ทริปนี้เริ่มต้นด้วยการเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 27 พฤษภาคม โดยเลือกใช้บริการสายการบิน Austria Airlines ใช้เวลาบินประมาณ 10 ชั่วโมงไปยังกรุงเวียนนา (Vienna) ประเทศออสเตรีย
จากนั้นมีเวลารอต่อเครื่องที่สนามบิน VIE ประมาณ 6 ชั่วโมง ก่อนจะต่อเครื่องไปซาดาร์ (Zadar) ประเทศโครเอเชีย ใช้เวลาบินเพียงประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น
รวมเวลาเดินทางทั้งหมดค่อนข้างยาว แต่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นทริปยุโรปที่ราบรื่นและสะดวกพอสมควรค่ะ

นั่งสักพัก อาหารเสิร์ฟค่ะ บอกเลยว่าอร่อยกว่าที่คิดไว้มาก เนื้อคือรสชาติดีงาม นุ่มดี ส่วนสลัดก็สดและอร่อยเหมือนกัน ระหว่างทางก็จัดไวน์ไป 2 แก้วค่ะ รสชาติขมสมเป็นไวน์อยู่ 555 แต่ก็ช่วยให้หลับสบายตลอดไฟลต์เลย

สำหรับที่นั่ง ส่วนตัวคิดว่าเหมาะกับคนสูงไม่เกิน 155 ซม. ค่ะ เพราะเรานั่งนาน ๆ แล้วเมื่อยมาก ส่วนลูกเรือก็น่ารักนะคะ พูดเยอรมันใส่ก่อนเลย

พอเครื่องใกล้จะลง ก็เตรียมตัวเข้าสู่ด่าน Passport Control กันค่ะ เจ้าหน้าที่ ตม. ถามมาคำแรกเลย
"Sprechen Deutsch?"
ส่วนเราที่เรียนเยอรมันมานิดหน่อย แต่ไม่กล้าเสี่ยงค่ะ ตอบไปทันที
"No, English ka." 🤣🤣🤣
จริง ๆ ตอนแรกท่องประโยคเยอรมันมาแล้วนะว่าจะตอบยังไง แต่พอเจอของจริง กลัวโดนส่งกลับบ้าน 5555555 เลยขอใช้ภาษาอังกฤษแบบปลอดภัยไว้ก่อน

หลังจากผ่าน ตม. มาได้เรียบร้อย สิ่งแรกวิ่งเข้าห้องน้ำค่ะ 5555555 ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร เหมือนเป็นธรรมเนียมส่วนตัว ทุกครั้งที่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองสำเร็จ ต้องเข้าห้องน้ำก่อนตลอด (เพราะกลัวจนฉี่จะราด หยอกๆๆ)

ระหว่างรอต่อเครื่องที่เวียนนา ก็จัดการแซนด์วิชที่ซื้อมาจาก Subway สุวรรณภูมิก่อนค่ะ เพราะเวลารอค่อนข้างนาน เริ่มหิวแล้ว
หลังผ่านไป 3 ชั่วโมง ฉันหิวเลยเดินไปสั่ง Käsekrainer ซึ่งก็ถามคนขาย กับแนะนำอันไหนอร่อย (Which one ist sehr lecker 5555555)
"Ich möchte einen Käsekrainer." จำมาจาก Tiktok
ปรากฏว่าพนักงานฟังรู้เรื่องด้วย! 🎉
ไม่นานไส้กรอก Käsekrainer ไส้กรอกรสชาติอร่อยใช้ได้เลยค่ะ แต่พอรูดบัตรเท่านั้นแหละ... น้ำตาแทบไหล 😂 โดนไปประมาณ 500 กว่าบาทสำหรับมื้อรองท้องเบา ๆ ยัง ยัง ลืมไปว่า "น้ำ" เดินเข้า Super โดนไปขวดละ 100 กว่าบาท แต่ได้น้ำโซดา จร้าาาาา (ด้วยความลืมกับตื่นเต้น ปกติไปไหนต้องมีคนไปด้วย ครั้งนี้บินเอง ทำอะไรเองเลย งง ตื่นเต้นไปหมด กว่าจะได้ Still water ก็จบทริป)

ส่วนหนุ่มคนนี้คือ Print boarding pass มาใหญ่กว่า A4 พนง. ก็น่ารักให้สแกนด้วย 55555++

และแล้วก็มาถึง Zadar เสียที ✈️
คุณแฟนมารอรับที่สนามบิน จากนั้นเราพักที่ Zadar 1 คืนก่อน เพราะแฟนยังมีงานที่ต้องเคลียร์
เช้าวันที่ 29 พฤษภาคม (สายๆมากกว่า เพราะเช้า แฟนออกไปทำงานก่อน) เราออกเดินทางจาก Zadar ไป Dubrovnik โดยรถยนต์ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง
ตลอดการเดินทาง 5 ชั่วโมง เรามีความสุขกับการนั่งชมวิวทะเล ภูเขา และหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ระหว่างทาง ส่วนแฟนก็รับโทรศัพท์ คุยงาน สั่งงาน และแก้ปัญหาต่าง ๆ แบบต่อเนื่อง
นับคร่าว ๆ แค่ช่วงที่เราอยู่ในรถ ก็มีสายงานเข้ามามากกว่า 10 สายแล้ว 😅
ดีไม่มีประชุมออนไลน์

อีกหนึ่งอย่างที่ชอบมาก คือวิวพระอาทิตย์ตก 🌅
จริง ๆ แล้วตอนแรกเราจองขึ้นไปชมวิวที่ Panorama Dubrovnik เรียบร้อยแล้ว เพราะเป็นจุดชมวิว แต่นั่งรถมาทั้งวันก็ขี้เกียจ สุดท้ายก็ตัดสินใจเปลี่ยนแผน
"ไม่ไปแล้ว... ขอชิลอยู่โรงแรมดีกว่า" 😆
และก็ไม่เสียใจเลย
จากบริเวณโรงแรมสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตก ได้แบบสบาย ๆ ไม่ต้องเบียดคน ไม่ต้องต่อคิวขึ้นกระเช้า แค่นั่งจิบเครื่องดื่ม รับลมทะเล
วิวตรงหน้ามีทั้งทะเลสีฟ้า เกาะเล็ก ๆ อยู่ไกล ๆ และเรือ Cruise ที่แล่นผ่านเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศดูโรแมนติกมาก
พระอาทิตย์ตกในวันที่เหนื่อยจากการเดินมาทั้งวัน ก็เป็นความสุขที่สมบูรณ์แบบแล้ว ❤️

ทริปนี้แฟน ถ่ายรูปเราสวยงามขึ้น
ปกติหน้าอยู่เมืองไทย ตัวอยู่ที่อื่น55555

สำหรับทริปนี้เราพักที่ Valamar Argosy Hotel จำนวน 2 คืน 3 วัน
ข้อดีก่อนเลย ห้องพักดี วิวสวยมาก โดยเฉพาะวิวทะเล สามารถมองเห็นเรือ Cruise แล่นผ่านอยู่ตลอดทั้งวัน บรรยากาศโดยรวมถือว่าดี และทำเลก็สะดวกสำหรับการเดินทางเข้าเมืองเก่า Dubrovnik
แต่...
เรื่องการบริการถือว่าเป็นจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลง
ระหว่างเข้าพัก มีการแจ้งขอแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดห้อง ต้องโทรตามถึง 2 ครั้งกว่าพนักงานจะมา
และไฮไลต์ของวันเช็กเอาต์คือ... เจอแมลงสาบในห้อง 😱
นอกจากนี้ ในวันที่เช็กเอาต์ ยังมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราอึ้งอีกครั้ง คือรถ Buggy Car ที่ใช้รับส่งแขกไปยังลานจอดรถมาช้ามาก ประมาณ 20-30 นาที ทำให้แขกหลายกลุ่มเริ่มไม่พอใจ และมีการโต้เถียงกันเองบริเวณด้านหน้าโรงแรม ขณะที่พนักงาน Front Office ดูเหมือนจะไม่ได้เข้ามาช่วยจัดการสถานการณ์หรือควบคุมคิวอย่างจริงจัง
ที่พีคที่สุดคือพอแจ้งปัญหากับพนักงาน คำตอบที่ได้รับประมาณว่า
"สามารถส่งคอมเพลนมาได้นะคะ" ยอมรับว่าสุดจริง ณ จุดนี้

วันที่ 30 พฤษภาคม
ช่วงเช้า (หรือจะเรียกว่าสายก็ได้ 😆) เราเดินทางเข้าไปเที่ยว Dubrovnik Old Town กันก่อน ตั้งใจว่าไม่รีบ เน้นเดินเล่นซึมซับบรรยากาศรอบ ๆ เมืองเก่า และเก็บรูปไปเรื่อย ๆ
รูปในช่วงนี้ถ่ายจาก iPhone ล้วน ๆ ไม่ได้ปรับสีหรือแต่งภาพเพิ่มเติมเลย เพราะวิวจริงสวยมากอยู่แล้ว ทั้งกำแพงเมืองเก่า หลังคาสีส้ม และทะเล Adriatic สีฟ้าสดตัดกันอย่างลงตัว
เราซื้อตั๋ว Dubrovnik Pass สำหรับ 2 คน ราคา 80 ยูโร ซึ่งรวมค่าเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ และใช้ขึ้นรถโดยสารได้ 24 ชั่วโมงด้วย ถือว่าคุ้มมากสำหรับคนที่วางแผนจะเที่ยวหลายจุด
วันนั้นเราเริ่มใช้บัตรขึ้นรถเมล์ ประมาณ 10 โมงกว่า ๆ ทำให้สามารถใช้รถได้จนถึง 10 โมงกว่าของวันรุ่งขึ้น ซึ่งพอดีกับแผนที่เราจะกลับมา Old Town อีกรอบเพื่อเดิน City Walls ในเช้าวันถัดไป
ช่วงเย็นเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ประทับใจมาก คือการไปพายเรือคายัคชมทะเลรอบ Dubrovnik โดยจองผ่าน Get Your Guide
บอกตามตรง "แฟนเป็นคนพาย ส่วนเรารับหน้าที่ชมวิว" 😂
ระหว่างทางได้เห็นกำแพงเมืองเก่าจากมุมที่ต่างออกไป และค่อย ๆ พายออกไปดูพระอาทิตย์ตกเหนือทะเล Adriatic ซึ่งช่วงปลายเดือนพฤษภาคม พระอาทิตย์ตกค่อนข้างช้า กว่าจะตกก็ 20:30 น. แล้ว
บางครั้งการท่องเที่ยวก็ไม่ได้มีแค่สถานที่สวย ๆ แต่ยังรวมถึงผู้คนที่เราได้พบระหว่างทางด้วย 😊

วันที่ 2 ตื่นเช้าไปเดิน City Walls ตั้งแต่ 8:30 น. เพราะอยากหลบคนและเก็บรูปสวย ๆ
บอกเลยว่าเดินเหนื่อยมากก! แต่สวยมากกเช่นกัน 😂
วิวหลังคาสีส้มของ Dubrovnik ตัดกับทะเลสีฟ้า คือสวยจนลืมเหนื่อย ช่วงเช้าคนยังไม่เยอะ ถ่ายรูปได้สบาย ๆ ใครมา Dubrovnik แนะนำให้มาแต่เช้าเลยค่ะ คุ้มมาก (รูปปรับสีจาก iPhone เล็กน้อย)

ก่อนขับรถกลับ Zadar ปิดท้ายด้วยเจลาโต้อีกคนละ 1 อัน 🍦
แชร์ Zadar - Dubrovnik 2026
จากนั้นมีเวลารอต่อเครื่องที่สนามบิน VIE ประมาณ 6 ชั่วโมง ก่อนจะต่อเครื่องไปซาดาร์ (Zadar) ประเทศโครเอเชีย ใช้เวลาบินเพียงประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น
รวมเวลาเดินทางทั้งหมดค่อนข้างยาว แต่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นทริปยุโรปที่ราบรื่นและสะดวกพอสมควรค่ะ
นั่งสักพัก อาหารเสิร์ฟค่ะ บอกเลยว่าอร่อยกว่าที่คิดไว้มาก เนื้อคือรสชาติดีงาม นุ่มดี ส่วนสลัดก็สดและอร่อยเหมือนกัน ระหว่างทางก็จัดไวน์ไป 2 แก้วค่ะ รสชาติขมสมเป็นไวน์อยู่ 555 แต่ก็ช่วยให้หลับสบายตลอดไฟลต์เลย
สำหรับที่นั่ง ส่วนตัวคิดว่าเหมาะกับคนสูงไม่เกิน 155 ซม. ค่ะ เพราะเรานั่งนาน ๆ แล้วเมื่อยมาก ส่วนลูกเรือก็น่ารักนะคะ พูดเยอรมันใส่ก่อนเลย
พอเครื่องใกล้จะลง ก็เตรียมตัวเข้าสู่ด่าน Passport Control กันค่ะ เจ้าหน้าที่ ตม. ถามมาคำแรกเลย
"Sprechen Deutsch?"
ส่วนเราที่เรียนเยอรมันมานิดหน่อย แต่ไม่กล้าเสี่ยงค่ะ ตอบไปทันที
"No, English ka." 🤣🤣🤣
จริง ๆ ตอนแรกท่องประโยคเยอรมันมาแล้วนะว่าจะตอบยังไง แต่พอเจอของจริง กลัวโดนส่งกลับบ้าน 5555555 เลยขอใช้ภาษาอังกฤษแบบปลอดภัยไว้ก่อน
หลังจากผ่าน ตม. มาได้เรียบร้อย สิ่งแรกวิ่งเข้าห้องน้ำค่ะ 5555555 ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร เหมือนเป็นธรรมเนียมส่วนตัว ทุกครั้งที่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองสำเร็จ ต้องเข้าห้องน้ำก่อนตลอด (เพราะกลัวจนฉี่จะราด หยอกๆๆ)
ระหว่างรอต่อเครื่องที่เวียนนา ก็จัดการแซนด์วิชที่ซื้อมาจาก Subway สุวรรณภูมิก่อนค่ะ เพราะเวลารอค่อนข้างนาน เริ่มหิวแล้ว
หลังผ่านไป 3 ชั่วโมง ฉันหิวเลยเดินไปสั่ง Käsekrainer ซึ่งก็ถามคนขาย กับแนะนำอันไหนอร่อย (Which one ist sehr lecker 5555555)
"Ich möchte einen Käsekrainer." จำมาจาก Tiktok
ปรากฏว่าพนักงานฟังรู้เรื่องด้วย! 🎉
ไม่นานไส้กรอก Käsekrainer ไส้กรอกรสชาติอร่อยใช้ได้เลยค่ะ แต่พอรูดบัตรเท่านั้นแหละ... น้ำตาแทบไหล 😂 โดนไปประมาณ 500 กว่าบาทสำหรับมื้อรองท้องเบา ๆ ยัง ยัง ลืมไปว่า "น้ำ" เดินเข้า Super โดนไปขวดละ 100 กว่าบาท แต่ได้น้ำโซดา จร้าาาาา (ด้วยความลืมกับตื่นเต้น ปกติไปไหนต้องมีคนไปด้วย ครั้งนี้บินเอง ทำอะไรเองเลย งง ตื่นเต้นไปหมด กว่าจะได้ Still water ก็จบทริป)
ส่วนหนุ่มคนนี้คือ Print boarding pass มาใหญ่กว่า A4 พนง. ก็น่ารักให้สแกนด้วย 55555++
และแล้วก็มาถึง Zadar เสียที ✈️
คุณแฟนมารอรับที่สนามบิน จากนั้นเราพักที่ Zadar 1 คืนก่อน เพราะแฟนยังมีงานที่ต้องเคลียร์
เช้าวันที่ 29 พฤษภาคม (สายๆมากกว่า เพราะเช้า แฟนออกไปทำงานก่อน) เราออกเดินทางจาก Zadar ไป Dubrovnik โดยรถยนต์ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง
ตลอดการเดินทาง 5 ชั่วโมง เรามีความสุขกับการนั่งชมวิวทะเล ภูเขา และหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ระหว่างทาง ส่วนแฟนก็รับโทรศัพท์ คุยงาน สั่งงาน และแก้ปัญหาต่าง ๆ แบบต่อเนื่อง
นับคร่าว ๆ แค่ช่วงที่เราอยู่ในรถ ก็มีสายงานเข้ามามากกว่า 10 สายแล้ว 😅
ดีไม่มีประชุมออนไลน์
อีกหนึ่งอย่างที่ชอบมาก คือวิวพระอาทิตย์ตก 🌅
จริง ๆ แล้วตอนแรกเราจองขึ้นไปชมวิวที่ Panorama Dubrovnik เรียบร้อยแล้ว เพราะเป็นจุดชมวิว แต่นั่งรถมาทั้งวันก็ขี้เกียจ สุดท้ายก็ตัดสินใจเปลี่ยนแผน
"ไม่ไปแล้ว... ขอชิลอยู่โรงแรมดีกว่า" 😆
และก็ไม่เสียใจเลย
จากบริเวณโรงแรมสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตก ได้แบบสบาย ๆ ไม่ต้องเบียดคน ไม่ต้องต่อคิวขึ้นกระเช้า แค่นั่งจิบเครื่องดื่ม รับลมทะเล
วิวตรงหน้ามีทั้งทะเลสีฟ้า เกาะเล็ก ๆ อยู่ไกล ๆ และเรือ Cruise ที่แล่นผ่านเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศดูโรแมนติกมาก
พระอาทิตย์ตกในวันที่เหนื่อยจากการเดินมาทั้งวัน ก็เป็นความสุขที่สมบูรณ์แบบแล้ว ❤️
ทริปนี้แฟน ถ่ายรูปเราสวยงามขึ้น
ปกติหน้าอยู่เมืองไทย ตัวอยู่ที่อื่น55555
สำหรับทริปนี้เราพักที่ Valamar Argosy Hotel จำนวน 2 คืน 3 วัน
ข้อดีก่อนเลย ห้องพักดี วิวสวยมาก โดยเฉพาะวิวทะเล สามารถมองเห็นเรือ Cruise แล่นผ่านอยู่ตลอดทั้งวัน บรรยากาศโดยรวมถือว่าดี และทำเลก็สะดวกสำหรับการเดินทางเข้าเมืองเก่า Dubrovnik
แต่...
เรื่องการบริการถือว่าเป็นจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลง
ระหว่างเข้าพัก มีการแจ้งขอแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดห้อง ต้องโทรตามถึง 2 ครั้งกว่าพนักงานจะมา
และไฮไลต์ของวันเช็กเอาต์คือ... เจอแมลงสาบในห้อง 😱
นอกจากนี้ ในวันที่เช็กเอาต์ ยังมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราอึ้งอีกครั้ง คือรถ Buggy Car ที่ใช้รับส่งแขกไปยังลานจอดรถมาช้ามาก ประมาณ 20-30 นาที ทำให้แขกหลายกลุ่มเริ่มไม่พอใจ และมีการโต้เถียงกันเองบริเวณด้านหน้าโรงแรม ขณะที่พนักงาน Front Office ดูเหมือนจะไม่ได้เข้ามาช่วยจัดการสถานการณ์หรือควบคุมคิวอย่างจริงจัง
ที่พีคที่สุดคือพอแจ้งปัญหากับพนักงาน คำตอบที่ได้รับประมาณว่า
"สามารถส่งคอมเพลนมาได้นะคะ" ยอมรับว่าสุดจริง ณ จุดนี้
วันที่ 30 พฤษภาคม
ช่วงเช้า (หรือจะเรียกว่าสายก็ได้ 😆) เราเดินทางเข้าไปเที่ยว Dubrovnik Old Town กันก่อน ตั้งใจว่าไม่รีบ เน้นเดินเล่นซึมซับบรรยากาศรอบ ๆ เมืองเก่า และเก็บรูปไปเรื่อย ๆ
รูปในช่วงนี้ถ่ายจาก iPhone ล้วน ๆ ไม่ได้ปรับสีหรือแต่งภาพเพิ่มเติมเลย เพราะวิวจริงสวยมากอยู่แล้ว ทั้งกำแพงเมืองเก่า หลังคาสีส้ม และทะเล Adriatic สีฟ้าสดตัดกันอย่างลงตัว
เราซื้อตั๋ว Dubrovnik Pass สำหรับ 2 คน ราคา 80 ยูโร ซึ่งรวมค่าเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ และใช้ขึ้นรถโดยสารได้ 24 ชั่วโมงด้วย ถือว่าคุ้มมากสำหรับคนที่วางแผนจะเที่ยวหลายจุด
วันนั้นเราเริ่มใช้บัตรขึ้นรถเมล์ ประมาณ 10 โมงกว่า ๆ ทำให้สามารถใช้รถได้จนถึง 10 โมงกว่าของวันรุ่งขึ้น ซึ่งพอดีกับแผนที่เราจะกลับมา Old Town อีกรอบเพื่อเดิน City Walls ในเช้าวันถัดไป
ช่วงเย็นเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ประทับใจมาก คือการไปพายเรือคายัคชมทะเลรอบ Dubrovnik โดยจองผ่าน Get Your Guide
บอกตามตรง "แฟนเป็นคนพาย ส่วนเรารับหน้าที่ชมวิว" 😂
ระหว่างทางได้เห็นกำแพงเมืองเก่าจากมุมที่ต่างออกไป และค่อย ๆ พายออกไปดูพระอาทิตย์ตกเหนือทะเล Adriatic ซึ่งช่วงปลายเดือนพฤษภาคม พระอาทิตย์ตกค่อนข้างช้า กว่าจะตกก็ 20:30 น. แล้ว
บางครั้งการท่องเที่ยวก็ไม่ได้มีแค่สถานที่สวย ๆ แต่ยังรวมถึงผู้คนที่เราได้พบระหว่างทางด้วย 😊
วันที่ 2 ตื่นเช้าไปเดิน City Walls ตั้งแต่ 8:30 น. เพราะอยากหลบคนและเก็บรูปสวย ๆ
บอกเลยว่าเดินเหนื่อยมากก! แต่สวยมากกเช่นกัน 😂
วิวหลังคาสีส้มของ Dubrovnik ตัดกับทะเลสีฟ้า คือสวยจนลืมเหนื่อย ช่วงเช้าคนยังไม่เยอะ ถ่ายรูปได้สบาย ๆ ใครมา Dubrovnik แนะนำให้มาแต่เช้าเลยค่ะ คุ้มมาก (รูปปรับสีจาก iPhone เล็กน้อย)
ก่อนขับรถกลับ Zadar ปิดท้ายด้วยเจลาโต้อีกคนละ 1 อัน 🍦