
ฟอร์บส เจาะลึกเรื่องราวมรดกชีวิตและการสร้างอาณาจักรพันล้านดอลลาร์ของนักเตะซูเปอร์สตาร์ชาวอังกฤษตำนาน ‘แข้งแมนฯยูฯ’ อย่าง ‘เดวิด เบ็คแฮม’ พร้อมเผยเบื้องหลังเส้นทางสู่มหาเศรษฐี ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงที่เขาอยู่สหรัฐอเมริกาหลังจากตัดสินใจแขวนสตั๊ด
เบ็คแฮมเกษียณตัวเองจากการเป็นนักฟุตบอลอาชีพในปี 2013 ด้วยวัย 38 ปี หลังจากทำเงินได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์ ทั้งในและนอกสนาม เขาคือคนดังระดับโลกในช่วงที่ยังค้าแข้ง และอาจกล่าวได้ว่าเป็นนักฟุตบอลคนแรกนับตั้งแต่ยุคของ เปเล่ (Pele) ที่คนอเมริกันทั่วไปรู้จัก แต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อก็คือ หลังเกษียณเขากลับมีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งกว่าเดิมและรวยขึ้นกว่าเดิมมาก
เมื่อปีที่แล้ว เบ็คแฮมโกยรายได้ไปถึง 100 ล้านดอลลาร์ จากการนำภาพลักษณ์ที่ผ่านการดูแลอย่างพิถีพิถันไปเชื่อมโยงกับสินค้าต่าง ๆ ตั้งแต่รองเท้าสตั๊ด Adidas ไปจนถึงเครื่องชงกาแฟ Nespresso แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องของการเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาอีกต่อไปแล้ว
ปัจจุบันเขามีทั้งสารคดีบน Netflix ดีลอสังหาริมทรัพย์ในฟลอริดา และการลงทุนในสตาร์ตอัพอีกหลายแห่ง ในปี 2024 เขาได้เปิดตัว IM8 แบรนด์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพองค์รวมและต้านความชรา และยังมี Beeup ไลน์ขนมผลไม้สำหรับเด็กที่ทำจากน้ำผึ้ง
และแน่นอน สินทรัพย์ชิ้นใหญ่ที่สุดคือหุ้น 26% ใน อินเตอร์ ไมอามี (Inter Miami) หนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่ได้รับความนิยมสูงสุดใน เมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ (MLS) เมื่อรวมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน เบ็คแฮมได้กลายเป็น “มหาเศรษฐีพันล้าน” อย่างเป็นทางการ โดยมีทรัพย์สินแตะ 1,000 ล้านดอลลาร์ มูลค่าประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท
เดิมพันครั้งใหญ่ที่ ‘ไมอามี’
ขุมทรัพย์ก้อนโตที่สุดของเขา คือ หุ้นในสโมสร ‘อินเตอร์ ไมอามี’ เบ็คแฮมเคยทำให้โลกฟุตบอลตกตะลึงในปี 2007 เมื่อเขาประกาศย้ายจาก เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่ของสเปน ไปร่วมทีมใน เมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นเพียงลีกระดับรองที่กำลังล่อแล่ เขากล่าวว่า
“สัญชาตญาณของผมบอกว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง และผมมักจะเชื่อสัญชาตญาณตัวเองเสมอ”
ในตอนนั้นเขาเจรจาสัญญา 5 ปีกับทีม แอลเอ แกลแลกซี (LA Galaxy) ด้วยค่าเหนื่อย 6.5 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งสูงกว่าเพดานเงินเดือนของลีกถึง 3 เท่า พร้อมส่วนแบ่งรายได้จากสปอนเซอร์และสินค้าที่ระลึกของทีมอย่างที่ไม่เคยมีใครได้มาก่อน และที่สำคัญที่สุดคือ เขาเซ็นเงื่อนไขข้อตกลงที่ระบุว่า
เขามีสิทธิซื้อทีมขยายใน MLS ได้ในราคาเพียง 25 ล้านดอลลาร์หลังจากที่เขาเลิกเล่น
เขาเลือกเมืองไมอามีจากรายชื่อเมืองที่ทาง MLS อนุมัติ เพราะดึงดูดใจด้วยประชากรชาวละตินอเมริกาที่คลั่งไคล้ฟุตบอล และเสน่ห์ของเมืองที่น่าจะดึงดูดนักเตะได้ดี
“ผมเชื่อเสมอว่าไมอามีสามารถจูงใจนักเตะเก่ง ๆ ได้ด้วยความหลากหลายและความมีชีวิตชีวาของเมือง”
ปัจจุบัน อินเตอร์ ไมอามี กลายเป็นทีมที่ร้อนแรงที่สุดใน MLS ทั้งในร่มและนอกสนาม โดยเพิ่งคว้าแชมป์ MLS Cup ปี 2025 มาครองได้สำเร็จ จากฝีเท้าของซูเปอร์สตาร์โลกอย่าง ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) โดยนิตยสารดัง ฟอร์บส (Forbes) ประเมินมูลค่าสโมสรแห่งนี้ไว้สูงเป็นประวัติการณ์ของลีกอยู่ที่ 1,400 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้หุ้น 26% ของเบ็คแฮมมีมูลค่าทะลุ 300 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นผลตอบแทนที่มากกว่า 12 เท่าจากเงินลงทุนก้อนแรกในเวลาเพียงแค่ทศวรรษกว่า ๆ
เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทีมได้ย้ายเข้าสู่สนามแห่งใหม่ นู สเตเดียม (Nu Stadium) ความจุ 27,000 ที่นั่ง ใกล้กับท่าอากาศยานนานาชาติไมอามี สนามแห่งนี้ใช้ทุนสร้างส่วนตัวของเบ็คแฮมและผู้ร่วมทุน คือ มหาเศรษฐีพันล้านด้านการก่อสร้าง ฮอร์เก มาส (Jorge Mas) และน้องชายของเขา
โดยใช้เงินไปราว 350 ล้านดอลลาร์ ยิ่งไปกว่านั้นในพื้นที่ติดกัน ทีมงานก่อสร้างกำลังเพิ่มพื้นที่สำนักงานและร้านค้าปลีกอีก 1 ล้านตารางฟุต โรงแรมขนาด 750 ห้อง และสวนสาธารณะพื้นที่ 58 เอเคอร์
“ทุกวันนี้มีกระแสที่นักกีฬาเข้ามามีส่วนร่วมในกีฬาระดับอาชีพมากขึ้น พวกเขาถอดกางเกงกีฬาแล้วเปลี่ยนมาใส่สูทแทน”
ดอน การ์เบอร์ (Don Garber) คอมมิชชันเนอร์ของ MLS กล่าว
“แต่นี่ไม่ใช่แค่ดีลสปอนเซอร์หรือพรีเซ็นเตอร์ธรรมดา นี่คือเดวิดในฐานะ ‘เจ้าของทีม’ ตัวจริง”
และในฤดูร้อนปีนี้ เมื่ออเมริกาได้เป็นเจ้าภาพร่วมในศึกฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปี แผนการทั้งหมดที่เบ็คแฮมวางไว้อย่างรอบคอบก็มาบรรจบกันพอดิบพอดีดังนี้
เมืองไมอามีได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน 7 แมตช์อย่างเป็นทางการ
เบ็คแฮมเซ็นสัญญาเป็นหน้าตาของแคมเปญโปรโมตให้กับ MLS
เขาใช้กระแสความสนใจนี้ในการปล่อยโฆษณาชุดใหม่ยาวเป็นหางว่าว ทั้ง Adidas, Lay’s, Stella Artois, Lenovo, McDonald’s, Verizon และ Home Depot
รากเหง้าของความทุ่มเท
เบ็คแฮมเรียนรู้เรื่องความขยันหมั่นเพียรมาตั้งแต่เด็กในย่านอีสต์เอนด์ของลอนดอน เขาเป็นลูกชายของ เทด ช่างซ่อมเตาแก๊ส และแซนดร้า ช่างทำผม พ่อของเขาซึ่งเคยเล่นฟุตบอลกึ่งอาชีพต้องทำงานวันละหลายชั่วโมง ออกจากบ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้า และกว่าจะกลับก็ 3 ทุ่ม ส่วนแม่ของเขาก็รับตัดผมให้หญิงสูงวัยที่บ้านจนถึง 5 ทุ่ม ควบคู่ไปกับการไปรับลูก ๆ ที่โรงเรียน ทำอาหารเย็น และดูแลให้เดวิดกับพี่สาวน้องสาวอีกสองคนทำส่งการบ้าน
“ผมจะคอยช่วยแม่อยู่เสมอ คอยชงชาและช่วยทำเค้ก นั่นคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พวกเขาเคยมอบให้ผม มันคือเรื่องของทัศนคติในการทำงานอย่างขยันขันแข็ง”

เดวิดเป็นเด็กที่โตช้าและตัวเล็กกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันเสมอ เขาใช้เวลาช่วงเย็นและวันหยุดสุดสัปดาห์ไปกับการฝึกเลี้ยงบอลและสับขาหลอก เขาชนะการประกวดทักษะฟุตบอลตอนอายุ 11 ปี และเซ็นสัญญาเข้าทีมเยาวชนของ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ด้วยค่าเหนื่อยประมาณ 30 ปอนด์ต่อสัปดาห์ในวัย 13 ปี
ต่อมาในปี 1996 เมื่ออายุ 21 ปี ความสามารถของเขาไปเตะตาแมวมองของ Adidas จนได้รับสัญญาฉบับแรกมูลค่าประมาณ 75,000 ดอลลาร์ หรือเทียบเท่าประมาณ 160,000 ดอลลาร์ในปัจจุบัน พออายุ 22 ปี เขากลายเป็นบุคคลระดับประเทศและความดังก็พุ่งทะยานติดจรวดเมื่อเขาเริ่มออกเดตกับ วิกตอเรีย อดัมส์ แห่งวง Spice Girls ซึ่งในขณะนั้นเธอดังกว่าเขาเสียอีก
แท็บลอยด์อังกฤษพากันตั้งฉายาให้ทั้งคู่ว่า “พอช แอนด์ เบ็คส์” (Posh and Becks) และเขาก็ได้เซ็นสัญญาสปอนเซอร์ส่วนตัวฉบับแรกในปีนั้นกับแบรนด์น้ำมันแต่งผม Brylcreem มูลค่า 4 ปี ราว 7 ล้านดอลลาร์
จากนั้นเขาก็เจอมรสุมชีวิต ใบแดงอื้อฉาวในฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ทำให้ทีมชาติอังกฤษต้องตกรอบ ส่งผลให้เขาถูกแฟนบอลรุมประณามและกลั่นแกล้งอยู่หลายปี แต่เขาก็เลือกที่จะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป
อีก 3 ปีให้หลังถัดมา ในช่วงต่อเวลาพิเศษนัดที่เจอกับกรีซ เขาก็ปั่นฟรีคิกสุดสวยส่งอังกฤษทะลุเข้าสู่รอบสุดท้ายฟุตบอลโลกในปี 2002 สำเร็จ จนกระทั่งปี 2003 เขาสร้างผลงานกลายเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัยรวมถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก และย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด
เบ็คแฮมทำเงินนอกสนามได้ราว 75 ล้านดอลลาร์ ในช่วงที่เล่นให้เรอัล มาดริด ซึ่งรวมถึงการเซ็นสัญญากับ Adidas ในปี 2003 ที่มีรายงานว่าจ่ายเงินกินเปล่าให้เขาสูงถึง 80 ล้านดอลลาร์ บวกกับส่วนแบ่งกำไรจากการขายสินค้าและการโปรโมต ซึ่งถือเป็นหนึ่งในดีลสปอนเซอร์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กีฬา ณ เวลานั้น
เพื่อต้องการยกระดับธุรกิจจากการเป็นแค่คนรับเช็คค่าโฆษณา ในปี 2003 เขาจึงเซ็นสัญญาร่วมงานกับ ไซมอน ฟุลเลอร์ (Simon Fuller) ผู้จัดการดาราชื่อดังชาวอังกฤษที่ดูแลวิกตอเรียมาอย่างยาวนานตลอดทศวรรษต่อมา
เบ็คแฮมย้ายไปร่วมทีมยักษ์ใหญ่ใน 4 ประเทศดังนี้
เรอัล มาดริด (2003-2007)
แอลเอ แกลแลกซี (2007-2012)
เอซี มิลาน ยืมตัว (2009 และ 2010)
ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ช่วงครึ่งฤดูกาลสุดท้ายปี 2013)

เขาเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลกปี 2006 และคว้าแชมป์ MLS Cup กับแกลแลกซีในปี 2011 และ 2012 ระหว่างทางนั้นฟุลเลอร์ช่วยให้เบ็คแฮมได้เซ็นสัญญาระยะยาวกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Vodafone Gillette Coty และ Armani
แต่ในที่สุด เขาก็ตระหนักได้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งฟุลเลอร์อีกต่อไป จึงทำการซื้อหุ้น 1 ใน 3 คืนจากฟุลเลอร์ในธุรกิจแบรนด์ของตัวเองในปี 2019 ด้วยเงินราว 50 ล้านดอลลาร์
“ผมต้องการควบคุมโลกของตัวเอง” เขาบอก
“ผมต้องการควบคุมธุรกิจและอนาคตของผมเอง”
ติดปีกธุรกิจสู่ความสมบูรณ์แบบ
เมื่อต้นปี 2022 ธุรกิจแบรนด์ของเบ็คแฮมเติบโตอย่างแข็งแกร่ง มีพนักงาน 30 คนดูแลทั้งเรื่องพาร์ตเนอร์ชิป การตลาด โซเชียลมีเดีย ประชาสัมพันธ์ และงานสร้างสรรค์ภายในองค์กร โดยมียอดขายต่อปีราว 66 ล้านดอลลาร์
และนั่นทำให้ เจมี่ ซอลเตอร์ (Jamie Salter) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Authentic Brands Group บริษัทลิขสิทธิ์แบรนด์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกเข้ามาเคาะประตูบ้าน ซอลเตอร์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อของ เอลวิส เพรสลีย์ มาริลิน มอนโร และชาคิล โอนีล อยู่แล้ว และมีประสบการณ์ล้นเหลือเกี่ยวกับแบรนด์คนดังระดับไฮเอนด์
ซอลเตอร์กล่าวว่า
“เดวิดพิถีพิถันกับแบรนด์ของเขามาก เขาไม่ต้องการความผิดพลาด เมื่อคุณโฟกัสที่ตลาดระดับบน คุณต้องใส่ใจทุกรายละเอียด เขาจะไม่ยอมก้าวขึ้นรถที่สกปรกเด็ดขาด เดวิด เบ็คแฮม ต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา”
ทอม เบรดี้ (Tom Brady) สุดยอดตำนาน NFL ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเบ็คแฮมมาเกือบ 20 ปี กล่าวเสริมว่า
“เขาเป็นคนที่ละเอียดถี่ถ้วนมาก คอยคิดทบทวนอย่างรอบคอบในการตัดสินใจแต่ละครั้งอยู่เสมอ”
ซอลเตอร์และเบ็คแฮมบรรลุข้อตกลงร่วมกัน โดยเบ็คแฮมตกลงขายหุ้น 55% ในธุรกิจแบรนด์ของเขาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 แลกกับเงินสดและหุ้นในบริษัท Authentic มูลค่ารวม 250 ล้านดอลลาร์ ซึ่งตอนนั้นมีมูลค่าบริษัทราว 13,000 ล้านดอลลาร์ ดีลนี้ทำให้ซอลเตอร์ได้ดาราที่ขายได้มากที่สุดในโลกคนหนึ่งมาอยู่ในสังกัด
ส่วนเบ็คแฮมก็ได้เข้าถึงยักษ์ใหญ่ด้านการตลาดระดับโลก ได้เงินสดก้อนโตและหุ้นโดยที่เขายังคงสิทธิในการควบคุมทิศทางสร้างสรรค์และเหลือหุ้นอีก 45% ทำให้เขายังคงได้ประโยชน์จากการเติบโตในอนาคต
“ท้ายที่สุดแล้ว เราจะไม่ทำอะไรก็ตามที่เดวิดไม่อยากทำ” ซอลเตอร์ย้ำ
นับตั้งแต่ปิดดีลกับ Authentic ธุรกิจแบรนด์ของเบ็คแฮมก็พุ่งทะยาน โดยรายได้ทะลุ 100 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 หุ้นที่เบ็คแฮมถืออยู่ใน Authentic ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเช่นกัน ปัจจุบันยักษ์ใหญ่ด้านแบรนด์ที่มียอดขายประเมิน 2,000 ล้านดอลลาร์รายนี้ มีมูลค่าบริษัทพุ่งแตะ 20,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เบ็คแฮมได้ผลตอบแทนจากหุ้นก้อนนั้นเพิ่มขึ้นกว่า 50%
เบ็คแฮมยังคงพยายามทำให้ชื่อของเขาอยู่ในสปอตไลต์เสมอ ในปี 2023 เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีที่เขาแขวนสตั๊ด บริษัท สตูดิโอ 99 ได้ปล่อยซีรีส์สารดี 4 ตอนบน Netflix ถ่ายทอดเส้นทางอาชีพของเบ็คแฮม ซึ่งมียอดผู้ชมมากกว่า 30 ล้านคน และคว้ารางวัลเอ็มมี่ (Emmy Award) สาขาซีรีส์สารคดียอดเยี่ยม โดยดีลนี้ทำเงินให้เขา 21 ล้านดอลลาร์ และที่สำคัญคือมันช่วยแนะนำเขาให้รู้จักกับแฟนบอลและลูกค้ารุ่นใหม่ ๆ ตามที่เขาหวังไว้
“สารคดีเบ็คแฮมประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายสำหรับเรา” เบล่า บาจาเรีย (Bela Bajaria) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเนื้อหาของ Netflix กล่าว
เธอยังได้อนุมัติสารคดี 3 ตอนของวิกตอเรียที่ฉายไปเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว และเซ็นสัญญาให้สิทธิพิจารณาก่อนกับเบ็คแฮมในเดือนธันวาคม ทำให้ Netflix ได้สิทธิเลือกโปรเจ็กต์สารคดีและรายการไม่มีสคริปต์ของสตูดิโอ 99 ก่อนใครเป็นเวลา 3 ปี
นอกจากนี้ ด้วยความหงุดหงิดกับขั้นตอนการดูแลสุขภาพประจำวันที่ยุ่งยากกับการต้องกินยาเป็นกำ ๆ ในปี 2024 เบ็คแฮมจึงได้ร่วมก่อตั้งบริษัทอาหารเสริมชะลอวัย IM8 ร่วมกับ Prenetics บริษัทวิทยาศาสตร์สุขภาพสัญชาติฮ่องกงที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งเป็นอาหารเสริมแบบผงสารพัดประโยชน์ในหนึ่งเดียวและอาหารเสริมเม็ดประจำวัน ทำรายได้ไปถึง 60 ล
‘เดวิด เบ็คแฮม’ จากนักเตะสู่มหาเศรษฐี มรดกชีวิต-อาณาจักรพันล้าน
ฟอร์บส เจาะลึกเรื่องราวมรดกชีวิตและการสร้างอาณาจักรพันล้านดอลลาร์ของนักเตะซูเปอร์สตาร์ชาวอังกฤษตำนาน ‘แข้งแมนฯยูฯ’ อย่าง ‘เดวิด เบ็คแฮม’ พร้อมเผยเบื้องหลังเส้นทางสู่มหาเศรษฐี ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงที่เขาอยู่สหรัฐอเมริกาหลังจากตัดสินใจแขวนสตั๊ด
เบ็คแฮมเกษียณตัวเองจากการเป็นนักฟุตบอลอาชีพในปี 2013 ด้วยวัย 38 ปี หลังจากทำเงินได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์ ทั้งในและนอกสนาม เขาคือคนดังระดับโลกในช่วงที่ยังค้าแข้ง และอาจกล่าวได้ว่าเป็นนักฟุตบอลคนแรกนับตั้งแต่ยุคของ เปเล่ (Pele) ที่คนอเมริกันทั่วไปรู้จัก แต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อก็คือ หลังเกษียณเขากลับมีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งกว่าเดิมและรวยขึ้นกว่าเดิมมาก
เมื่อปีที่แล้ว เบ็คแฮมโกยรายได้ไปถึง 100 ล้านดอลลาร์ จากการนำภาพลักษณ์ที่ผ่านการดูแลอย่างพิถีพิถันไปเชื่อมโยงกับสินค้าต่าง ๆ ตั้งแต่รองเท้าสตั๊ด Adidas ไปจนถึงเครื่องชงกาแฟ Nespresso แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องของการเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาอีกต่อไปแล้ว
ปัจจุบันเขามีทั้งสารคดีบน Netflix ดีลอสังหาริมทรัพย์ในฟลอริดา และการลงทุนในสตาร์ตอัพอีกหลายแห่ง ในปี 2024 เขาได้เปิดตัว IM8 แบรนด์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพองค์รวมและต้านความชรา และยังมี Beeup ไลน์ขนมผลไม้สำหรับเด็กที่ทำจากน้ำผึ้ง
และแน่นอน สินทรัพย์ชิ้นใหญ่ที่สุดคือหุ้น 26% ใน อินเตอร์ ไมอามี (Inter Miami) หนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่ได้รับความนิยมสูงสุดใน เมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ (MLS) เมื่อรวมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน เบ็คแฮมได้กลายเป็น “มหาเศรษฐีพันล้าน” อย่างเป็นทางการ โดยมีทรัพย์สินแตะ 1,000 ล้านดอลลาร์ มูลค่าประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท
เดิมพันครั้งใหญ่ที่ ‘ไมอามี’
ขุมทรัพย์ก้อนโตที่สุดของเขา คือ หุ้นในสโมสร ‘อินเตอร์ ไมอามี’ เบ็คแฮมเคยทำให้โลกฟุตบอลตกตะลึงในปี 2007 เมื่อเขาประกาศย้ายจาก เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่ของสเปน ไปร่วมทีมใน เมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นเพียงลีกระดับรองที่กำลังล่อแล่ เขากล่าวว่า
“สัญชาตญาณของผมบอกว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง และผมมักจะเชื่อสัญชาตญาณตัวเองเสมอ”
ในตอนนั้นเขาเจรจาสัญญา 5 ปีกับทีม แอลเอ แกลแลกซี (LA Galaxy) ด้วยค่าเหนื่อย 6.5 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งสูงกว่าเพดานเงินเดือนของลีกถึง 3 เท่า พร้อมส่วนแบ่งรายได้จากสปอนเซอร์และสินค้าที่ระลึกของทีมอย่างที่ไม่เคยมีใครได้มาก่อน และที่สำคัญที่สุดคือ เขาเซ็นเงื่อนไขข้อตกลงที่ระบุว่า
เขามีสิทธิซื้อทีมขยายใน MLS ได้ในราคาเพียง 25 ล้านดอลลาร์หลังจากที่เขาเลิกเล่น
เขาเลือกเมืองไมอามีจากรายชื่อเมืองที่ทาง MLS อนุมัติ เพราะดึงดูดใจด้วยประชากรชาวละตินอเมริกาที่คลั่งไคล้ฟุตบอล และเสน่ห์ของเมืองที่น่าจะดึงดูดนักเตะได้ดี
“ผมเชื่อเสมอว่าไมอามีสามารถจูงใจนักเตะเก่ง ๆ ได้ด้วยความหลากหลายและความมีชีวิตชีวาของเมือง”
ปัจจุบัน อินเตอร์ ไมอามี กลายเป็นทีมที่ร้อนแรงที่สุดใน MLS ทั้งในร่มและนอกสนาม โดยเพิ่งคว้าแชมป์ MLS Cup ปี 2025 มาครองได้สำเร็จ จากฝีเท้าของซูเปอร์สตาร์โลกอย่าง ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) โดยนิตยสารดัง ฟอร์บส (Forbes) ประเมินมูลค่าสโมสรแห่งนี้ไว้สูงเป็นประวัติการณ์ของลีกอยู่ที่ 1,400 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้หุ้น 26% ของเบ็คแฮมมีมูลค่าทะลุ 300 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นผลตอบแทนที่มากกว่า 12 เท่าจากเงินลงทุนก้อนแรกในเวลาเพียงแค่ทศวรรษกว่า ๆ
เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทีมได้ย้ายเข้าสู่สนามแห่งใหม่ นู สเตเดียม (Nu Stadium) ความจุ 27,000 ที่นั่ง ใกล้กับท่าอากาศยานนานาชาติไมอามี สนามแห่งนี้ใช้ทุนสร้างส่วนตัวของเบ็คแฮมและผู้ร่วมทุน คือ มหาเศรษฐีพันล้านด้านการก่อสร้าง ฮอร์เก มาส (Jorge Mas) และน้องชายของเขา
โดยใช้เงินไปราว 350 ล้านดอลลาร์ ยิ่งไปกว่านั้นในพื้นที่ติดกัน ทีมงานก่อสร้างกำลังเพิ่มพื้นที่สำนักงานและร้านค้าปลีกอีก 1 ล้านตารางฟุต โรงแรมขนาด 750 ห้อง และสวนสาธารณะพื้นที่ 58 เอเคอร์
“ทุกวันนี้มีกระแสที่นักกีฬาเข้ามามีส่วนร่วมในกีฬาระดับอาชีพมากขึ้น พวกเขาถอดกางเกงกีฬาแล้วเปลี่ยนมาใส่สูทแทน”
ดอน การ์เบอร์ (Don Garber) คอมมิชชันเนอร์ของ MLS กล่าว
“แต่นี่ไม่ใช่แค่ดีลสปอนเซอร์หรือพรีเซ็นเตอร์ธรรมดา นี่คือเดวิดในฐานะ ‘เจ้าของทีม’ ตัวจริง”
และในฤดูร้อนปีนี้ เมื่ออเมริกาได้เป็นเจ้าภาพร่วมในศึกฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปี แผนการทั้งหมดที่เบ็คแฮมวางไว้อย่างรอบคอบก็มาบรรจบกันพอดิบพอดีดังนี้
เมืองไมอามีได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน 7 แมตช์อย่างเป็นทางการ
เบ็คแฮมเซ็นสัญญาเป็นหน้าตาของแคมเปญโปรโมตให้กับ MLS
เขาใช้กระแสความสนใจนี้ในการปล่อยโฆษณาชุดใหม่ยาวเป็นหางว่าว ทั้ง Adidas, Lay’s, Stella Artois, Lenovo, McDonald’s, Verizon และ Home Depot
รากเหง้าของความทุ่มเท
เบ็คแฮมเรียนรู้เรื่องความขยันหมั่นเพียรมาตั้งแต่เด็กในย่านอีสต์เอนด์ของลอนดอน เขาเป็นลูกชายของ เทด ช่างซ่อมเตาแก๊ส และแซนดร้า ช่างทำผม พ่อของเขาซึ่งเคยเล่นฟุตบอลกึ่งอาชีพต้องทำงานวันละหลายชั่วโมง ออกจากบ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้า และกว่าจะกลับก็ 3 ทุ่ม ส่วนแม่ของเขาก็รับตัดผมให้หญิงสูงวัยที่บ้านจนถึง 5 ทุ่ม ควบคู่ไปกับการไปรับลูก ๆ ที่โรงเรียน ทำอาหารเย็น และดูแลให้เดวิดกับพี่สาวน้องสาวอีกสองคนทำส่งการบ้าน
“ผมจะคอยช่วยแม่อยู่เสมอ คอยชงชาและช่วยทำเค้ก นั่นคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พวกเขาเคยมอบให้ผม มันคือเรื่องของทัศนคติในการทำงานอย่างขยันขันแข็ง”
เดวิดเป็นเด็กที่โตช้าและตัวเล็กกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันเสมอ เขาใช้เวลาช่วงเย็นและวันหยุดสุดสัปดาห์ไปกับการฝึกเลี้ยงบอลและสับขาหลอก เขาชนะการประกวดทักษะฟุตบอลตอนอายุ 11 ปี และเซ็นสัญญาเข้าทีมเยาวชนของ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ด้วยค่าเหนื่อยประมาณ 30 ปอนด์ต่อสัปดาห์ในวัย 13 ปี
ต่อมาในปี 1996 เมื่ออายุ 21 ปี ความสามารถของเขาไปเตะตาแมวมองของ Adidas จนได้รับสัญญาฉบับแรกมูลค่าประมาณ 75,000 ดอลลาร์ หรือเทียบเท่าประมาณ 160,000 ดอลลาร์ในปัจจุบัน พออายุ 22 ปี เขากลายเป็นบุคคลระดับประเทศและความดังก็พุ่งทะยานติดจรวดเมื่อเขาเริ่มออกเดตกับ วิกตอเรีย อดัมส์ แห่งวง Spice Girls ซึ่งในขณะนั้นเธอดังกว่าเขาเสียอีก
แท็บลอยด์อังกฤษพากันตั้งฉายาให้ทั้งคู่ว่า “พอช แอนด์ เบ็คส์” (Posh and Becks) และเขาก็ได้เซ็นสัญญาสปอนเซอร์ส่วนตัวฉบับแรกในปีนั้นกับแบรนด์น้ำมันแต่งผม Brylcreem มูลค่า 4 ปี ราว 7 ล้านดอลลาร์
จากนั้นเขาก็เจอมรสุมชีวิต ใบแดงอื้อฉาวในฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ทำให้ทีมชาติอังกฤษต้องตกรอบ ส่งผลให้เขาถูกแฟนบอลรุมประณามและกลั่นแกล้งอยู่หลายปี แต่เขาก็เลือกที่จะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป
อีก 3 ปีให้หลังถัดมา ในช่วงต่อเวลาพิเศษนัดที่เจอกับกรีซ เขาก็ปั่นฟรีคิกสุดสวยส่งอังกฤษทะลุเข้าสู่รอบสุดท้ายฟุตบอลโลกในปี 2002 สำเร็จ จนกระทั่งปี 2003 เขาสร้างผลงานกลายเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัยรวมถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก และย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด
เบ็คแฮมทำเงินนอกสนามได้ราว 75 ล้านดอลลาร์ ในช่วงที่เล่นให้เรอัล มาดริด ซึ่งรวมถึงการเซ็นสัญญากับ Adidas ในปี 2003 ที่มีรายงานว่าจ่ายเงินกินเปล่าให้เขาสูงถึง 80 ล้านดอลลาร์ บวกกับส่วนแบ่งกำไรจากการขายสินค้าและการโปรโมต ซึ่งถือเป็นหนึ่งในดีลสปอนเซอร์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กีฬา ณ เวลานั้น
เพื่อต้องการยกระดับธุรกิจจากการเป็นแค่คนรับเช็คค่าโฆษณา ในปี 2003 เขาจึงเซ็นสัญญาร่วมงานกับ ไซมอน ฟุลเลอร์ (Simon Fuller) ผู้จัดการดาราชื่อดังชาวอังกฤษที่ดูแลวิกตอเรียมาอย่างยาวนานตลอดทศวรรษต่อมา
เบ็คแฮมย้ายไปร่วมทีมยักษ์ใหญ่ใน 4 ประเทศดังนี้
เรอัล มาดริด (2003-2007)
แอลเอ แกลแลกซี (2007-2012)
เอซี มิลาน ยืมตัว (2009 และ 2010)
ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ช่วงครึ่งฤดูกาลสุดท้ายปี 2013)
เขาเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลกปี 2006 และคว้าแชมป์ MLS Cup กับแกลแลกซีในปี 2011 และ 2012 ระหว่างทางนั้นฟุลเลอร์ช่วยให้เบ็คแฮมได้เซ็นสัญญาระยะยาวกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Vodafone Gillette Coty และ Armani
แต่ในที่สุด เขาก็ตระหนักได้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งฟุลเลอร์อีกต่อไป จึงทำการซื้อหุ้น 1 ใน 3 คืนจากฟุลเลอร์ในธุรกิจแบรนด์ของตัวเองในปี 2019 ด้วยเงินราว 50 ล้านดอลลาร์
“ผมต้องการควบคุมโลกของตัวเอง” เขาบอก
“ผมต้องการควบคุมธุรกิจและอนาคตของผมเอง”
ติดปีกธุรกิจสู่ความสมบูรณ์แบบ
เมื่อต้นปี 2022 ธุรกิจแบรนด์ของเบ็คแฮมเติบโตอย่างแข็งแกร่ง มีพนักงาน 30 คนดูแลทั้งเรื่องพาร์ตเนอร์ชิป การตลาด โซเชียลมีเดีย ประชาสัมพันธ์ และงานสร้างสรรค์ภายในองค์กร โดยมียอดขายต่อปีราว 66 ล้านดอลลาร์
และนั่นทำให้ เจมี่ ซอลเตอร์ (Jamie Salter) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Authentic Brands Group บริษัทลิขสิทธิ์แบรนด์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกเข้ามาเคาะประตูบ้าน ซอลเตอร์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อของ เอลวิส เพรสลีย์ มาริลิน มอนโร และชาคิล โอนีล อยู่แล้ว และมีประสบการณ์ล้นเหลือเกี่ยวกับแบรนด์คนดังระดับไฮเอนด์
ซอลเตอร์กล่าวว่า
“เดวิดพิถีพิถันกับแบรนด์ของเขามาก เขาไม่ต้องการความผิดพลาด เมื่อคุณโฟกัสที่ตลาดระดับบน คุณต้องใส่ใจทุกรายละเอียด เขาจะไม่ยอมก้าวขึ้นรถที่สกปรกเด็ดขาด เดวิด เบ็คแฮม ต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา”
ทอม เบรดี้ (Tom Brady) สุดยอดตำนาน NFL ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเบ็คแฮมมาเกือบ 20 ปี กล่าวเสริมว่า
“เขาเป็นคนที่ละเอียดถี่ถ้วนมาก คอยคิดทบทวนอย่างรอบคอบในการตัดสินใจแต่ละครั้งอยู่เสมอ”
ซอลเตอร์และเบ็คแฮมบรรลุข้อตกลงร่วมกัน โดยเบ็คแฮมตกลงขายหุ้น 55% ในธุรกิจแบรนด์ของเขาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 แลกกับเงินสดและหุ้นในบริษัท Authentic มูลค่ารวม 250 ล้านดอลลาร์ ซึ่งตอนนั้นมีมูลค่าบริษัทราว 13,000 ล้านดอลลาร์ ดีลนี้ทำให้ซอลเตอร์ได้ดาราที่ขายได้มากที่สุดในโลกคนหนึ่งมาอยู่ในสังกัด
ส่วนเบ็คแฮมก็ได้เข้าถึงยักษ์ใหญ่ด้านการตลาดระดับโลก ได้เงินสดก้อนโตและหุ้นโดยที่เขายังคงสิทธิในการควบคุมทิศทางสร้างสรรค์และเหลือหุ้นอีก 45% ทำให้เขายังคงได้ประโยชน์จากการเติบโตในอนาคต
“ท้ายที่สุดแล้ว เราจะไม่ทำอะไรก็ตามที่เดวิดไม่อยากทำ” ซอลเตอร์ย้ำ
นับตั้งแต่ปิดดีลกับ Authentic ธุรกิจแบรนด์ของเบ็คแฮมก็พุ่งทะยาน โดยรายได้ทะลุ 100 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 หุ้นที่เบ็คแฮมถืออยู่ใน Authentic ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเช่นกัน ปัจจุบันยักษ์ใหญ่ด้านแบรนด์ที่มียอดขายประเมิน 2,000 ล้านดอลลาร์รายนี้ มีมูลค่าบริษัทพุ่งแตะ 20,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เบ็คแฮมได้ผลตอบแทนจากหุ้นก้อนนั้นเพิ่มขึ้นกว่า 50%
เบ็คแฮมยังคงพยายามทำให้ชื่อของเขาอยู่ในสปอตไลต์เสมอ ในปี 2023 เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีที่เขาแขวนสตั๊ด บริษัท สตูดิโอ 99 ได้ปล่อยซีรีส์สารดี 4 ตอนบน Netflix ถ่ายทอดเส้นทางอาชีพของเบ็คแฮม ซึ่งมียอดผู้ชมมากกว่า 30 ล้านคน และคว้ารางวัลเอ็มมี่ (Emmy Award) สาขาซีรีส์สารคดียอดเยี่ยม โดยดีลนี้ทำเงินให้เขา 21 ล้านดอลลาร์ และที่สำคัญคือมันช่วยแนะนำเขาให้รู้จักกับแฟนบอลและลูกค้ารุ่นใหม่ ๆ ตามที่เขาหวังไว้
“สารคดีเบ็คแฮมประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายสำหรับเรา” เบล่า บาจาเรีย (Bela Bajaria) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเนื้อหาของ Netflix กล่าว
เธอยังได้อนุมัติสารคดี 3 ตอนของวิกตอเรียที่ฉายไปเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว และเซ็นสัญญาให้สิทธิพิจารณาก่อนกับเบ็คแฮมในเดือนธันวาคม ทำให้ Netflix ได้สิทธิเลือกโปรเจ็กต์สารคดีและรายการไม่มีสคริปต์ของสตูดิโอ 99 ก่อนใครเป็นเวลา 3 ปี
นอกจากนี้ ด้วยความหงุดหงิดกับขั้นตอนการดูแลสุขภาพประจำวันที่ยุ่งยากกับการต้องกินยาเป็นกำ ๆ ในปี 2024 เบ็คแฮมจึงได้ร่วมก่อตั้งบริษัทอาหารเสริมชะลอวัย IM8 ร่วมกับ Prenetics บริษัทวิทยาศาสตร์สุขภาพสัญชาติฮ่องกงที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งเป็นอาหารเสริมแบบผงสารพัดประโยชน์ในหนึ่งเดียวและอาหารเสริมเม็ดประจำวัน ทำรายได้ไปถึง 60 ล