เลิกถามได้แล้ว "เงินเดือนเท่านี้ ซื้อรถอะไรดี?" มาเปลี่ยน Mindset ใหม่ ซื้อรถยังไงให้ทำเงินคืนได้มากกว่าค่างวด!

ใครเคยตั้งกระทู้หรือแอบเสิร์ชว่า "เงินเดือน 20k ออกซีวิคป้ายแดงไหวมั้ยคะ?" สารภาพมาซะดีๆ! เข้าใจแหละว่า "ของมันต้องมี" เพราะขนส่งสาธารณะบ้านเรามันสู้ชีวิตเกินไป (สู้จนเราจะขิตแทน) แต่พักก่อนพวกแก! วันนี้เจ๊ขอมาเบรกหัวทิ่ม แล้วชวนมาจับเข่าคุยเปลี่ยนคำถามชีวิตกันใหม่ เอาให้รวยขึ้นแบบไม่ต้องแทะมาม่าประทังชีวิตไปอีก 5 ปี!

1. ปลุกสติชาวออฟฟิศ... ยุคนี้ซื้อ "รถ" หรือซื้อ "ลด" เอาให้แน่!
       หลายคนชอบคิดว่า การมีรถคือสัญลักษณ์ของความสำเร็จ เรียนจบปุ๊บ ทำงานได้ปีนึงปั๊บ ต้องมีรถขับไปโชว์ตัวที่ออฟฟิศ แต่ความเป็นจริงคืออะไรคะซิส? ความเป็นจริงคือหนี้ก้อนโตที่งอกตามมาเป็นพรวน!

"รถยนต์แปลว่า 'ลด' สมชื่อนั่นแหละค่ะลูกสาว ซื้อมาเพื่อลดเงินในกระเป๋า และลดเวลาพักผ่อนเพราะต้องตื่นมาปั่นโอทีหาเงินจ่ายไฟแนนซ์!"
ก่อนจะพุ่งตัวไปโชว์รูม เจ๊อยากให้พวกแกลองกางเครื่องคิดเลขแล้วดู "ค่าใช้จ่ายแฝง" ที่เซลส์ไม่ได้บอกตอนเราเซ็นสัญญาก่อน:

    ค่าประกันภัยชั้น 1: ปีละหมื่นกว่าบาท ถึง สองหมื่นอัพ (ร้องไห้)
    ค่าเช็กระยะ / เปลี่ยนยาง / แบตเตอรี่: ถึงรอบทีไร กระเป๋าเบาหวิวเหมือนเงินระเหยได้
    ค่าน้ำมัน / ค่าทางด่วน / ค่าที่จอดรถ: ขับไปทำงานทุกวัน เดือนๆ นึงมีเฉียดครึ่งหมื่น
    ค่าเสื่อมราคา (Depreciation): ขับออกจากศูนย์ปุ๊บ ราคาหายไปแล้ว 20% แบบไม่มีอะไรกั้น!

เห็นมั้ยว่าถ้าเราซื้อรถมาแค่ "ขับไปทำงาน-กลับบ้าน-จอดทิ้ง" มันคือหนี้สินที่สูบเลือดสูบเนื้อเราชัดๆ ยกเว้นว่าแกบ้านรวยอยู่แล้ว อันนั้นเจ๊พนมมือไหว้ เชิญซื้อตามสบายเลยจ้า!

2. กฎเหล็กข้อใหม่: รถราคาเท่าไร ถึงจะหาเงินได้ "มากกว่า" ราคารถ?

     ทีนี้ เรามาเปลี่ยน Mindset กันใหม่ เลิกตั้งคำถามว่า "เงินเดือน X บาท ซื้อรถ Y ได้ไหม?" แต่ให้เปลี่ยนมาถามตัวเองดังๆ ว่า... "รถราคาเท่านี้ ฉันจะเอามันไปทำเงินยังไงให้ได้มากกว่าค่างวด!?"

นี่แหละคือจุดตัดระหว่างคนที่จะรวยขึ้น กับคนที่จะจนลงเพราะรถ! มาดูตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ กัน:

      นาย A (สายโชว์): เงินเดือน 30,000 ซื้อรถเก๋งป้ายแดงราคา 1 ล้าน ผ่อนเดือนละ 15,000 ขับไปจอดที่ออฟฟิศเฉยๆ สิ้นเดือนเหลือเงินกินข้าว 5,000 ต้องรูดบัตรเครดิตประทังชีวิต (สถานะ: รถ = ภาระ)

      นางสาว B (สายสู้ชีวิต): เงินเดือน 30,000 เท่ากัน ซื้อรถ 5 ประตูมือสองสภาพดี ราคา 3 แสน ผ่อนเดือนละ 5,000 เสาร์-อาทิตย์เอาไปขับรับส่งคน หรือรับของมาเปิดท้ายขายของที่ตลาดนัด ได้กำไรเพิ่มเดือนละ 10,000 บาท! (สถานะ: รถ = ทรัพย์สินผลิตเงิน)

เห็นความต่างมั้ยคะ? รถของ B จ่ายค่างวดด้วยตัวมันเองแถมยังเหลือกำไรมาโปะให้เจ้าของอีกต่างหาก การตั้งคำถามที่ถูกต้อง มันนำไปสู่ผลลัพธ์ทางการเงินที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยนะแก!

3. How to เสกหนี้ก้อนโต ให้กลายเป็น "เครื่องผลิตเงิน" 🤑
   
       สำหรับใครที่รู้สึกว่า ยังไง๊ยังไงชีวิตนี้ก็ต้องมีรถ (เพราะทนสูดฝุ่น PM 2.5 รอรถเมล์ 2 ชั่วโมงไม่ไหวแล้ว) เจ๊มีทริคในการเลือกรถให้กลายเป็น "น้องดัน" (ดันยอดเงินในบัญชี) ไม่ใช่ "น้องดอย" มาฝาก:

ซื้อรถให้แมตช์กับ "ช่องทางทำเงิน": ถ้าแกเป็นเซลส์ ต้องขับรถไปหาลูกค้า รถคันนี้คือตัวทำเงินแน่นอน เลือกรถประหยัดน้ำมัน คล่องตัว ทนทาน หรือถ้าแกอยากรับเหมา หรือค้าขาย "รถกระบะตอนเดียว" คือพระเจ้า! อรรถประโยชน์เกินร้อย

มองข้าม "ป้ายแดง" ไปหา "มือสอง" (ถ้าดูรถเป็น): รถยนต์ไม่ใช่บ้าน ราคามีแต่ตกกับตก รถมือสองอายุ 3-5 ปี สภาพนางฟ้ามีเยอะมาก แกจะประหยัดเงินดาวน์และค่างวดไปได้เป็นแสน! เอาเงินแสนนั้นไปลงทุนอย่างอื่นให้งอกเงยดีกว่า

ซื้อ "เวลา" เพื่อไปสร้าง "มูลค่า": ถ้าการมีรถ ทำให้แกประหยัดเวลาเดินทางวันละ 3 ชั่วโมง เอาเวลา 3 ชั่วโมงนั้นไปรับฟรีแลนซ์, ทำคอนเทนต์, หรือศึกษาหาความรู้เพิ่มสิคะ! ถ้าทำได้ รถคันนี้แหละคือจุดเริ่มต้นของความรวย

จำไว้นะคะทุกคน "รถที่ดี ไม่ใช่รถที่แพงที่สุด แต่คือรถที่พาเราไปหาเงินได้เยอะที่สุด" ก่อนจะจรดปากกาเซ็นสัญญากับไฟแนนซ์ ถามตัวเองอีกครั้งว่า รถคันนี้จะพาเราไปเป็นเศรษฐี หรือพาไปเป็นหนี้หัวโต!

อ่านจบแล้ว ไหนลองเม้าท์มอยกันหน่อย! 👇👇👇 รถคันแรกของแต่ละคน ซื้อเพราะอารมณ์และกิเลสล้วนๆ หรือซื้อมาทำเงินกันบ้างคะ? ใครเคยมีประสบการณ์ผ่อนรถจนเลือดตาแทบกระเด็น หรือใครเอารถไปต่อยอดจนตั้งตัวได้ มาแชร์เป็นวิทยาทานให้เพื่อนๆ ในกระทู้กันหน่อยเร๊ววว เจ๊ปูเสื่อรออ่านคอมเมนต์อยู่น้าาา! ❤️

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่