซ้อมดับเพลิงแค่จะมีรูปติดว่าเราร่วมซ้อมด้วยก็ไม่ให้ถ่ายติดหน้าเราเลย บอกเราจะออกแล้ว คือสารพัดจริงๆอ่ะ
*** จากเรื่องที่เราเล่ามาทั้งหมด เราผิด เราดูชั่ว ดูเลว ดูไร้มารยาทขนาดนั้นเลยหรอคะที่ลาออก ทำไมเราดูไม่ดีในสายตาเขาจัง 🥺