สงครามร้านอาหารญี่ปุ่น แพงไม่ไหว กินไม่คุ้ม ร้านไม่รอด

สงครามร้านอาหารญี่ปุ่น แพงไม่ไหว กินไม่คุ้ม ร้านไม่รอด

องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan External Trade Organization สำนักงานกรุงเทพฯ)
.
เปิดเผยสำรวจธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยปี 2568 พบว่าจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี ตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2550 เหลือ 5,781 ร้าน ลดลง 135 ร้าน หรือ 2.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน
.
การลดลงเกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยกรุงเทพฯ เหลือ 2,609 ร้าน ลดลง 2.3% พื้นที่ต่างจังหวัด 2,326 ร้าน ลดลง 1.9% และ 5 จังหวัดปริมณฑล 846 ร้าน ลดลง 3.1% สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้น
.
ช่วงที่ผ่านมา แบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นและราเมงชื่อดังในไทยหลายแห่งทยอยปิดกิจการลงอย่างถาวร ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย อาทิ
.
📌ชาบูตง ราเมง (Chabuton Ramen) ราเมงชื่อดังดีกรีแชมป์จากรายการ TV Champion ภายใต้เครือ CRG ได้ประกาศยุติกิจการในประเทศไทยอย่างถาวร ปิดสาขาสุดท้าย 14 มิถุนายน 2569 ถือเป็นการปิดตำนานการให้บริการในไทยนาน 16 ปี
.
📌เทนยะ (Tenya) ร้านเทมปุระและข้าวหน้าเทมปุระจากญี่ปุ่น ได้ปิดสาขาสุดท้ายในไทย ได้แก่ สาขา Terminal 21 และ Samyan Mitrtown เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ส่งผลให้ยุติการดำเนินธุรกิจในตลาดไทยโดยสมบูรณ์
.
📌ยูทากะ เตะ ราเมน (Chita Yutaka Tei) ร้านราเมงสไตล์ดั้งเดิมในซอยสุขุมวิท 24 เปิดบริการมานานกว่า 18 ปี ปิดกิจการลงอย่างถาวรในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 สะท้อนภาพการแข่งขันที่เข้มข้นของตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยอย่างต่อเนื่อง
.
📌ร้านมารุกาเมะ เซเมง ร้านอุด้งชื่อดังจากญี่ปุ่น ยุติการการให้บริการทุกสาขาในไทย ทั้ง 3 สาขา ได้แก่ สาขาเทอร์มินอล 21 พัทยา ปิดวันที่ 26 มีนาคม 2565 และสาขาเดอะ พรอมานาด รวมถึงเกตเวย์ เอกมัย ปิดวันที่ 31 มีนาคม 2565
.
📌เดอะแกรนด์ราเมนอุไม ร้านอาหารญี่ปุ่นสัญชาติไทย ตั้งอยู่ในสุขุมวิท 26 เลิกกิจการในวันที่ 13 ตุลาคม 2562
.
บทความนี้จะพูดถึงกรณีล่าสุด “ชาบูตง” เคยเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่หลายคนผูกกับคำว่า “อาหารญี่ปุ่นในห้าง” โดยเฉพาะช่วงที่กระแสอาหารญี่ปุ่นบูมในไทยเมื่อราว 10-15 ปีก่อน ชาบูตงคือหนึ่งในแบรนด์ที่คน “นึกถึงทันที”
.
จากจุดสูงสุดที่เคยมีหลายสาขาทั่วประเทศไทยกว่า 17 สาขา วันนี้เหลือเพียง 2 สาขาสุดท้าย ได้แก่ สาขาเกทเวย์ เอกมัย ปิดวันสุดท้าย 10 มิถุนายน 2569 และสาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว ปิดวันสุดท้าย 14 มิถุนายน 2569
.
สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ “ร้านหนึ่งร้านกำลังหายไป” แต่คือ “ร้านที่เคยแข็งแรง ทำไมถึงค่อยๆ ถอย” การปิดตัวครั้งนี้จึงเหมือนกรณีศึกษาให้เห็นว่า ต่อให้เป็นแบรนด์ที่เคยสำเร็จ ก็ไม่ได้การันตีว่าจะอยู่รอดในเกมที่เปลี่ยนเร็ว
.
📌ชาบูตงคือใคร ทำไมถึงสำคัญ
.
ชาบูตง ไม่ใช่แค่ร้านราเมนธรรมดา แต่เป็น “แบรนด์นำเข้า” ที่มาพร้อมเรื่องราว ก่อตั้งขึ้นในปี 2539 โดย “ยาสุจิ โมริซุมิ” (Yasuji Morizumi) เชฟที่รู้จักในนาม “ราชาราเมน” เชฟระดับตำนานของญี่ปุ่น มีดีกรีแชมป์รายการทำอาหาร (TV Champion) ใช้สูตรน้ำซุปที่เคี่ยวหลายชั่วโมง เป็นจุดขายด้านคุณภาพ
.
เมื่อเข้ามาไทยเมื่อปี 2563 โดยบริษัท เซ็นทรัล เรสเตอรองส์ กรุ๊ปส์ จำกัด’ หรือ CRG  ในช่วงแรกแบรนด์นี้ถือว่าอยู่ในกลุ่ม “พรีเมียมแมส” คือ ราคาสูงกว่าร้านทั่วไป แต่ยังเข้าถึงได้สำหรับคนเมือง
.
ในยุคนั้นตัวเลือกยังไม่เยอะ การได้กินราเมนต้นตำรับจากญี่ปุ่นในห้างใหญ่ ถือเป็น “ประสบการณ์ใหม่” ดังนั้น ชาบูตงจึงไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่เป็นตัวแทนยุคแรกของกระแสอาหารญี่ปุ่นในไทย การปิดตัวของแบรนด์ระดับนี้ จึงสะท้อนว่าเกมมันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
.
📌สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ตลาดไม่ได้แย่ แต่แข่งขันโหดขึ้น
.
ถ้ามองผิวเผิน หลายคนอาจคิดว่า “ร้านปิด อาจคิดว่าตลาดไม่ดี” แต่ความจริงคือตรงกันข้าม จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยยังอยู่ในระดับสูง ร้านราเมนยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในต่างจังหวัด แบรนด์ใหม่ทั้งจากญี่ปุ่นและไทยเข้ามาไม่หยุด
แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ โครงสร้างการแข่งขัน ตลาดตอนนี้แบ่งเป็นหลายเลเยอร์ชัดเจน คือ
.
✅ กลุ่มแมส เน้นราคาถูก กินง่าย เข้าถึงทุกคน
✅ กลุ่มกลาง ราคาไม่สูงมาก แต่ต้องมีคุณภาพ
✅ กลุ่มพรีเมียม/เฉพาะทาง เน้นประสบการณ์ Story และความพิเศษ
.
ปัญหาคือ เมื่อผู้เล่นเพิ่มขึ้นในทุกระดับตลาด พื้นที่ของแต่ละแบรนด์จะแคบลงโดยอัตโนมัติ พูดให้เห็นภาพคือ เมื่อก่อนลูกค้ามีตัวเลือกจำกัด แต่วันนี้ลูกค้ามีตัวเลือกแทบทุกระดับราคา
.
ผลลัพธ์คือการแข่งขันไม่ได้วัดแค่ “อร่อยหรือไม่” แต่เป็น “คุ้มค่าหรือไม่ และแตกต่างพอหรือไม่”
.
📌ชาบูตงพลาดตรงไหน
.
ประเด็นสำคัญที่สุดของเคสนี้คือ Positioning ชาบูตงอยู่ในจุดที่เรียกว่าตรงกลางของตลาด ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อันตรายที่สุด
ตลาดล่าง (แมส) มีแบรนด์ที่ถูกกว่าอย่างชัดเจน ลูกค้าสามารถกินได้บ่อยกว่า ตัดสินใจง่ายกว่า
.
ตลาดบน (พรีเมียม/เฉพาะทาง) มีร้านที่ให้ประสบการณ์ชัดเจนกว่า เช่น สูตรเฉพาะ เชฟมีชื่อ หรือขายแบบ limited
แต่ชาบูตง ไม่ได้ถูกที่สุด ไม่ได้พิเศษที่สุด จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ทดแทนได้ง่าย
.
อีกจุดหนึ่งคือ “การปรับตัว” แม้เคยมีการลดราคาเพื่อดึงลูกค้า แต่ไม่ได้สร้าง “คุณค่าใหม่” ที่ชัดเจนขึ้น ในโลกที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมาก แค่ดีเหมือนเดิมไม่พออีกต่อไป ต้องมีเหตุผลใหม่ให้คนเลือก
.
📌เทรนด์ผู้บริโภค จาก “กินเอาอิ่ม” สู่ “เลือกให้คุ้ม”
.
สิ่งที่เปลี่ยนเร็วที่สุดในเกมนี้ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่คือ “คนกิน” ในช่วง 5–10 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมผู้บริโภคไทยเปลี่ยนชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับ Value for Money มากขึ้น ตัดสินใจเร็วแต่เปลี่ยนใจง่าย และ พร้อมลองร้านใหม่ตลอดเวลา
.
โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจผันผวน ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามง่ายๆ ว่า “ราคานี้ คุ้มพอไหม” นี่คือเหตุผลที่แบรนด์อย่าง ฮะจิบัง ราเมง (ราคาเริ่มต้นต่ำ) หรือ Oishi Ramen (ปรับเมนูให้เข้ากับคนไทย) ยังคงครองตลาดได้ดีในกลุ่มแมส
.
ขณะที่ฝั่งพรีเมียม ร้านที่มี “เรื่องเล่า + ประสบการณ์” ชัดเจน ก็ยังสามารถตั้งราคาสูงได้
.
แต่แบรนด์ที่อยู่ตรงกลาง จะถูกกดดันมากที่สุด
.
📌สงครามที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ราคา แต่คือ “เหตุผลในการเลือก”
.
ตลาดร้านอาหารวันนี้ ไม่ได้แข่งกันแค่ว่า “ใครถูกกว่า” หรือ “ใครอร่อยกว่า” แต่แข่งขันกันที่ว่า “ลูกค้าจะเลือกคุณไปทำไม” ซึ่งสามารถแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 แกนหลัก
.
1. สายคุ้มค่า (Value-driven) ราคาเข้าถึงง่าย, Portion คุ้ม, โปรโมชั่นแรง ตัวอย่างเช่น ร้านที่ตั้งราคาต่ำกว่า 200 บาทต่อมื้อ
สามารถดึงลูกค้าให้ “กินซ้ำ” ได้บ่อย
.
2. สายประสบการณ์ (Experience-driven) มี Story ของเชฟ, มีเมนูเฉพาะ, มีความรู้สึกพิเศษ เช่น ร้านราเมนแบบ Specialty หรือ Omakase-style
.
แต่ปัญหาของชาบูตงคือ ไม่ได้ “ชนะ” ในเกมใดเกมหนึ่ง ทำให้ลูกค้าไม่มีเหตุผลชัดเจนที่ต้องเลือก
.
📌ใครกำลังชนะ! ในตลาดอาหารญี่ปุ่นราเมน
.
ในฝั่ง “แมส (Mass Market)” ผู้เล่นอย่างฮะจิบัง ราเมง และ Oishi Ramen ยังคงครองความได้เปรียบจากการเป็นตัวเลือกที่ “เข้าถึงง่ายและคุ้มค่า” โดยราคาต่อมื้อส่วนใหญ่อยู่ราว 80–170 บาท ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
.
กลยุทธ์สำคัญคือการขยายสาขาในศูนย์การค้าและทำเลที่มีทราฟฟิกสูง ทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าจำนวนมาก และสร้างพฤติกรรม “กินซ้ำ” ได้บ่อยกว่าแบรนด์ระดับบน ในถาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น กลุ่มนี้จึงยิ่งแข็งแรง เพราะตอบโจทย์ทั้งราคาและความสะดวกในชีวิตประจำวัน
.
ในขณะที่ “กลุ่มกลาง (Premium Mass)” ซึ่งชาบูตงเคยอยู่ กลับเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยมีราคาต่อมื้อเฉลี่ยอยู่ราว 250–300 บาท ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างความคุ้มค่าและความพรีเมียม แต่ปัญหาคือไม่มีอะไรที่โดดเด่นขึ้นมาในวันที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น ลูกค้าที่ต้องการความประหยัดสามารถขยับลงไปหากลุ่มแมสที่ราคาต่ำกว่าชัดเจน
.
ขณะที่ลูกค้าที่ต้องการประสบการณ์ที่แตกต่าง ก็พร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อไปหาร้านเฉพาะทางที่มี story และเอกลักษณ์มากกว่า ส่งผลให้แบรนด์ในตำแหน่งนี้ถูกบีบทั้งด้านราคาและคุณค่า จนสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง
.
ในอีกด้านหนึ่ง “กลุ่มเฉพาะทาง (Specialty/Premium)” กลับเติบโตสวนกระแส ด้วยโมเดลที่เน้น “ความแตกต่าง” มากกว่าปริมาณ ไม่ว่าจะเป็นร้านราเมนที่มีเชฟเป็นจุดขาย ร้านที่ใช้สูตรเฉพาะจากญี่ปุ่น หรือร้านที่จำกัดจำนวนชามต่อวันเพื่อสร้างความพิเศษ ราคาต่อมื้ออาจสูงตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป
.
แต่ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้มองแค่ความอิ่ม หากมองถึง “ประสบการณ์” และ “ความคุ้มค่าเชิงอารมณ์” ภาพรวมทั้งหมดจึงสะท้อนโครงสร้างตลาดที่กำลังแยกออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งเน้นราคาที่เข้าถึงง่าย
.
อีกฝั่งเน้นความพิเศษที่ทดแทนไม่ได้ ส่งผลให้ “พื้นที่ตรงกลาง” ซึ่งเคยเป็นจุดยืนของชาบูตง กลายเป็นโซนที่แข่งขันยากที่สุด และค่อยๆ หายไปจากสมรภูมินี้
.
แบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นและราเมงชื่อดังหลายแห่งในไทยได้ทยอยปิดกิจการลงอย่างถาวรในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางภาวะ
.
📌บทเรียนธุรกิจ 3 เรื่องที่ชัดมากจากเคสนี้
1. Positioning ต้องชัด
.
การอยู่ตรงกลางของตลาดไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งสำคัญคือแบรนด์ต้องตอบให้ได้ว่าต่างจากคนอื่นตรงไหน ในวันที่ตลาดมีตัวเลือกมากขึ้น ลูกค้าไม่ได้เลือกแค่ความคุ้นเคย แต่เลือกจากเหตุผลที่ชัดเจนขึ้น เช่น ถูกกว่า คุ้มกว่า หรือพิเศษกว่า หากแบรนด์ไม่สามารถสื่อสารจุดยืนของตัวเองได้อย่างชัดเจน ก็จะถูกแทนที่ได้ง่าย เพราะในสายตาผู้บริโภค ทุกตัวเลือกเริ่มคล้ายกันไปหมด
.
2. แบรนด์ต้อง evolve อยู่เสมอ
.
ความสำเร็จในอดีตอาจสร้างฐานลูกค้าและชื่อเสียงได้จริง แต่ไม่ใช่เกราะป้องกันในระยะยาว ตลาดร้านอาหารเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เปลี่ยนเร็ว ทั้งแง่รสนิยม เทรนด์ และพฤติกรรมผู้บริโภค แบรนด์ที่เคยโดดเด่นในยุคหนึ่ง อาจกลายเป็นเพียงความคุ้นเคยในอีกยุคหนึ่ง หากไม่มีการปรับตัว ทั้งในแง่เมนู ประสบการณ์ หรือภาพลักษณ์ใหม่ๆ ลูกค้าจะค่อยๆ ลดความสนใจลงโดยไม่รู้ตัว
.
3. อย่าแข่งด้วยราคาเพียงอย่างเดียว
.
การลดราคาช่วยเพิ่มทราฟฟิกในระยะสั้น แต่ไม่ใช่คำตอบระยะยาว หากไม่ได้มาพร้อมกับการเพิ่มคุณค่าใหม่ให้สินค้า การแข่งขันด้านราคามักนำไปสู่สงครามที่ไม่มีใครชนะ เพราะสุดท้ายจะมีคนที่พร้อมขายถูกกว่าเสมอ สิ่งที่ตามมาคือ margin ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่ธุรกิจที่ถูกที่สุด แต่คือธุรกิจที่ลูกค้ายอมจ่าย เพราะมองว่าคุ้มค่าในแบบที่หาที่อื่นไม่ได้
.
[ สรุป ]
.
การจากไปของร้านอาหารญี่ปุ่น รวมถึงชาบูตงในเครือ CRG ไม่ใช่เพราะตลาดราเมนกำลังตาย แต่เป็นเพราะตลาดกำลังคัดผู้เล่นที่ปรับตัวไม่ทันออก ในยุคที่ผู้เล่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยิ่งทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้น ความภักดีต่อแบรนด์จะลดลง
.
ธุรกิจร้านอาหารต้องตอบคำถามเดียวให้ได้ว่า “วันนี้ เรามีเหตุผลอะไรที่ลูกค้าต้องเลือกเรา” ถ้าคำตอบไม่ชัด ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เล็กหรือใหญ่ ก็มีโอกาสเดินไปสู่จุดเดียวกับชาบูตง
.
ที่มา : ไทยแฟรนไชน์เซ็นเตอร์

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่