มีใครเคยเจอแบบนี้กับการขอเปลี่ยนเบอร์รายเดือนเป็นเติมเงินที่แสนจะยากเย็นมั้ยคะ
ขอมาเล่าประสบการณ์เผื่อเป็นข้อมูลสำหรับคนที่กำลังจะทำเรื่องค่ะ
วันที่ 3 มิ.ย. เราเปิดเบอร์ใหม่ เลยตั้งใจจะเปลี่ยนเบอร์เดิมจากรายเดือนเป็นเติมเงินเผื่อเก็บเบอร์ไว้รับ OTP และทำธุรกรรม
เนื่องจากรอบบิลจะตัดวันที่ 9 มิ.ย. เลยรีบโทรหาคอลเซ็นเตอร์ตั้งแต่วันที่ 3 เพื่อสอบถามขั้นตอน
ตอนแรกพนง.ก็เสนอโปรใหม่ให้ จาก 399 บาท เหลือ 199 บาท แต่เรายืนยันว่าต้องการเปลี่ยนเป็นเติมเงิน สุดท้ายได้รับแจ้งว่าจะส่งเรื่องให้ และจะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ
วันที่ 4 มิ.ย. มีสายโทรเข้ามา แต่เราติดงานรับไม่ได้ เลยโทรกลับเอง ก็ได้รับแจ้งว่าจะส่งเรื่องให้และติดต่อกลับอีกครั้ง
วันที่ 5 มิ.ย เหมือนเดิมมม โทรมาตอนเราไม่สะดวกรับสาย เราเลยต้องโทรกลับไปอีก ก็แจ้งอีกว่าจะส่งเรื่องให้และติดต่อกลับอีก
ตอนค่ำเจ้าหน้าที่โทรมาอีกรอบ ถามเหมือนเดิมว่าไม่สะดวกตรงไหน ละเสนอโปร199ให้อีกเราก็ยืนยันว่าจะเปลี่ยนเป็นเติมเงิน
พนง.ก็แจ้งว่าเบอร์นี้ผูกกับโปรเน็ตบ้านอยู่ ถ้ายกเลิกจะเสียส่วนลดค่าเน็ตเดือนละ 200 บาท
เราเลยถามว่างั้นถ้ายกเลิกเน็ตบ้านไปด้วยเลยได้มั้ย จนท.แจ้งว่าทำได้ แต่ต้องเสียค่าปรับยกเลิกก่อนครบสัญญาประมาณ 7,000 กว่าบาท
เราเลยบอกงั้นถ้าเปลี่ยนเป็นโปร 199 จะยังได้ส่วนลดมั้ย พนง.บอก ไม่ได้ โปรขั้นต่ำที่จะได้ส่วนลดคือ 399 เท่านั้น เราเลยบอกจะโทรกลับอีกทีเพราะขอไปคิดดูก่อนว่าจะทำยังไง
วันที่ 6 มิย เราโทรกลับไปอีก และลองถามรายละเอียดเรื่องเน็ตบ้านอีกรอบ แต่กลับได้รับข้อมูลจากจนท.ท่านนี้ว่า ค่าปรับจริงเหลือประมาณ 3,100 บาท เพราะคำนวณตามวันที่เหลือในสัญญา และถ้าปรับโปรมือถือเหลือ 199 บาท ก็ยังได้รับส่วนลดเน็ตบ้านอยู่
ตรงนี้เริ่มสับสนแล้วค่ะ เพราะข้อมูลจากจนท.แต่ละคนไม่ตรงกัน
สุดท้ายเราตัดสินใจว่าไม่เป็นไร ยอมเสียส่วนลดเน็ตบ้าน200 แต่ยืนยันว่าจะเปลี่ยนเป็นเติมเงิน
และก็ได้รับคำตอบว่า “จะส่งเรื่องให้และจะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับอีกครั้ง”
พอเย็นวันที่ 6 ได้คุยกับจนท. ก็บอกว่าต้องส่งเรื่องอีก!! ซึ่งวันที่ 7 มิ.ย. เรามีแพลนต้องเดินทางไปต่างประเทศ ตอน11 โมง และจะกลับมาหลังวันตัดรอบบิลแล้ว จึงขอว่าให้ช่วยรีบติดต่อกลับช่วง9-10 โมง เพราะอยากเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนเดินทาง
พอเช้าวันนี้ 7 มิ.ย. จนท.โทรมา เหมือนเดิมจะเสนอโปร 199 ใดๆ เราบอกไม่เอาแล้ว จะเปลี่ยนเป็นเติมเงิน ต้องทำยังไงบ้างบอกมาเลย สุดท้ายก็ได้รับแจ้งว่า
“ลูกค้าต้องไปดำเนินการที่ศูนย์ด้วยตัวเอง พร้อมบัตรประชาชนตัวจริงเท่านั้นค่ะ“
อหหหแล้วมาพูดอะไรตอนนี้ เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมา เราไม่ได้หวังว่าจะเปลี่ยนโปรผ่านคอลเซนเตอร์ได้ แต่ต้องการทราบขั้นตอนว่าเราต้องทำยังไง เตรียมเอกสารอะไรบ้าง แต่ไม่มีใครเอ่ยปากสักคำว่าต้องไปที่ศูนย์
แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่วันแรก? มีแต่คำว่า “จะส่งเรื่องให้” “จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ” วนไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ถ้าสุดท้ายต้องไปศูนย์เองอยู่ดี ก็ควรจะแจ้งตั้งแต่วันที่ 3 ที่เราโทรไปครั้งแรก อย่างน้อยเราจะได้จัดเวลาไปทำเรื่องก่อนวันตัดรอบ
พอเราบอกว่ากำลังเดินทางไปสนามบินแล้ว ไปศูนย์ไม่ได้ เจ้าหน้าที่ก็แนะนำให้มอบอำนาจ โดยต้องใช้บัตรประชาชนตัวจริง หนังสือมอบอำนาจ และเอกสารของผู้รับมอบอำนาจ รวมถึงสำเนาและ**บัตรประชาชนตัวจริง**ของเรา??
คือ ณ เวลานั้นเรากำลังนั่งรถไปสนามบิน จะเอาเวลาที่ไหนไปเตรียมเอกสารทั้งหมด หรือฝากใครไปทำเรื่อง เราจึงถามว่า ถ้าเลยวันตัดรอบบิลไปแล้ว จะต้องจ่ายค่าบริการอีกเดือนใช่ไหม
คำตอบคือ “ใช่”
แต่เจ้าหน้าที่บอกจะเปลี่ยนโปรจาก 399 บาท เหลือ 199 บาทให้ได้ เพื่อให้เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง
สรุปแล้ว สิ่งที่รู้สึกติดใจไม่ใช่เรื่องโปร ไม่ใช่เรื่องส่วนลด หรือแม้แต่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการที่ต้องใช้เวลาหลายวัน โทรคุยหลายรอบ ได้ข้อมูลไม่ตรงกันหลายครั้ง และสุดท้ายมาแจ้งว่าต้องไปทำเรื่องที่ศูนย์ด้วยตัวเอง ทั้งที่ควรเป็นข้อมูลพื้นฐานที่แจ้งได้ตั้งแต่การติดต่อครั้งแรก
ในกรณีแบบนี้ ทางผู้ให้บริการควรมีความรับผิดชอบต่อความล่าช้าหรือความคลาดเคลื่อนในการให้ข้อมูลหรือไม่คะ เพราะหากได้รับข้อมูลที่ถูกต้องตั้งแต่วันแรก เราก็สามารถจัดการเรื่องทั้งหมดให้เสร็จก่อนเดินทางได้
ตอนนี้กลายเป็นว่าต้องรอจนกว่าจะกลับไทย และมีค่าใช้จ่ายรอบบิลถัดไปเกิดขึ้น ทั้งที่เราแจ้งความประสงค์ขอเปลี่ยนเป็นเติมเงินตั้งแต่ก่อนวันตัดรอบหลายวันแล้ว
ยอมรับว่าค่อนข้างผิดหวังกับประสบการณ์ครั้งนี้ค่ะ เพราะจากเดิมที่ตั้งใจจะเก็บเบอร์ไว้ใช้งานแบบเติมเงินต่อ ตอนนี้รู้สึกไม่ค่อยอยากใช้บริการต่อแล้ว รวมถึงเน็ตบ้านที่ติดสัญญาด้วย
ใครเคยมีประสบการณ์ขอเปลี่ยนจากรายเดือนเป็นเติมเงินแล้วเจอแบบนี้บ้างคะ สุดท้ายทางศูนย์มีการรับผิดชอบหรือช่วยเหลืออะไรให้มั้ยคะ 🥲
โทรถามเรื่องเปลี่ยนโปรค่าย T รายเดือนเป็นเติมเงิน โดนโทรยื้อส่งเรื่อง 4-5 รอบ สุดท้ายบอกให้เราไปทำเรื่องที่ศูนย์เอง
ขอมาเล่าประสบการณ์เผื่อเป็นข้อมูลสำหรับคนที่กำลังจะทำเรื่องค่ะ
วันที่ 3 มิ.ย. เราเปิดเบอร์ใหม่ เลยตั้งใจจะเปลี่ยนเบอร์เดิมจากรายเดือนเป็นเติมเงินเผื่อเก็บเบอร์ไว้รับ OTP และทำธุรกรรม
เนื่องจากรอบบิลจะตัดวันที่ 9 มิ.ย. เลยรีบโทรหาคอลเซ็นเตอร์ตั้งแต่วันที่ 3 เพื่อสอบถามขั้นตอน
ตอนแรกพนง.ก็เสนอโปรใหม่ให้ จาก 399 บาท เหลือ 199 บาท แต่เรายืนยันว่าต้องการเปลี่ยนเป็นเติมเงิน สุดท้ายได้รับแจ้งว่าจะส่งเรื่องให้ และจะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ
วันที่ 4 มิ.ย. มีสายโทรเข้ามา แต่เราติดงานรับไม่ได้ เลยโทรกลับเอง ก็ได้รับแจ้งว่าจะส่งเรื่องให้และติดต่อกลับอีกครั้ง
วันที่ 5 มิ.ย เหมือนเดิมมม โทรมาตอนเราไม่สะดวกรับสาย เราเลยต้องโทรกลับไปอีก ก็แจ้งอีกว่าจะส่งเรื่องให้และติดต่อกลับอีก
ตอนค่ำเจ้าหน้าที่โทรมาอีกรอบ ถามเหมือนเดิมว่าไม่สะดวกตรงไหน ละเสนอโปร199ให้อีกเราก็ยืนยันว่าจะเปลี่ยนเป็นเติมเงิน
พนง.ก็แจ้งว่าเบอร์นี้ผูกกับโปรเน็ตบ้านอยู่ ถ้ายกเลิกจะเสียส่วนลดค่าเน็ตเดือนละ 200 บาท
เราเลยถามว่างั้นถ้ายกเลิกเน็ตบ้านไปด้วยเลยได้มั้ย จนท.แจ้งว่าทำได้ แต่ต้องเสียค่าปรับยกเลิกก่อนครบสัญญาประมาณ 7,000 กว่าบาท
เราเลยบอกงั้นถ้าเปลี่ยนเป็นโปร 199 จะยังได้ส่วนลดมั้ย พนง.บอก ไม่ได้ โปรขั้นต่ำที่จะได้ส่วนลดคือ 399 เท่านั้น เราเลยบอกจะโทรกลับอีกทีเพราะขอไปคิดดูก่อนว่าจะทำยังไง
วันที่ 6 มิย เราโทรกลับไปอีก และลองถามรายละเอียดเรื่องเน็ตบ้านอีกรอบ แต่กลับได้รับข้อมูลจากจนท.ท่านนี้ว่า ค่าปรับจริงเหลือประมาณ 3,100 บาท เพราะคำนวณตามวันที่เหลือในสัญญา และถ้าปรับโปรมือถือเหลือ 199 บาท ก็ยังได้รับส่วนลดเน็ตบ้านอยู่
ตรงนี้เริ่มสับสนแล้วค่ะ เพราะข้อมูลจากจนท.แต่ละคนไม่ตรงกัน
สุดท้ายเราตัดสินใจว่าไม่เป็นไร ยอมเสียส่วนลดเน็ตบ้าน200 แต่ยืนยันว่าจะเปลี่ยนเป็นเติมเงิน
และก็ได้รับคำตอบว่า “จะส่งเรื่องให้และจะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับอีกครั้ง”
พอเย็นวันที่ 6 ได้คุยกับจนท. ก็บอกว่าต้องส่งเรื่องอีก!! ซึ่งวันที่ 7 มิ.ย. เรามีแพลนต้องเดินทางไปต่างประเทศ ตอน11 โมง และจะกลับมาหลังวันตัดรอบบิลแล้ว จึงขอว่าให้ช่วยรีบติดต่อกลับช่วง9-10 โมง เพราะอยากเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนเดินทาง
พอเช้าวันนี้ 7 มิ.ย. จนท.โทรมา เหมือนเดิมจะเสนอโปร 199 ใดๆ เราบอกไม่เอาแล้ว จะเปลี่ยนเป็นเติมเงิน ต้องทำยังไงบ้างบอกมาเลย สุดท้ายก็ได้รับแจ้งว่า
“ลูกค้าต้องไปดำเนินการที่ศูนย์ด้วยตัวเอง พร้อมบัตรประชาชนตัวจริงเท่านั้นค่ะ“
อหหหแล้วมาพูดอะไรตอนนี้ เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมา เราไม่ได้หวังว่าจะเปลี่ยนโปรผ่านคอลเซนเตอร์ได้ แต่ต้องการทราบขั้นตอนว่าเราต้องทำยังไง เตรียมเอกสารอะไรบ้าง แต่ไม่มีใครเอ่ยปากสักคำว่าต้องไปที่ศูนย์
แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่วันแรก? มีแต่คำว่า “จะส่งเรื่องให้” “จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ” วนไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ถ้าสุดท้ายต้องไปศูนย์เองอยู่ดี ก็ควรจะแจ้งตั้งแต่วันที่ 3 ที่เราโทรไปครั้งแรก อย่างน้อยเราจะได้จัดเวลาไปทำเรื่องก่อนวันตัดรอบ
พอเราบอกว่ากำลังเดินทางไปสนามบินแล้ว ไปศูนย์ไม่ได้ เจ้าหน้าที่ก็แนะนำให้มอบอำนาจ โดยต้องใช้บัตรประชาชนตัวจริง หนังสือมอบอำนาจ และเอกสารของผู้รับมอบอำนาจ รวมถึงสำเนาและ**บัตรประชาชนตัวจริง**ของเรา??
คือ ณ เวลานั้นเรากำลังนั่งรถไปสนามบิน จะเอาเวลาที่ไหนไปเตรียมเอกสารทั้งหมด หรือฝากใครไปทำเรื่อง เราจึงถามว่า ถ้าเลยวันตัดรอบบิลไปแล้ว จะต้องจ่ายค่าบริการอีกเดือนใช่ไหม
คำตอบคือ “ใช่”
แต่เจ้าหน้าที่บอกจะเปลี่ยนโปรจาก 399 บาท เหลือ 199 บาทให้ได้ เพื่อให้เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง
สรุปแล้ว สิ่งที่รู้สึกติดใจไม่ใช่เรื่องโปร ไม่ใช่เรื่องส่วนลด หรือแม้แต่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการที่ต้องใช้เวลาหลายวัน โทรคุยหลายรอบ ได้ข้อมูลไม่ตรงกันหลายครั้ง และสุดท้ายมาแจ้งว่าต้องไปทำเรื่องที่ศูนย์ด้วยตัวเอง ทั้งที่ควรเป็นข้อมูลพื้นฐานที่แจ้งได้ตั้งแต่การติดต่อครั้งแรก
ในกรณีแบบนี้ ทางผู้ให้บริการควรมีความรับผิดชอบต่อความล่าช้าหรือความคลาดเคลื่อนในการให้ข้อมูลหรือไม่คะ เพราะหากได้รับข้อมูลที่ถูกต้องตั้งแต่วันแรก เราก็สามารถจัดการเรื่องทั้งหมดให้เสร็จก่อนเดินทางได้
ตอนนี้กลายเป็นว่าต้องรอจนกว่าจะกลับไทย และมีค่าใช้จ่ายรอบบิลถัดไปเกิดขึ้น ทั้งที่เราแจ้งความประสงค์ขอเปลี่ยนเป็นเติมเงินตั้งแต่ก่อนวันตัดรอบหลายวันแล้ว
ยอมรับว่าค่อนข้างผิดหวังกับประสบการณ์ครั้งนี้ค่ะ เพราะจากเดิมที่ตั้งใจจะเก็บเบอร์ไว้ใช้งานแบบเติมเงินต่อ ตอนนี้รู้สึกไม่ค่อยอยากใช้บริการต่อแล้ว รวมถึงเน็ตบ้านที่ติดสัญญาด้วย
ใครเคยมีประสบการณ์ขอเปลี่ยนจากรายเดือนเป็นเติมเงินแล้วเจอแบบนี้บ้างคะ สุดท้ายทางศูนย์มีการรับผิดชอบหรือช่วยเหลืออะไรให้มั้ยคะ 🥲