รู้สึกว่าผมไม่เหมาะกับโลกนี้

ตอนนี้ผมรู้สึกว่าอะไรหลายๆอย่างมันน่าเบื่อไปหมด​ ไม่มีความสุขกับชีวิต​ในทุกๆด้าน​ เหนื่อย​ใจ​จนไม่อยากทำอะไร​ ไม่อยากตื่นขึ้นมาเลย นอนก็นานขึ้น รู้สึกว่าโลกนี้มันไม่เหมาะกับเรา​ คนรอบข้างก็พึ่งพาไม่ได้​เพื่อนๆก็คบได้แค่เพียงผิวเผิน จนตอนนี้ใครทักมาก็ไม่ตอบใครละ ไม่อยากเจอหน้าไม่อยากคุย อยากอยู่ตัวคนเดียวในที่เงียบๆ
จากที่ลองเช็คอาการด้วยตัวเองดู คิดว่าคงเป็นโรคซึมเศร้าละมั้ง
​พอลองนึกดู ตัวผมตอนนี้คือต่างจากเมื่อก่อนแบบลิบลับ ตอนเด็กเป็นเป็นคนที่กระตือรือล้น พลังงานเยอะ คุยเก่ง เพื่อนชวนไปไหนไปเกือบตลอด ติดแค่ว่าไม่ฉลาด
แต่สิ่งที่ทำให้นิสัยเปลี่ยนคือ โรคอิสุกอิใสที่ติดจากเพื่อน ตอนนั้นเพื่อนคนนึงที่ฉลาดที่สุดในห้องเค้าป่วยเป็นโรคนี้ แล้วหยุดไปหลายวัน จนเพื่อนข้างบ้านผม เค้าชวนไปเยี่ยม ซึ่งตอนเห็นเค้าคือแบบ ตุ่มเต็มหน้าเต็มตัว แถมเค้าทำหน้าเศร้าด้วย แล้วผมที่ตอนนั้นไม่ฉลาดเท่าไหร่ แถมค่อนข้างรักเพื่อน เลยจับแขนแล้วชวนไปเล่นด้วยกันแปปนึง (แต่เพื่อนอีกคนไม่กล้าเข้าใกล้นะ)
ผ่านไปซักพัก กี่วันไม่รู้จำไม่ได้ละ ผมก็เริ่มมีตุ่มขึ้น ตอนแรกผมก็ไม่อะไรหรอก แต่พอตุ่มเริ่มขึ้นเนี่ย ผมบอกพ่อแม่ให้ช่วยส่งไปหาหมอได้ไหม แต่พ่อกลับบอกว่ามันเป็นเพราะฮอร์โมนวัยรุ่น ซึ่งแม่ก็เออออตาม ส่วนผมก็ไม่ได้แย้งอะไร เพราะเชื่อคำพูดคนที่เราคิดว่าควรเชื่อที่สุด จนอาการแย่ลงคือการที่มันลามไปเกือบทั้งตัว แล้วพ่อผมเค้าก็ยังไม่เอาผมไปหาหมอ แต่กลับเอาไปให้คนทรงในหมู่บ้านเป่าน้ำมนต์ให้ อ้ากกกกก แล้วพอมันไม่หาย สุดท้ายก็เอาผมไปหาหมอ ซึ่งไม่รู้ว่าเพราะหมอดีหรือเพราะมันหายเองกันแน่ แต่ที่รู้คือ มีรอยดำเต็มตัวไปหมด โดยเฉพาะหลัง ที่หายช้ากว่าปกติ
ตอนนั้นเพื่อนที่ผมเคยพูดด้วยก็หาย เพื่อนที่ผมคิดว่าสนิทก็ตีตัวออกห่าง มีแค่ 3 คน เท่านั้นที่ยังจริงใจกับผมอยู่ และตรงนี้แหละ ที่ทำให้นิสัยผมปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นความระแวง ไม่เชื่อใจ รวมถึงสติปัญญา
ในช่วงที่ผมอยู่คนเดียว ไม่มีใครคบ น้าของผมก็ได้เอาหนังสือการ์ตูนย์ตลกๆ ทั้งขายขำ ภาษา ผี การเงิน โดเรม่อน วิทย์ และอื่นๆมาให้อ่าน
ซึ่งแรกๆผมก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่หรอก แต่เพราะบ้านจน เพื่อนไม่มี เลยไม่มีไรทำ จนสุดท้ายก็อ่าน พออ่านไปอ่านมาก็ชอบ จนผลการเรียนผมขึ้นมาเป็น Top 5 เสมอ จาก 10+
จนวันนึง ที่แม่แนะนำผมให้ญาติห่างๆ (ไม่รู้ญาติจริงไหม เพราะแม่ชอบนับญาติเค้าไปทั่ว) ซึ่งลูกของเค้าอายุมากว่าผมหนึ่งปี ส่วนแม่กับพ่อของเค้าก็นิสัยดีมาก แถมที่บ้านเค้าก็มีหนังสือเยอะมากด้วย การอยู่กับพวกเค้า(ไปเที่ยวเล่น)ทำให้นิสัยผมเปลี่ยนอีกครั้ง ทั้งความฉลาดของผมที่มากขึ้น ความกลัวแมลงสาบที่เมื่อก่อนไม่เคยกลัว แต่กลับกลัวเพราะหนังเรื่องนึงที่ดูกับพี่เค้า (ไม่รู้ทำไมถึงมีหนังแนวนี้ได้ เป็นหนังไรไม่รู้จำไม่ได้ละ แต่มันเป็นฉากที่หมอหรือคนชันสูติศพกำลังชำแหละแล้วมีแมลงสาบทะลักออกจากตัว) ตั้งแต่นั้นมาก็กลายเป็นคนโชคร้าย?ที่ตาดีเรื่องแมลงสาบมาก เจออย่างบ่อย ซ่อนไหนอยู่ไหนเจอหมด ทั้งที่เมื่อก่อนแทบไม่เจอ(หรือไม่เห็น)
และอีกครั้ง ที่ผมโดนทำร้ายความเชื่อใจ เมื่อเพื่อนของเค้าสองคนบอกว่าผมเอาหนังสือที่พี่ให้ผมยืมไปให้คนอื่นยืมโดยที่บอกว่าเป็นของตัวเอง ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่เลยซักนิด เพราะตั้งแต่ผมรู้จักพี่เค้า ผมก็เริ่มซื้อหนังสือ 1หรือ2เล่มไปอ่าน ซึ่งผมชอบเอาหนังสือพวกนี้ รวมถึงที่ยืมพี่ไปอ่านที่โรงเรียนด้วยตอนที่ว่าง ซึ่งเพื่อนในห้องผมบางคนก็ชอบอ่านหนังสือพวกนี้เช่นกัน ซึ่งเค้าก็ขอยืมอ่านทั้งของผมและของพี่นะ แต่ผมก็บอกไปว่าให้ยืมแต่ของผม เพราะพี่เค้าค่อยข้างหวงหนังสือเค้ามาก ซึ่งเพื่อนผมก็เข้าใจ แต่ไม่รู้ว่าเพื่อนพี่เค้า 2 คนนั้นไปเห็นอะไรตอนไหนถึงคิดเองเออเองแล้วไปฟ้องพี่ ว่าผมเอาหนังสือไปให้คนอื่นยืม ตอนนั้นพี่คือโกรธมาก ไม่ฟังผมเลย ได้แต่ยืนงง และผมก็ได้แต่คอตก ลาจาก อยู่คนเดียวไปอีกรอบ หนังสือที่เคยยืมก็ได้แต่ขอให้แม่เอาไปคืนให้
หลังขึ้น ม.1 นอกจากจะกลายเป็นคนพูดน้อยแล้ว เพื่อนก็น้อยด้วย แต่เพื่อนของเพื่อนมีเยอะ เวลาไปไหนเลยดูเหมือนเพื่อนเยอะ55555 นิสัยที่เพิ่มมาคืออ่านใจ นิสัย และอารมณ์คนเก่งขึ้น รวมถึงใจเย็นมากกกกก ไม่รู้จะเรียกว่าใจเย็นขึ้น หรือเก็บกดเก่งขึ้นดี เวลาใครว่าอะไรก็ไม่ค่อยตอบโต้ แต่การทำตัวงี้คุณครูหลายท่านกลับเอ็นดูเฉย เลยไปฝึกการแสดงสีหน้ากับตัวเองที่กระจกบ่อยๆ จนคุมสีหน้าเก่งขึ้น และทำให้ได้ที่ 1 ของห้องตั้งแต่ม.1 จนจบมหาลัย ช่วงที่คุมสีหน้ายากสุดคือตอนที่เจอคนที่แอบชอบหรือ คนที่แอบชอบมาคุยด้วย ซึ่งไม่รู้ว่าเค้าดูผมไม่ออกจริงๆหรือแกล้งกันแน่ เพราะคนอื่นที่เป็นเพื่อนผมดูออกหมดเลย แต่ก็เพราะเรื่องนี้แหละที่ทำผมซึมอีกรอบ เพราะพวกที่ดูผมออกเนี่ย เป็นพวกที่ผมไว้ใจได้ระดับนึง ว่าถ้าบอกอะไรให้ต้องไม่บอกต่อแน่ ซึ่งมันก็จริงแหละที่พวกเค้าไม่บอกให้คนอื่นรู้ แต่กันไปบอกให้เพื่อนที่มันไว้ใจ แต่ไอเพื่อนคนนั้นมันกลับปากมาก อ้ากกกกก ดีที่มันไม่ได้บอกคนที่ผมแอบชอบ แต่ชอบมาแกล้งหยอกผมตอนที่เค้ามาชวนผมคุย
บางคนอาจคิดว่าเรื่องเล็กน้อยนะ แต่สำหรับผมคือไม่ เพราะการที่ผมโดนคนที่เชื่อใจ ทำลายความเชื่อใจที่ให้หลายครั้งแบบนี้มันส่งผลต่อนิสัยจริงๆ และนี่คือครั้งที่ 4 และเป็นครั้งที่ทำให้ผมไม่เชื่อใจใครอีกแล้ว ทั้งที่ชีวิตม.ปลายผมมันควรจะสนุกกว่านี้ แต่นี่ผมต้องมาระแวงกับทุกคนที่เจอ คิดแล้วคิดอีกว่าจะใช้คำพูดแบบไหนกับเค้า แต่ก็นั่นแหละ สิ่งที่ดีอย่างนึงสำหรับนิสัยนี้คือ ทำให้ผมอยู่รอดเกือบทุกที่ ทั้งตอนมหาลัย ที่ทำงาน และตอนเป็นทหาร อย่างมหาลัยหากมีงานกลุ่ม ผมก็แค่หาคนมาอยู่ด้วย และทำเองหมด จากนั้นก็ส่งบทหรือข้อมูลให้ ส่วนมันจะพูดได้ไม่ได้ผมก็ไม่สน เพราะจารย์ค่อยข้างเอ็นดูผม เพราะทุกอย่างที่ผมทำคือเต็มที่ และพยายามทำให้ดีที่สุด ส่วนตอนทำงาน หัวหน้านิสัยเสีย ถามไรก็โดนด่า อาจเพราะผมถามเยอะไป เนื่องจากได้ทำงานคนละอย่างกับที่สมัคร งงมาก สมัครอีกอย่างได้ทำอีกอย่าง แต่เค้าบอกสงสัยไรถามได้ ผมเลยจัดเต็มถามทุกอย่างที่อยากรู้ ซึ่งแรกๆก็โดนด่าแหละ แต่พอผ่านไป 3 วัน หัวหน้าคนนั้นกลับขอผมทำโน่นทำนี้ให้เกือบทุกอย่าง หลังจากนั้นก็เป็นตอนที่เกณฑ์ทหาร เนื่องจากอยากจบเร็วๆ และไม่อยากเสี่ยง เลยสมัครไป  
ซึ่งก็ตามเดิม กลายเป็นลูกรัก แต่สาเหตุอาจเป็นเพราะคนชอบเปรียบผมกับน้องคนนึงที่เข้ามาตีสนิทผมละมั้ง เนื่องจากผมเป็นคนที่เงียบมาก คุยน้อย แถมแทบไม่แสดงสีหน้า แต่ช่วยงาน แถมชอบจด เวลาพวกเค้าสอน ต่างจากน้องคนนี้ที่ชอบโม้ แถมเวลาฝึกก็ชอบอ้างว่าป่วยนั่นนี่ แต่พอตกดึก กลับวิดพื้นรบกวนเวลานอนคนอื่น ซึ่งมีอยู่ช่วงนึงที่ไม่รู้ทำไง แต่กะอักเลือดออกปากได้ด้วย เอ้อเอาดิ
ส่วนเวลาผมป่วย ตอนนั้นเจ็บขา รองเท้าหนักเพราะมัดเชือกไม่เป็น ชอบหลุด แต่ฝืนเดินต่อ มันเลยถ่วงขาจนข้อเข่าเคลื่อน ทุกคนรู้คือบอก ไปพัก โดยไม่มีใครนินทาเลย แถมพาไปเช็คโรงพยาบาลอีกด้วย พอขึ้นกองร้อย ก็ได้อยู่ฝ่ายธุรการ ทำเอกสารนั่นนี่เป็นบางครั้ง แต่บ่อยครั้งจะได้ยืนเวร เพราะคนส่วนใหญ่ได้ไปร่วมฝึก แถมพอใครเรียกก็ได้ไปหา ปล่อยว่างได้ด้วย เข้าห้องน้ำได้ นั่งได้ งง ตอนแรกไม่กล้านั่ง กลัวโดนเรียกไปซ่อม แต่ผ่านไปเดือนเดียวกลายเป็นลูกรักอีกที่ อาจเพราะผมไม่แอบนั่งเหมือนคนอื่น อยู่ห้องธุรการ ขายของให้ตอนเย็น มีนิสัยชอบทำความสะอาดเหมือนจ่าที่คุมกองร้อย แถมเรียกให้ผมช่วยไรส่วนใหญ่ก็ทำให้ได้ตลอด อย่างช่วงที่ให้ผมแก้ปัญหาบางอย่างในคอม ซึ่งผมไม่รู้เลยยยยย ผมใช้คอมบ่อยก็จริง แต่ไม่ได้รู้เยอะหรือลึกขนาดนั้น แต่ดันบอกให้ผมช่วยแก้ให้ซะงั้น พอบอกไม่เป็น ไม่รู้ เค้าก็บอกทำได้ ลองดู What? แต่สุดท้ายผมก็แก้ได้ เพราะหาในเว็ปอะนะ
ก่อนออกเค้าขอผมให้อยู่ต่อ แต่ผมพอละ(กลัวเก็บอาการไม่อยู่ ผมเป็นพวกที่ ถ้าตัวเองคิดว่าที่ไหนหรือใครที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ พออยู่ด้วยผมมักจะไม่ค่อยพูดสุภาพเท่าไร่ แต่ไม่ได้หยาบนะ ประมาณว่าใช้คำที่ออกจากหัวไม่ปรุงแต่งอะ เช่น ถ้ามีคนถามว่า กินข้าวหรือยัง สุภาพก็แบบ กินแล้วครับ แบบสบายก็ กินละ ประมาณนี้) ซึ่งพวกเค้าก็ไม่ว่าอะไรแถมพาไปกินเลี้ยงพร้อมให้ลูกหมาผมกลับบ้านมา 1 ตัวด้วย น่ารักมาก
ระหว่างทางกลับบ้าน ผมได้แต่นั่งคิดเกือบตลอดทางเลย ว่าจะหางานที่ไหน จะมีใครรับไหม หรือลองทำธุรกิจของตัวเองดี ซึ่งคำตอบที่ได้คือ อยากลองทำธุรกิจของตัวเอง ซึ่งมีงานอย่างนึงที่คิดว่ามันค่อยข้างเหมาะกับนิสัยผมตอนนี้ แต่พอปรึกษาพ่อกับแม่ คำพูดที่ได้กลับมามีแต่ไม่ไหวหรอก อย่าทำเลย ไม่คุ้ม ไปหางานอื่นทำดีกว่า ลองเป็นตำรวจเหมือนพี่...ไหม และอื่นๆ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะพวกเค้าเป็นพ่อแม่หรือ เพราะมันเป็นบ้านที่เราคุ้นชินและรู้สึกสบายใจมาตลอด แต่สิ่งนี้มันทำให้ผมไม่ใช่คนที่ใจเย็นหรือเก็บกดเก่งเหมือนกับตอนอยู่กับคนอื่นเลยซักนิด ผมกลายเป็นอย่างที่บอกตอนต้น โลกของผมมันพัง ผมกลายเป็นแค่ยิ้มตัวนึง ได้แต่ตื่น กิน ดูอะไรสนุกๆ นอน และเครียด วนซ้ำไปมา จนตอนนี้เวลาในการนอนเริ่มนานขึ้นๆ ตอนแรกๆแค่ 8 ชั่วโมงตอนดึกตามปกติ จากนั้นก็เริ่มนอนช่วงบ่าย จากนั้นกฌเริ่มนอนช่วงเช้าหลังกินข้าว บางครั้งก็ไม่ได้กินข้าวเช้าหรือเย็น คือในหัวผมก็สงสารพวกเค้านะ เพราะอุตส่าเลี้ยงดูเรามา จนตอนนี้ก็เกือบ 70 แล้ว แต่มันรู้สึกไปต่อไม่ไหวจริงๆ รู้สึกหมดกำลังใจมาก ทุกวันไดยินแต่เสียงบ่นด่ากันในครอบครัวแต่ไม่ได้ว่าผมนะ ยกเว้นบางครั้งที่จะลามมาหาผม หากผมคิดว่ามันอาจเลยเถิดเกิน โดยพวกเค้าจะบอกประมาณว่า มีลูกแล้วไม่เลี้ยงพ่อแม่จะมีทำไม บลาๆๆ ซึ่งก็นะกำลังใจที่ขึ้นมานิดนึงในแต่ละวัน พอได้ยินคำพวกนี้อีกก็หายไปอีก และหายไปเรื่อยๆ ผมเคยบอกพวกเค้านะว่า ถ้าแม่อารมณ์พ่ออก แล้วพูดให้ถูกเวลา และไม่ต้องสนใจพ่อ ส่วนพ่อ ถ้าหยุดอารมณ์ร้อน แล้วฟังครอบครับพูด ไม่เชื่อแต่คำพูดคนอื่นทุกอย่าง ผมจะคิดดู แต่ตามนั้น ทำไม่ได้ จนตอนนี้ผมจะจำศีลละ ตื่นมาวัน 6 ชั่วโมง 55555 ถ้าไม่มีหมาอยู่ ผมคงฆตต.ละ พูดถึงหมา ตอนนั้นมีช่วงนึงที่หมาผมกัดยายคนนึง เพราะมันบุกเข้ามาในบ้าน จนเราต้องช่วยออกเงินให้ พ่อบอกจะฆ่าหมา ตอนนั้นผมคือเตียมโดดหน้าต่างละ แต่แม่กอดเอวดึงลงมาทัน จะว่าไป หลังๆมานี้ตาผมแทบไม่สะท้อนแสงเลย แถมเปิดครึ่งเดียวตลอด ประกายหายไปหมด การอยู่กับครอบครัวและบ้านคือที่ๆผมเป็นตัวเองที่สุด แต่ก็ลำบากใจที่สุด เพราะผมคุมอะไรไม่ได้เลย บอกอะไรก็ไม่ฟัง ว่ากันทุกวันแม้เรื่องเล็กน้อยขนาดไหน กลัวตัวเองจะฆตต.มาก เหมือนเคยอ่านมาว่า ถ้าคนแก่หรือคนไม่มีแรง เวลาเป็นซึมเศร้าขั้นสุด หัวใจอาจเต้นช้าลงหรือหยุดจนตายหลับไม่ตื่น แต่หากคนที่มีแรง อาจเหมือนอะไรโดนใจ พาร่างก่ายไปฆตต.
ช่วงนี้ไม่รู้เพราะหมาผมเห็นผมไม่กินข้าวไหมไม่รู้ แต่มันก็เริ่มไม่กินข้าวด้วยเช่นกันยกเว้นตอนผมป้อน แถมขนขาวก็มากขึ้นด้วย ทั้งที่อายุยังน้อยแท้ๆ เฮ้อ ผมก็รู้สึกผิดนะ ที่ต้องมาอยู่กับบ้านที่สถายการ์แบบนี้ แต่ถ้าไม่เอามา ผมก็กลับเค้าจะโดนเหมือนพี่น้องเค้าอีกหลายๆตัว เฮ้อออออ นั่นแหละครับ

*มีคำแนะนำอะไรไหมครับ*

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่