My New Zealand story

ทุกอย่างเริ่มต้นตอนที่ฉันอายุ 13 ขวบ ตอนนั้นยังเป็นแค่เด็กนักเรียนคนหนึ่งจากระยอง แล้วก็ได้รับโอกาสที่ไม่คิดว่าจะได้รับเร็วขนาดนี้ นั่นคือการได้ไปเที่ยวนิวซีแลนด์เป็นครั้งแรกในชีวิต
สมัยนั้นนิวซีแลนด์ในหัวของฉันมันไกลมากจริง ๆ ไกลจนรู้สึกว่าคงต้องรอโตก่อนถึงจะได้ไป แต่ชีวิตมันก็แปลกดี โอกาสดี ๆ มันมาหาเราโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว

การเดินทางครั้งนั้นพาฉันไปเริ่มต้นที่เกาะใต้ ที่เมืองเล็ก ๆ ชื่อ Methven ฉันไปในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน เข้าโครงการเรียนภาษาอังกฤษ 3 สัปดาห์ที่ Mount Hutt College ได้เรียน ได้คุย ได้แลกเปลี่ยนชีวิตกับเพื่อนชาวกีวีที่นั่น

ช่วงเวลานั้นได้เจอเพื่อนชาวนิวซีแลนด์คนหนึ่งที่ดีมาก แต่พอกลับบ้านก็เริ่มขาดการติดต่อกันไปทีละน้อย เพราะสมัยนั้นโซเชียลมีเดียยังไม่ได้เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันเหมือนตอนนี้ การติดต่อกันข้ามประเทศมันไม่ง่ายเลย

แม้จะไม่ได้ติดต่อกันอีก แต่เธอได้ทิ้งบางอย่างไว้ให้ฉัน นั่นคือ Art Glass  ที่มีเขียนว่า  " A bonding of friendship, two lives becoming one for all eternity" หรือภาษาไทยคือ "สายใยแห่งมิตรภาพ สองชีวิตที่กลายเป็นหนึ่งเดียวชั่วนิรันดร์" ยังเก็บมันไว้จนถึงทุกวันนี้ ทุกครั้งที่มองดูมัน ก็นึกถึงมิตรภาพเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่กลับฝังใจมาตลอด


แต่ถ้าให้พูดถึงสิ่งที่ประทับใจที่สุดจากทริปนั้น คงหนีไม่พ้นวันแรกที่ไปโรงเรียน วันนั้นมีการแสดง Haka ฮาก้า และมันทำให้ฉันรู้สึกบางอย่างที่อธิบายยากมาก รู้สึกเหมือนได้เชื่อมต่อกับนิวซีแลนด์จริง ๆ ภาพนั้นยังติดตาอยู่จนถึงทุกวันนี้ ไม่เคยลืมเลย
แล้วยังได้มีโอกาสทักทายแบบชาวเมารีด้วย การได้สัมผัสจมูกกับจมูก หรือที่เรียกว่า ฮองกิ (The Hongi) ; share the (breath of life) and mauri (life force). This sacred gesture symbolizes unity, peace, and the coming together of two souls. มันดูเรียบง่าย แต่ความรู้สึกที่ได้รับมันลึกและอบอุ่นมากกว่าที่คิด

หลังจากทริปนั้น ฉันกลับมาไทยพร้อมกับความทรงจำเต็มกระเป๋า และดูเหมือนชะตาฟ้าจะยังไม่ยอมให้ฉันห่างจากนิวซีแลนด์ง่าย ๆ
อายุ 16 โอกาสก็มาอีกครั้ง คราวนี้ฉันได้กลับไปนิวซีแลนด์อีกรอบ แต่เปลี่ยนมาเป็นเกาะเหนือแทน บรรยากาศต่างออกไปเยอะ เพราะคราวนี้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเป็นหลัก ฉันเข้าเรียนคอร์สภาษาอังกฤษ 9 สัปดาห์ที่ Kaplan ซึ่งน่าเสียดายที่ตอนนี้ปิดตัวไปแล้วในช่วงโควิด แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่นั่นคือจุดที่ทำให้ฉันได้รู้จักเพื่อนจากทั่วทุกมุมโลก และลองคิดดูนะ เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งจากระยอง ที่เมื่อกี้ยังนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียนธรรมดา ๆ ตอนนี้กลับได้นั่งคุยอยู่กับผู้คนจากทุกมุมโลก เกาหลี ฟิจิ ซาอุดีอาระเบีย ญี่ปุ่น เม็กซิโก ฝรั่งเศส และชาวกีวีอีกเพียบ
แต่ละคนมาจากคนละซีกโลก พูดคนละภาษา กินคนละอาหาร เชื่อคนละอย่าง แต่เราทุกคนมานั่งอยู่ในห้องเดียวกัน หัวเราะด้วยกัน งงภาษาอังกฤษด้วยกัน และแบ่งปันชีวิตให้กันและกันโดยไม่รู้ตัว


ฉันว่านั่นแหละคือสิ่งที่ไม่มีในตำราเรียนเล่มไหน และไม่มีห้องเรียนไหนในไทยสอนได้ มันคือบทเรียนที่โลกมอบให้โดยตรง
และนั่นก็เป็นครั้งที่รากของฉันในนิวซีแลนด์ยิ่งหยั่งลึกขึ้นไปอีก เพราะครั้งนี้ฉันได้อยู่กับ Host Family ครอบครัวนี้เป็นชาวฟิจิที่มาตั้งรกรากอยู่ในนิวซีแลนด์ พวกเขาไม่ได้แค่ให้ที่พักและอาหาร แต่ดูแลฉันเหมือนเป็นลูกในบ้านคนหนึ่งจริง ๆ สอนฉันหลายอย่าง ทั้งเรื่องชีวิต เรื่องคน และเรื่องการเปิดใจรับสิ่งใหม่ ความอบอุ่นที่ได้รับจากครอบครัวนี้เป็นสิ่งที่ฉันไม่มีวันลืม

ช่วงเวลาที่อยู่ที่นั่น ฉันได้ออกสำรวจย่านต่าง ๆ ใน Auckland CBD กับเพื่อน ๆ แทบทุกที่ เดินเล่น ถ่ายรูป ลองกินของใหม่ ค้นหามุมเล็กมุมน้อยของเมืองที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่แปลกดี ยิ่งเที่ยวมากเท่าไหร่ กลับรู้สึกว่ายังไม่พอเลยสักนิด
เหมือนนิวซีแลนด์มันยังมีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะ และฉันยังไม่ได้แตะมันเลยแม้แต่นิดเดียว
พอกลับมาไทย ความรู้สึกนั้นก็ไม่ได้จางหายไปไหน มันยังอยู่ตรงนั้น คอยกระซิบอยู่เงียบ ๆ ว่า "ยังไม่จบนะ ยังต้องกลับไปอีก"

และแล้วครั้งนี้ก็ไม่ใช่แค่ทริปสั้น ๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะฉันกำลังจะบินกลับไปนิวซีแลนด์อีกครั้ง คราวนี้ในฐานะ นักศึกษาปริญญาตรี , Bachelor of Commerce at University of Auckland
จากเด็ก 13 ขวบที่มองนิวซีแลนด์ว่าไกลเกินเอื้อม วันนี้ดินแดนนั้นกำลังจะกลายเป็นบ้านหลังใหม่ของฉัน

ไม่ว่าจะไปที่ไหน ฉันก็เจอแต่คนดี ทั้งชาวกีวีเองและคนจากที่อื่น ๆ ที่มาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ทุกคนเป็นมิตร เปิดกว้าง และทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าเลยแม้แต่น้อย
Auckland CBD สำหรับฉันตอนนี้มันคือบ้านไปแล้ว ถึงขนาดที่ว่าหลับตาเดินก็ยังรู้ว่าอยู่ตรงไหน
จะบอกว่าทุกอย่างสวยงามหมดก็คงไม่จริง เพราะมันมีช่วงที่ยากและหนักอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ถามว่ามันสำคัญพอที่จะลบความรู้สึกดี ๆ ทั้งหมดออกไปได้ไหม ไม่เลย ไม่ใกล้เคียงด้วยซ้ำ
เพราะสิ่งหนึ่งที่ฉันรักมาก และดูเผิน ๆ อาจจะฟังดูธรรมดามากคือ การขึ้นรถเมล์แล้วทักทายคนขับ แค่ขึ้นรถแล้วพูดว่า "Hi!, Good morning, Thank you" ฟังดูเล็กน้อยมากใช่ไหม แต่สำหรับคนไทยอย่างฉัน มันไม่ธรรมดาเลย เราไม่ได้ทำแบบนี้กัน แต่ที่นิวซีแลนด์ คนขับรถเมล์ทุกคนรับคำทักทายนั้นด้วยรอยยิ้มและตอบกลับมาเสมอ และทุกครั้งที่เกิดเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้ขึ้น ฉันก็แค่คิดในใจว่า ที่นี่มันเต็มไปด้วยคนดีจริง ๆ

ระหว่างที่เรียนอยู่นั้น ฉันเริ่มทำงานพาร์ทไทม์เป็น Front of House ไปด้วย ไม่ได้บังคับตัวเองแต่อย่างใด แค่รู้ตัวว่าชอบงานที่ได้เจอคน ได้คุย ได้ดูแล และได้ทำให้คนที่เดินเข้ามามีวันที่ดีขึ้นสักนิดหนึ่ง มันรู้สึกเป็นธรรมชาติมากกว่างานประเภทอื่น


Customer service สำหรับฉันไม่ใช่การยิ้มตามสคริปต์ แต่มันคือการที่เราอยู่ตรงนั้นจริง ๆ และทำให้คนตรงหน้ารู้สึกว่าได้รับการต้อนรับอย่างจริงใจ
พอเรียนจบ ฉันก็เลือกทำงานสายนี้ต่อเลยเพราะรักมันจริง ๆ วันที่เดินรับใบปริญญา ภาพในหัวของเด็ก 13 ขวบที่มองนิวซีแลนด์ว่าไกลเกินเอื้อมก็ย้อนกลับมาในวินาทีนั้นพอดี และฉันก็แค่ยืนยิ้มอยู่คนเดียวโดยไม่รู้ตัว
ทุกวันที่เดินเข้าไปทำงาน สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่เงินเดือน แต่คือผู้คน ลูกค้าที่แวะเข้ามาแต่ละคนมาจากคนละที่ คนละภาษา คนละเรื่องราว บางคนแค่ผ่านมาแวบเดียว บางคนกลายเป็นเพื่อนที่ยังติดต่อกันอยู่จนทุกวันนี้


และอีกสิ่งหนึ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ รักบี้ (Rugby)
ก่อนมาอยู่นิวซีแลนด์ ฉันแทบไม่รู้จักกีฬาชนิดนี้เลย แต่พอได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ฉันก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมรักบี้ถึงมีความหมายกับผู้คนมากขนาดนั้น
ครั้งแรกที่ได้เข้าไปนั่งดูการแข่งขันในสนามจริง ฉันไม่ได้จดจำแค่ผลการแข่งขัน แต่จดจำบรรยากาศรอบตัวได้มากกว่า ครอบครัวที่พาลูกมาดูเกม เพื่อน ๆ ที่นัดกันมาเชียร์ และผู้คนมากมายที่สวมเสื้อทีมเดียวกัน แม้จะไม่รู้จักกันมาก่อน แต่กลับส่งรอยยิ้มและพูดคุยกันราวกับเป็นเพื่อนเก่า
สำหรับฉัน รักบี้จึงไม่ใช่แค่กีฬา แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นชุมชนของนิวซีแลนด์ ความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเราเอง และความภาคภูมิใจที่ผู้คนมีต่อประเทศของตน พูดง่ายๆก็คือสายเลือดคนอังกฤษคือ ฟุตบอล แต้นิวซีแลนด์นั้นต้องรักบี้
ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเชียร์ดังก้องไปทั่วสนาม ฉันมักนึกถึงวันแรกที่ได้เห็นการแสดงฮาก้าในโรงเรียนเมื่ออายุ 13 ปี เพราะทั้งสองสิ่งทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกัน นั่นคือความรู้สึกของการได้สัมผัสหัวใจของนิวซีแลนด์อย่างแท้จริง


แต่ทุกเรื่องราวที่สวยงามก็มีวันที่ต้องปิดบทลง
วันที่วีซ่าหมดอายุ ฉันก็ต้องแพ็คกระเป๋ากลับบ้านอีกครั้ง แต่คราวนี้มันต่างออกไปจากทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะครั้งนี้ฉันไม่ได้แค่กลับมาพร้อมความทรงจำ แต่กลับมาพร้อมกับตัวตนที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
นิวซีแลนด์ไม่ได้ให้แค่ประสบการณ์ แต่มันให้บทเรียนที่ฉันจะพกติดตัวไปตลอดชีวิต สอนให้รู้ว่าโลกมันกว้างกว่าที่เราคิด และคนดีมีอยู่ทุกมุมโลก ถ้าเราเปิดใจพอที่จะมองเห็น
เพื่อนที่ได้เจอตั้งแต่วัย 13 จนถึงวันสุดท้ายที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นชาวกีวี ชาวเกาหลี ชาวฟิจิ ชาวเม็กซิโก ชาวอินโดนีเซีย ชาวจีน หรือใครก็ตามที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทุกคนยังอยู่ในความทรงจำเสมอ บางคนยังติดต่อกัน บางคนแค่อยู่ในใจ แต่ไม่มีใครที่ฉันลืม
และ Art Glass - Triple Twist ที่ได้รับมาตั้งแต่วันนั้น ก็ยังคงอยู่ตรงนี้เหมือนเดิม สองชีวิตที่อาจไม่ได้เจอกันอีก แต่สายใยบางอย่างมันไม่เคยขาด ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
และใครจะรู้ล่ะว่าบทต่อไปของเรื่องนี้จะพาฉันกลับไปที่นั่นอีกครั้งหรือเปล่า 🌿

Starting a new chapter is always scary, whether it's the first time or the tenth. Your heart races, your legs tremble, and there's always that little voice in your head asking, "Are you sure about this?"
But from my own experience, I can tell you this: if I hadn't found the courage to take that first step, I would never have discovered how beautiful this world truly is. I would never have heard the sound of the haka echoing in my mind, never have made friends from every corner of the globe, and never have stood proudly on a distant land to receive my degree—a place that once felt impossibly far away.

A new adventure will always feel frightening at the beginning. But trust me, once you take that leap, it often turns out to be far better than anything you could have imagined.
And that's what New Zealand taught me, a lesson no classroom could ever provide, and one that I will never forget. 🌿🇳🇿✨

รูปภาพเพิ่มเติม New Zealand through my lens ยิ้ม






แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่