ณ โรงเรียนเล็ก ๆ หลังหนึ่งในชนบทของญี่ปุ่น เมื่อแดดเริ่มแรงในยามบ่าย เด็กนักเรียนจะค่อย ๆ เงียบเสียงลง บางคนพับกระดาษ บางคนจ้องกระรอกบนต้นไม้ แต่มีบางอย่างที่เกิดขึ้นเป็นประจำจนทุกคนคุ้นตา
อาจารย์ประจำโรงเรียนท่านหนึ่ง ซึ่งทุกคนเคารพนับถือมาก มักจะนั่งเงียบ ๆ หลังอาหารกลางวัน แล้วหลับไปบนเสื่อฟางใต้ร่มเงาของต้นไม้
ไม่มีใครกล้ากวน ไม่มีใครสงสัย จนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กนักเรียนคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“อาจารย์ครับ ทำไมทุกวันตอนบ่ายคุณครูถึงต้องนอนหลับด้วยล่ะครับ?”
อาจารย์ลืมตาขึ้นนิดหนึ่ง แล้วยิ้มบาง ๆ “ข้าหลับ…เพื่อเดินทางไปยังแดนแห่งความฝัน”
เด็ก ๆ ทำหน้าสงสัย
“ที่นั่นข้าได้พบกับบรรดาปราชญ์โบราณ เหมือนกับที่ขงจื๊อเคยฝันเห็นท่านผู้รู้ ข้าไปสนทนาธรรมกับพวกเขา แล้วกลับมาเล่าให้พวกเจ้าฟัง” อาจารย์กล่าวต่อ
เด็ก ๆ มองหน้ากันนิ่งเงียบ ไม่แน่ใจว่าควรเชื่อหรือไม่ แต่ก็ไม่มีใครกล้าถามต่อ
วันหนึ่ง อากาศร้อนจนเกินจะทน แม้กระทั่งในร่มเงาก็ยังอบอ้าวจนเหงื่อไหล เด็ก ๆ หลายคนเริ่มหมดแรงจะเรียน เขียนหนังสือก็ไม่ตรงแถว หาวกันคนละรอบสองรอบ
สุดท้าย พวกเขาก็พากันเอนตัวลงนอนบนเสื่ออย่างเงียบ ๆ มีใครบางคนกระซิบเบา ๆ “ไปเจอปราชญ์ในฝันกันเถอะ…เหมือนอาจารย์ไง”
เมื่ออาจารย์กลับมาเห็นเด็ก ๆ นอนหลับทั้งห้อง เขาขมวดคิ้วทันที “นี่เจ้าทั้งหลาย หลับกันหมดในเวลานี้ ทำไมถึงไม่ตั้งใจเรียน?”
เด็กคนหนึ่งลุกขึ้นมาขยี้ตาแล้วพูดว่า “พวกเราก็ไปแดนแห่งความฝันครับ…ไปหาเหล่าปราชญ์โบราณเหมือนที่ท่านอาจารย์เคยเล่า”
อาจารย์หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “แล้วปราชญ์ทั้งหลายมีถ้อยคำใดฝากกลับมาหรือไม่?”
เด็กคนนั้นยิ้ม และตอบอย่างมั่นใจ “เราถามท่าน ๆ ว่าท่านอาจารย์ของเรามาหาพวกท่านทุกบ่ายจริงหรือไม่… แต่พวกเขาบอกว่าไม่เคยเห็นคนหน้าตาแบบนี้มาก่อนเลยครับ!”
หลังจากคำตอบของเด็กชายลอยออกมา ห้องเรียนทั้งห้องก็เงียบไปทันที
เพื่อน ๆ หลายคนพยายามกลั้นขำ บางคนก้มหน้ากลบยิ้ม ขณะที่อาจารย์ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง เงียบเสียจนได้ยินเสียงใบไม้ขยับเบา ๆ จากหน้าต่าง
อาจารย์มองหน้าศิษย์ตรงหน้า แววตายังสงบเหมือนเดิม ไม่มีรอยโกรธ ไม่มีรอยขำ
“ปราชญ์ในฝันไม่รู้จักข้าเลยอย่างนั้นหรือ…” เขาพูดช้า ๆ “เช่นนั้น ข้าคงต้องฝึกนั่งสมาธิให้ลึกกว่านี้แล้ว”
เด็ก ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างงง ๆ ไม่แน่ใจว่าอาจารย์กำลังประชด หรือพูดจริง
“หรือไม่ก็…” เขาพูดต่อ “ข้าอาจจะไปผิดห้องในความฝันทุกวันก็ได้ ในนั้นมีห้องเยอะเสียด้วยสิ”
คราวนี้เด็กทั้งห้องหัวเราะออกมาพร้อมกัน ไม่ใช่เพราะอาจารย์ถูกล้อ แต่เพราะทุกอย่างเบาสบายเกินกว่าจะมีใครถือโทษ
หลังจากวันนั้น อาจารย์ไม่ได้ตำหนิเรื่องเด็ก ๆ นอนหลับอีก เขากลับเริ่มเล่าถึงความฝันของเขาด้วยน้ำเสียงสนุกสนานมากขึ้น
“เมื่อคืนนี้ ข้าไปถึงห้องหนึ่งในฝัน แต่ปราชญ์ไม่อยู่ เหลือแต่กล้วยวางอยู่กลางโต๊ะ ใครกินก็ไม่รู้…”
เด็ก ๆ ฟังอย่างสนใจ บางคนเริ่มเล่าคืนของตัวเองกลับด้วยเช่นกัน แม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องฝัน แต่กลับรู้สึกเหมือนได้เรียนรู้บางอย่าง
ไม่มีใครรู้แน่ว่าอาจารย์ของพวกเขาไปพบใครในฝันจริงหรือไม่ แต่ทุกคนรู้ว่า ความฝันบางอย่าง แม้จะไม่ใช่เรื่องจริง… ก็อาจสอนใจได้จริง
และบางคำตอบที่ทำให้คนทั้งห้องหัวเราะ ก็อาจมีน้ำหนักเท่ากับธรรมะบทหนึ่ง เพราะในเส้นทางของเซน คำตอบที่ดี ไม่จำเป็นต้องจริงเสมอ แต่ต้องจริงใจ
*** (นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความรู้ที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราพบใครในความฝันหรือได้ยินถ้อยคำจากปราชญ์โบราณหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเรากล้าพอจะซื่อสัตย์กับความคิดของตัวเอง และใช้ปัญญาให้เบิกบานแม้ในเรื่องเล่น ๆ เพราะในเส้นทางของเซน บางครั้งคำตอบที่ทำให้เราหัวเราะ อาจเป็นคำตอบที่ทำให้เราตื่นรู้ได้ลึกที่สุด
เด็ก ๆ ไม่ได้ลบหลู่ครูของตน แต่ใช้ไหวพริบและความกล้าในการตั้งคำถามกลับอย่างไร้ความกลัว และอาจารย์เองก็ไม่หักรั้งด้วยอำนาจ แต่เปิดใจยอมรับคำพูดของศิษย์ด้วยรอยยิ้ม นั่นแหละ… คือการเรียนรู้ที่แท้จริง)
ในดินแดนเพริศแพร้ว ..... แห่งฝัน
พบปราชญ์โบราณอัน ..... นิมิตอ้าง
ครู-ศิษย์ตอบโต้กัน ..... มิหวั่นผิด
ต่างเปิดจิตใจกว้าง ..... อย่างแท้แลสราญ.
Kitaro - Symphony Of Dreams
🤍🤍🤍 นิทานเซน: ในดินแดนแห่งความฝัน 🤍🤍🤍