อัพเดทข่าวไม่ด่วน//ความแตกต่างของโลกเสรีและคุณภาพ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
วิดีโอนี้จากสำนักข่าว Fox News รายงานข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยมีประเด็นสำคัญสรุปและแปลได้ดังนี้ครับ:
สรุปสถานการณ์: ข้อตกลงหยุดยิงล่มสลาย อิสราเอลและอิหร่านเปิดฉากโจมตีโต้ตอบกัน
• เกิดการโจมตีโต้ตอบกันอย่างรุนแรง:
• เกิดเหตุระเบิดขึ้นในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน หลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านยิงขีปนาวุธนำวิถี (Ballistic Missile) จำนวนมากเข้าใส่อิสราเอลก่อนหน้านี้ [00:05]
• ชนวนเหตุเริ่มจากการที่กองทัพอิสราเอล (IDF) โจมตีศูนย์บัญชาการของกลุ่มเฮซบอลลาห์ในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ทำให้อิหร่านประกาศตอบโต้แทนกลุ่มตัวแทนของตน และยิงขีปนาวุธเข้าใส่อิสราเอลถึง 4 ระลอก [00:22]
• นอกจากนี้ กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน ก็ได้ร่วมยิงขีปนาวุธโจมตีพื้นที่ตอนกลางของอิสราเอล (ใกล้เทลอาวีฟ) ด้วยเช่นกัน [01:18]
• ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์:
• ทรัมป์ได้เปิดเผยผ่านการโทรศัพท์กับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังอิหร่านให้หยุดการยิงขีปนาวุธและกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา [00:50]
• เดิมทีทรัมป์คาดหวังว่าจะมีข้อตกลงที่สามารถลงนามกันได้ภายในวันจันทร์ อังคาร หรือพุธนี้ แต่เหตุการณ์รุนแรงล่าสุดทำให้กำหนดการเจรจาต้องล่าช้าออกไป [02:00]
• อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าอิหร่านยังคงมีการส่งข้อความติดต่อกับสหรัฐฯ ทางอ้อมผ่านทางปากีสถาน ซึ่งสะท้อนว่าผู้ไกล่เกลี่ยยังพยายามดึงสถานการณ์กลับเข้าสู่ร่องที่รอย [02:21]
• มุมมองจากนักวิเคราะห์ความมั่นคง (ดร. รีเบกกา แกรนต์):
• เธอเห็นด้วยว่าข้อตกลงหยุดยิงได้ล่มสลายลงแล้ว และมองว่าในทางยุทธวิธี การที่อิสราเอลโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านถือเป็นก้าวที่ฉลาด [04:17]
• เธอบอกว่าอิหร่านอาจเริ่มขาดแคลนขีปนาวุธ และการโจมตีของอิสราเอลจะช่วยเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านยอมเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์มากขึ้น [04:44], [05:45]
• สำหรับความเสี่ยงของฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค (เช่น ในซาอุดีอาระเบียที่มีเสียงไซเรนเตือนภัยดังขึ้น) เธอยืนยันว่าฐานทัพมีการป้องกันที่แน่นหนา และกองทัพสหรัฐฯ พร้อมที่จะโจมตีตอบโต้ทันทีหากทรัมป์สั่งการ [06:43]
(หมายเหตุ: ผู้ประกาศข่าวระบุว่า วันที่รายงานข่าวนี้ถือเป็นวันครบรอบ 100 วันของสงครามอิหร่านนับตั้งแต่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ [08:31])
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
วิดีโอนี้จากสำนักข่าว FRANCE 24 English รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ซึ่งส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงอย่างรุนแรง โดยสรุปเนื้อหาสำคัญได้ดังนี้ครับ:
สรุปสถานการณ์: ความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอลทวีความรุนแรง กระทบข้อตกลงหยุดยิง
• ชนวนเหตุและการโจมตีโต้ตอบ:
• เมื่อคืนวานนี้เวลาประมาณ 22:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธเข้าใส่อิสราเอล ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีข้อตกลงหยุดยิงเมื่อ 2 เดือนก่อน โดยอิหร่านอ้างว่าเพื่อตอบโต้ที่อิสราเอลโจมตีเลบานอน และขู่ว่าหากอิสราเอลโต้ตอบกลับ จะต้องเจอกับการโจมตีที่รุนแรงและน่าเสียใจยิ่งกว่าเดิม [00:00]
• สาเหตุหลักที่อิหร่านใช้เป็นข้ออ้างในครั้งนี้ เกิดจากการที่อิสราเอลเปิดฉากโจมตี (ซึ่งอิสราเอลเรียกว่าการโจมตีเชิงสัญลักษณ์) ใส่พื้นที่ดาฮิเยห์ (Dahieh) ในกรุงเบรุต ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของกลุ่มเฮซบอลลาห์ (กลุ่มที่อิหร่านให้การสนับสนุนและมักโจมตีอิสราเอลอยู่บ่อยครั้งในช่วงหยุดยิง) แม้จะเป็นการโจมตีอาคารเปล่าแต่มีรายงานผู้เสียชีวิต 2 ราย อิหร่านจึงใช้เหตุการณ์นี้เป็นจุดชนวนในการรื้อฟื้นความขัดแย้ง [01:07]
• ล่าสุดมีรายงานว่าอิสราเอลได้โจมตีกลับไปยังเป้าหมายทางทหารในอิหร่าน และมีเสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้งในกรุงเตหะราน [00:26]
• ท่าทีของผู้นำ (โดนัลด์ ทรัมป์ และ เบนจามิน เนทันยาฮู):
• ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเขาจะโทรศัพท์หา นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เพื่อบอกไม่ให้ทำการตอบโต้ ซึ่งคาดว่ามีการต่อสายคุยกันจริง แต่สุดท้ายอิสราเอลก็ยังคงเดินหน้าโจมตีโต้ตอบในช่วงข้ามคืน [00:20]
• นักข่าวตั้งข้อสังเกตว่า มีความเป็นไปได้ที่ ทรัมป์ อาจจะพูดต่อหน้าสาธารณะว่าเขาห้ามปรามเนทันยาฮู แต่ในทางลับ (การพูดคุยส่วนตัว) เขาอาจจะแสดงท่าทีที่ยืดหยุ่นหรือเปิดทางให้อิสราเอลมากกว่านั้น [01:55]
• อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ ทั้งเนทันยาฮูยังไม่ได้ออกมาแถลงใดๆ และทรัมป์เองก็ยังไม่ได้โพสต์ข้อความใดๆ บนโซเชียลมีเดีย Truth Social ของเขา ซึ่งผิดปกติวิสัย [02:13]
• ผลกระทบในอิสราเอล:
• ปัจจุบันอิสราเอลได้ประกาศปิดเมืองชั่วคราว โรงเรียนต่างๆ ปิดทำการ และประชาชนไม่สามารถไปทำงานได้ ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่าอิหร่านอาจจะกำลังเตรียมยิงขีปนาวุธโจมตีระลอกใหม่เข้าใส่อิสราเอลในเวลานี้ [00:47], [02:29]






ภาพจรวดขนาดใหญ่ที่ปักดินอยู่ในภาพข่าวนั้น คือ เศษชิ้นส่วนขับดัน (Booster Stage) ของขีปนาวุธนำวิถี (Ballistic Missile) จากฝั่งอิหร่าน ครับ
โดยลักษณะนี้ไม่ใช่จรวดด้าน (ยิงไม่ระเบิด) แต่เป็นชิ้นส่วนท่อนท้ายหรือถังเชื้อเพลิงที่จะแยกตัวออกจากหัวรบ (Warhead) โดยอัตโนมัติตามวงจรการร่อนในอากาศ หลังจากที่ขีปนาวุธถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอล (เช่น Arrow 3 หรือ David's Sling) ยิงสกัดกั้นได้สำเร็จกลางอากาศ ส่วนหัวรบที่บรรจุดินระเบิดจะถูกทำลายไปแล้ว เหลือเพียงท่อนโลหะขนาดใหญ่ที่ตกลงมาปักลงบนพื้นดินในพื้นที่โล่งทางตอนเหนือของอิสราเอล ซึ่งในภาพจะเห็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและชาวอิสราเอลกำลังเข้ามาตรวจสอบเศษซากชิ้นส่วนดังกล่าวครับ
//////////////////////////////

เป็นไปได้สูงมากว่ามีการเตือนล่วงหน้า หรืออย่างน้อยก็ตั้งใจให้ศัตรูรู้ตัวก่อน
การที่สื่อรายงานว่าอิสราเอลเรียกปฏิบัติการนี้ว่า "การโจมตีเชิงสัญลักษณ์" (Symbolic attack) สะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมายหลักไม่ใช่การสังหารบุคลากร แต่เป็นการส่งข้อความข่มขู่เฮซบอลลาห์ว่า "เรารู้ว่าศูนย์บัญชาการคุณอยู่ไหน และเราเจาะเข้ามาทำลายมันได้ทุกเมื่อ" ตามปกติแล้ว เวลาที่กองทัพอิสราเอล (IDF) จะโจมตีเป้าหมายที่ฝังตัวอยู่ในเขตชุมชนหนาแน่นอย่างกรุงเบรุต มักจะมีขั้นตอนที่เรียกว่า การเตือนล่วงหน้า (Early Warning) เพื่อลดข้อครหาจากประชาคมโลกเรื่องการสังหารพลเรือน และหลีกเลี่ยงการยกระดับสงครามจนบานปลายเกินควบคุม วิธีที่มักใช้มีดังนี้ครับ:

1.Knock on the Roof (เคาะหลังคาบ้าน): เป็นยุทธวิธีเฉพาะของ IDF โดยจะยิงจรวดขนาดเล็กที่ไม่มีหัวรบระเบิดรุนแรง ไปกระทบที่หลังคาตึกเป้าหมายเพื่อสร้างเสียงดัง เป็นสัญญาณเตือนให้คนที่อยู่ในตึกมีเวลาหนีตาย (ประมาณ 5-15 นาที) ก่อนที่ระเบิดทำลายล้างของจริงจะตามลงมา


2.การแจ้งเตือนทางโทรศัพท์หรือ SMS: สายลับหรือหน่วยข่าวกรองจะเจาะระบบส่งข้อความหรือโทรเข้าเบอร์ของคนในพื้นที่นั้นๆ เพื่อสั่งให้อพยพออกจากรัศมีทำการ
ด้วยยุทธวิธีเหล่านี้ ประกอบกับเครือข่ายข่าวกรองของเฮซบอลลาห์เองที่คงคาดการณ์ได้ว่าอิสราเอลจะต้องเอาคืน จึงทำให้มีการสั่งอพยพเจ้าหน้าที่ระดับสูงและยุทโธปกรณ์สำคัญออกไปก่อนแล้ว เหลือทิ้งไว้แค่ "ตึกเปล่า" อย่างที่เห็นในข่าวครับ

//////////////////////


ข้อความที่ระบุว่า "อิหร่านส่งไป 10 ลูก อิสราเอลสกัดได้หมด ตอนนี้อิหร่านรับอย่างเดียว สกัดไม่ได้เลย" เป็นความจริงในภาพรวมเกือบทั้งหมดครับ โดยอิงจากสถานการณ์ความตึงเครียดล่าสุดที่เพิ่งปะทุขึ้นในช่วงคืนวันที่ 7 ต่อเช้าวันที่ 8 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา
หากนำข้อมูลทางยุทธวิธีและรายงานข่าวกรองทางทหารล่าสุดมากางดู จะพบข้อเท็จจริงดังนี้ครับ:

1. จำนวนขีปนาวุธที่อิหร่านยิง (11 ลูก ไม่ใช่ 10 ลูก)
ตามการยืนยันจาก Yechiel Leiter เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯ อิหร่านได้ทำการยิง ขีปนาวุธทิ้งตัว (Ballistic Missiles) จำนวน 11 ลูก พุ่งเป้าไปที่ฐานทัพอากาศของอิสราเอล 3 แห่ง (ภาคกลาง 2 แห่ง และภาคเหนือ 1 แห่ง) ซึ่งถือเป็นการทำลายการหยุดยิงที่ดำเนินมาเป็นเวลา 2 เดือน ดังนั้นตัวเลขในภาพที่บอกว่า 10 ลูกจึงคลาดเคลื่อนไปเพียงเล็กน้อย


2. การสกัดกั้นของอิสราเอล (สกัดได้หมด)
กองทัพอิสราเอลยืนยันว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถ สกัดกั้นขีปนาวุธที่พุ่งเข้ามาได้ทั้งหมด ไม่มีรายงานความเสียหายต่อฐานทัพหรือผู้บาดเจ็บ มีเพียงเหตุไฟไหม้พงหญ้าจากเศษซากขีปนาวุธ (Debris) ที่ตกลงมาในบางพื้นที่เท่านั้น


3. อิหร่าน "รับอย่างเดียว สกัดไม่ได้เลย" (ผลพวงจากการสูญเสียความได้เปรียบทางอากาศ)
ประโยคนี้สะท้อนสภาพความสมดุลทางอากาศ (Air Superiority) ในน่านฟ้าตะวันออกกลางปัจจุบันได้ชัดเจนมากครับ ทันทีที่อิสราเอลถูกโจมตี กองทัพอากาศอิสราเอลได้ส่งเครื่องบินรบหลายสิบเครื่องเข้าโจมตีตอบโต้ศูนย์ยิงขีปนาวุธและโครงสร้างพื้นฐานในอิหร่านทันทีในช่วงเช้าตรู่ของวันจันทร์
สาเหตุที่อิหร่านตกอยู่ในสภาพที่แทบจะสกัดกั้นฝูงบินรบของอิสราเอลไม่ได้ เป็นเพราะในปฏิบัติการโจมตีก่อนหน้านี้

(โดยเฉพาะช่วงปลายปี 2024 และ "สงคราม 12 วัน" ในเดือนมิถุนายน 2025) อิสราเอลได้ทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 ที่อิหร่านจัดหามาจากรัสเซียไปจนเกือบหมดเกลี้ยงแล้ว เมื่อขาดโครงข่ายระบบต่อต้านอากาศยานระดับสูง น่านฟ้าของอิหร่านจึงเปิดโล่งและตกเป็นรองอย่างหนักเมื่อต้องรับมือกับเครื่องบินรบยุคที่ 5 (Gen 5) อย่าง F-35 หรือแม้แต่เครื่องบินรบยุค 4.5 ของฝั่งอิสราเอลที่ครองน่านฟ้าอยู่
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่