บันทึกความทรงจำนิวซีแลนด์
My New Zealand Ph.D. Story 🇳🇿
สมัยเรียนอยู่นิวซีแลนด์ มีโฆษณาสินเชื่อบ้านธนาคารBNZ ดิฉันชอบมาก หนังโฆษณาเปิดฉากด้วยภาพงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่หลังงาม สามีภรรยาภาพชีวิตสมบูรณ์แบบ ใครๆก็บอกว่า ชีวิตพวกเค้าโชคดีจัง! แต่ใครจะรู้ ภาพย้อนอดีตFlashback พวกเขาดูบ้านซื้อบ้านขายบ้าน เหนื่อยวนแบบนั้นหลายๆปี สุดท้ายจบที่บ้านงามฉากเปิด จริงอยู่โชคดีอาจมีส่วน แต่การตัดสินใจที่ถูกต้อง จะนำไปสู่ผลลัพธ์ อนาคตที่ถูกต้องเสมอ
โลกใบใหม่: Language School
1995เป็นปี turning point ที่เปลี่ยนชีวิตดิฉันไปตลอดกาล ต้นปีใจสลายคุณแม่จากไปด้วยโรคมะเร็ง กลางปีรับปริญญาจุฬาฯนิเทศศาสตร์บัณฑิต สมัครงานไม่มีใครเรียก คุณพ่อเลยพาไปงานเรียนต่อนิวซีแลนด์ ดิฉันได้หว่านส่งใบสมัครไปโรงเรียนภาษาหลายเมืองและที่ มหาวิทยาลัย Victoria University of Wellington (VUW) เมืองหลวงเวลลิงตัน(Wellington) ตอนนั้นเห็นภาพอ่าวเวลลิงตันเหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่าง แล้วจักรวาลได้จัดสรร! ดิฉันเลือกไปเรียนภาษาที่ VUW นิวซีแลนด์ ปลายปีนั้น
วันเดินทางที่สนามบินดอนเมือง มีคุณปู่คุณยายครอบครัวคุณพ่อพี่น้องเพื่อนๆมาส่งดิฉัน Departureบินจากความเศร้าคิดถึงแม่ ไปสู่ Adventure โลกใบใหม่ ภูมิประเทศธรรมชาติอลังการ หน้าร้อนช่วงพย-ธค อากาศเย็นสบาย เพื่อนใหม่ส่วนใหญ่มาจากประเทศแถบเอเชีย ยุคนั้นมีนักเรียนจากยุโรปและอเมริกาใต้ด้วย ที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่
ช่วงเรียนภาษาที่ VUW ดิฉันอยู่หอพักเก่าแก่ชื่อ Weir House ติดสถานีเคเบิลคาร์Salamanca ใกล้รั้วมหาวิทยาลัย แยกโซนชายหญิง ดิฉันจับฉลากได้รูมเมทเป็นเพื่อนสาวจากญี่ปุ่นน่ารักนิสัยดีมากและกลายเป็นกลุ่มเพื่อนสนิทมีทั้งญี่ปุ่นกับพี่คนไทย เราใช้ชีวิตกันสนุกมาก อาหารที่หอพักมีครบให้สามมื้อไม่ต้องกังวล ตกเย็นก็ลงเคเบิลคาร์เข้าเมือง สุดสถานีแลมตันคีย์(Lambton Quay) ราคาบัตรนักศึกษา เดินทะลุไปถนนคิวบา Cuba Street (เหมือนเดินจากMBKไปCTW) มีคาเฟ่ห้างร้านค้ามากมาย หน้าร้อนกว่าพระอาทิตย์จะตกก็เกือบสี่ทุ่ม ช่วงวีคเอนด์เราจะนั่งรถไฟไป Upperhutt มีวัดไทยสงบร่มรื่นสวยมากเหมือนวัดญี่ปุ่นตั้งอยู่ที่นั่น สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง
โรงเรียนภาษาที่ VUW สามารถสอบ IELTS ได้ ดิฉันผ่านเฉียดฉิวด้วยคะแนน 6.5 ตอนนั้นยังรู้สึกว่า ทักษะการเขียนและพูดยังไม่เก่งเท่าNative Speaker แต่ไม่เอะใจตัวเอง แล้วก็ได้ตอบรับเข้าเรียนMBAที่ University of Waikato ก็ร่ำลาร้องไห้แยกย้ายเพื่อนๆส่วนใหญ่ไปออสเตรเลีย น่าเสียดายยุคนั้นไม่มีโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทิ้งไว้แค่ที่อยู่และรูปถ่ายกล้องฟิล์ม ดิฉันนั่งรถไฟขึ้นไปเมือง Waikato ทัศนียภาพของรถไฟนิวซีแลนด์สวยแทบหยุดหายใจ (Breathtaking Scenery) ตอนนั้นดิฉันไม่รู้เลยว่า อีกด้านหนึ่งของประตูชีวิตกำลังรออยู่
โลกจริงไม่อิงนิยาย: ปริญญาโท
ดิฉันอยู่เมืองWaikato เกือบหนึ่งเทอม เป็นช่วงชีวิตที่เครียดมากที่สุดช่วงหนึ่ง ที่นี่คือของจริงแล้ว ไม่ใช่คลาสเรียนภาษา คนส่วนใหญ่ที่เรียนคือมีประสบการณ์ทำงาน ตอนนั้นอยู่หอพักมีอาหารแค่มื้อเย็น หอพักเป็นห้องเดี่ยว ไม่มีรูมเมท หนึ่งชั้นมีห้าห้อง ชั้นที่ดิฉันอยู่ทุกคนเรียนป.ตรี อัธยาศัยดีแต่ไม่ค่อยได้คุยกัน เรียนไม่ตรงกันและกิจกรรมหนัก ดิฉันเองก็เครียดลงกระเพาะ นอนก่ายหน้าผากคิดมากทุกคืน ก่อนMid-termไม่นาน มีเขียนessay ผลฟีดแบ๊คกลับมาคือ แนะนำให้ดรอปทุกวิชาทันที ตอนนั้นเดินเข้าไปคุยกับ Professorทั้งน้ำตา ซึ่งท่านเซ็นให้ดรอปวันนั้นเลยได้เงินคืน60% ดีที่ไปปรึกษา ถ้าดึงดันเรียนต่อคือชีวิตพังแน่นอน อาจารย์ที่สอนคือผู้ช่วยคณบดีท่านใจดีมากเขียนจดหมายขอ Reimbursement ค่าเทอมให้เป็นกรณีพิเศษ ยังจดจำคำแนะนำท่านได้ไม่เคยลืม "การตัดสินใจที่ถูกต้อง จะนำมาซึ่งอนาคตที่ถูกต้อง"
หลังจากได้ไปปรึกษาได้เงินคืน ดิฉันก็Move on อย่างไวด้วยพลังงานและเงินในตอนนั้น ก็เลยซื้อรถยุคนั้นรถที่นิวซีแลนด์ ราคาไม่แพงเพราะไม่มีภาษีรถยนต์แบบบ้านเรา เป็นมือสอง น้ำมันก็ไม่แพงเท่าปัจจุบันค่ะ ขับขึ้นไป University of Auckland แวะเที่ยว Tauranga, Rotorua ไปดูน้ำพุร้อนธรรมชาติ ลงTaupo ดูภูเขาหิมะ ขับฝ่า Desert Road สองเลนสวนกันข้างทางเป็นทะเลทราย ปักไม้กางเขนและป้ายเตือนอุบัติเหตุ At your own risk

ข้ามฟากท่าเรือจากเวลลิงตันไปเกาะใต้ เมือง Christchurch ไป Canterbury University และ Lincoln University (ตอนนั้นเพิ่งก่อตั้ง) ขับลงไปถึง Otago University สรุปโปรแกรมที่อยากเรียนส่วนใหญ่ต้องรอนานเป็นปี ก็ฝากใบสมัคร ขับกลับเวลลิงตัน

ตอนนั้นกลับไทยช่วงสั้นหนึ่งเดือนเพื่อมางานพระราชทานเพลิงคุณปู่ หลวงประสิทธิ์กลมัย และได้อีเมล์ตอบรับของ Universityที่ออสเตรเลีย กำลังจะไปขอวีซ่า มาได้อีเมล์ตอบรับเข้าเรียนหลักสูตรปริญญาโทสตรีศึกษา Women's Studies, School of Humanities and Social Sciences ที่ Victoria University of Wellington เหมือนเป็น Destiny โชคชะตาวนให้กลับมาที่เดิมที่แรกที่เมือง เวลลิงตัน ดิฉันตัดใจยกเลิกออสเตรเลีย เลือกกลับไปนิวซีแลนด์ เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแบบพลิกชีวิต
การเรียนป.โทที่นิวซีแลนด์ หากไม่จบปริญญาตรีจากที่นั่น Professor จะต้องเซ็นใบ Prerequisiteให้ หมายถึง เราต้องผ่านการสัมภาษณ์และสอบข้อเขียน เพื่อวัดว่าเรามีความเข้าใจพื้นฐานระดับป.ตรีก่อนเรียนป.โท เพียงพอหรือไม่ พอผ่านแล้วตอนเรียนจะต้องdiscussion วิเคราะห์สื่อสารในห้องเรียนได้ มีฝึกงานองค์กรผู้หญิง มีวิชาที่ต้องเขียนEssay ทุกสัปดาห์ และห้าม Plagiarism ห้ามลอกมาทั้งดุ้นจากหนังสือตำราวิชาการ สมัยนั้นคือโลกก่อนยุคเอไอนะคะ ไม่มีหรอกChatgpt มีYahooแล้วส่วนGoogleเพิ่งเริ่ม คอมพิวเตอร์ดิฉันก็คอมแพครุ่นหนาเตอะมาก จะเซฟไฟล์ข้อมูลยังเป็นแผ่นฟล้อปปี้ดิส ดิฉันฝึกเขียนทุกวัน อ่านหนังสือทุกวัน ได้เข้าเรียนฟังเลคเชอร์คลาสวิชาจิตวิทยา วิชาที่เรียนเป็น สหสาขาวิทยาการ (Multi-Disciplinary Subjects) ได้ทำงานห้องสมุดมหาวิทยาลัยอาจารย์ฝากให้

ยุคนั้นอนุญาตให้ผู้ถือวีซ่านักเรียนทำงานพิเศษได้ไม่เกิน20ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (ปัจจุบันไม่ทราบข้อมูล) มีหน้าที่เก็บหนังสือกลับชั้นวาง ฟังดูน่าเบื่อ แต่ช่วยได้มากช่วงเรียนปริญญาเอก การเข้าใจการจัดหมวดหมู่ Index ทำให้การเขียนทบทวนวรรณกรรม(Literature Review) เจาะข้อมูลได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้เป็นครั้งแรก คือ การสอบป.โทที่นี่ เราสามารถขนหนังสือเข้าไปสอบกี่เล่มก็ได้ (Open Books) ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ครั้งแรกดิฉันประมาทขนหนังสือใส่เป้ 20 เล่ม แถมยังอ่านผ่านๆ สุดท้ายเขียนไม่ทัน วิเคราะห์แป้ก ยังดีที่ได้แก้ตัวตอนไฟนอล เอาไปแค่ที่ใช่สี่ห้าเล่มที่อ่านหลายรอบแล้ว การสอบOpen Books ต่างกับวิธีสอบแบบปรนัยอัตนัยมาก ไม่ใช่มาอ่านก่อนจะสอบ มันสอนให้เราต้องอ่านหนังสือทุกวัน! ทำความเข้าใจถึงแกนหลักอย่างถ่องแท้ ทำให้ดิฉันจดจำQuotesและทฤษฎีมาถึงทุกวันนี้ บันทึกอยู่ในสมองไปตลอดกาลแล้ว
ที่นิวซีแลนด์ปริญญาตรี เรียน 3 ปี (Level 100-300) โท2ปี (Level 400-500) ปริญญาเอก PhD (Level 600) เรียนได้Maximum 8ปีเต็ม ผลการเรียนโท ปีแรก B.A.Honours Degree (Level 400) ดิฉันได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง (First Class Honours) อาจารย์แนะนำว่าถ้าได้เกียรตินิยม สามารถอัพเกรด วิทยานิพนธ์ปริญญาโทเป็นปริญญาเอกได้ ถ้าหัวข้อนั้นไม่เคยมีใครทำมาก่อนในนิวซีแลนด์ และหัวข้อที่ดิฉันส่งไปก็ยังไม่มีคนเคยทำมาก่อนในนิวซีแลนด์
ปริญญาเอก: ทุนฯพลิกชีวิต
ปีนั้นเป็นปีวิกฤตต้มยำกุ้งพอดีนักเรียนไทยหลายคนต้องกลับบ้านกะทันหัน บางคนยังเรียนไม่จบ ความจริงคือ ดิฉันก็ยังไม่จบโทเต็มตัว ต้องเขียนวิทยานิพนธ์ เวลานั้นดิฉันสู้สุดใจไม่ยอมแพ้ เมื่อชีวิตเลือกให้ต้องลุย ก็หว่านใบสมัครชิงทุน Scholarships เท่าที่หาข้อมูลได้ เหมือนเป็นดวง เดินดูประกาศทุกคณะ

มาหยุดที่กระดานข่าวของ International Students Office สถานที่แรกที่ดิฉันได้มารายงานตัวก่อนเริ่มเรียนคลาสภาษา ใบประกาศแจ้งว่าปีถัดไปจะเป็นปีสุดท้ายที่นักศึกษาจากประเทศไทยสามารถขอทุน NZODAได้ ดิฉันก็ไม่รอช้า สมัครทันที
จำได้ว่าตอนที่นั่งรอสัมภาษณ์ เลขาหน้าห้องอธิการบดี ก็ชวนคุยถามมาจากประเทศอะไรทำไมมานิวซีแลนด์ นางเอาใจช่วยเพราะ ส่วนใหญ่จะให้สายวิทยาศาสตร์ สายสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ ไม่ค่อยมีคนได้ทุนฯมาหลายปี แล้วก็เรียกเข้าไปในห้องสัมภาษณ์มีกรรมการอยู่9-10ท่าน ตอนนั้นดิฉันตอบตามตรงว่าอยากได้ทุนเรียน เพราะวิกฤตต้มยำกุ้ง และ หัวข้อวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของดิฉันยังไม่มีคนเคยทำมาก่อนในนิวซีแลนด์ อย่างน้อยที่นี่จะเป็นโมเดลแรก มันอาจไม่เพอร์เฟค ไม่สมบูรณ์แบบ แต่อาจเป็นโดมิโน่ตัวแรก จุดเริ่มไอเดียใหม่ของการศึกษาทางสตรีศึกษา (Women's Studies) ตอนนั้นไม่คาดหวังแล้ว แต่รายชื่อประกาศอาทิตย์ต่อมา ชื่อดิฉันอยู่อันดับหนึ่ง ได้รับทุนแบบ Full Scholarship ค่าเทอม,ที่พัก,ค่าใช้จ่ายต่อเดือน,ตั๋วเครื่องบิน,ประกันสุขภาพฯ ครบจบในทุนเดียวตลอดการเรียนPhD และได้ทุนวิจัย NZ Research in Asia และ FHSS Grants ปีต่อมา

การเรียนปริญญาเอกของดิฉัน ใช้เวลาเกือบ6ปี ดิฉันอยู่บ้านเช่า ทำอาหารเอง ไม่มีหอพักนักศึกษาอีกต่อไปแล้วโตแล้ว ได้พบเพื่อนใหม่เป็นLocal People ไม่ใช่แค่เพื่อนนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ได้ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย งานห้องสมุด เสิร์ฟอาหาร ขายชีสในซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่งหน้าศพฯลฯ

ช่วงทำวิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต ดิฉันได้เสาะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เข้าคลาสเรียนต่างๆ จิตวิทยา มนุษยวิทยา สังคมวิทยาฯลฯ ยิ่งกว่าได้กำไรชีวิต เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราคือค่าเฉลี่ยของสิ่งแวดล้อมสังคมรอบตัว ผู้คนที่ได้พบ กิจวัตรประจำวัน สถานที่ที่เราอยู่ ประสบการณ์ทั้งหมดหล่อหลอมให้ดิฉันเป็น ดร.เปี่ยมสุข ที่ไม่ใช่แค่เพื่อได้ใบปริญญา นี่คือชีวิตใหม่ ตัวตนใหม่ เป็น Global Citizen มองโลกได้กว้างกว่าไกลกว่าโลกเดิม และ ยังคงเปิดกว้างเรียนรู้ต่อไปได้ตลอดชีวิต

ปีนี้ 2026 แล้ว การได้รับทุนเรียนปริญญาเอกได้รางวัลวิทยานิพนธ์ ได้ศึกษาเล่าเรียนใช้ชีวิตอยู่ประเทศนิวซีแลนด์ New Zealand ซึ่งแปลว่า ดินแดนแห่งทะเลใหม่(ประเทศที่เพิ่งถูกค้นพบ) สำหรับดิฉัน นิวซีแลนด์คือบ้านหลังที่สอง นอกจากได้ชื่อคำนำหน้า ดร. ที่ใช้ด้วยความภูมิใจเสมอมา ยังเปลี่ยนMindset การใช้ชีวิตดิฉันไปตลอดกาล ด้วยเงื่อนไขของทุนให้ฟรี มีข้อเดียวคือต้องกลับไทย ดิฉันได้ทำงานหลายวงการ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย คอลัมนิสต์นิตยสาร บริหารองค์กร เขียนหนังสือจิตวิทยา บรรณาธิการบริหารนิตยสาร (Cosmopolitan/Bloomberg BusinessWeek/Robb ReportTH)

นอกจากต้นทุนทางความรู้ที่ได้รับมาจากVUW นิวซีแลนด์ จะได้นำมาใช้สร้างสรรค์ผลงานแล้ว ประสบการณ์ใช้ชีวิตในต่างแดน คือ Culture Capital ต้นทุนชีวิตที่ติดตัวอันมีค่า ไม่มีใครขโมยไปได้ และ ไม่มีอะไรทดแทนได้
นี่คือการตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตที่ดิฉันภูมิใจที่สุด โชคดีที่ตัดสินใจถูกต้อง เลือกไปเรียนนิวซีแลนด์ 🇳🇿
With highest appreciation,
ดร.เปี่ยมสุข
🙏🥂✈️
My New Zealand Education Story (Blog Writing Contest) บันทึกความทรงจำนิวซีแลนด์ My NZ PhD Story
My New Zealand Ph.D. Story 🇳🇿
สมัยเรียนอยู่นิวซีแลนด์ มีโฆษณาสินเชื่อบ้านธนาคารBNZ ดิฉันชอบมาก หนังโฆษณาเปิดฉากด้วยภาพงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่หลังงาม สามีภรรยาภาพชีวิตสมบูรณ์แบบ ใครๆก็บอกว่า ชีวิตพวกเค้าโชคดีจัง! แต่ใครจะรู้ ภาพย้อนอดีตFlashback พวกเขาดูบ้านซื้อบ้านขายบ้าน เหนื่อยวนแบบนั้นหลายๆปี สุดท้ายจบที่บ้านงามฉากเปิด จริงอยู่โชคดีอาจมีส่วน แต่การตัดสินใจที่ถูกต้อง จะนำไปสู่ผลลัพธ์ อนาคตที่ถูกต้องเสมอ
โลกใบใหม่: Language School
1995เป็นปี turning point ที่เปลี่ยนชีวิตดิฉันไปตลอดกาล ต้นปีใจสลายคุณแม่จากไปด้วยโรคมะเร็ง กลางปีรับปริญญาจุฬาฯนิเทศศาสตร์บัณฑิต สมัครงานไม่มีใครเรียก คุณพ่อเลยพาไปงานเรียนต่อนิวซีแลนด์ ดิฉันได้หว่านส่งใบสมัครไปโรงเรียนภาษาหลายเมืองและที่ มหาวิทยาลัย Victoria University of Wellington (VUW) เมืองหลวงเวลลิงตัน(Wellington) ตอนนั้นเห็นภาพอ่าวเวลลิงตันเหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่าง แล้วจักรวาลได้จัดสรร! ดิฉันเลือกไปเรียนภาษาที่ VUW นิวซีแลนด์ ปลายปีนั้น
วันเดินทางที่สนามบินดอนเมือง มีคุณปู่คุณยายครอบครัวคุณพ่อพี่น้องเพื่อนๆมาส่งดิฉัน Departureบินจากความเศร้าคิดถึงแม่ ไปสู่ Adventure โลกใบใหม่ ภูมิประเทศธรรมชาติอลังการ หน้าร้อนช่วงพย-ธค อากาศเย็นสบาย เพื่อนใหม่ส่วนใหญ่มาจากประเทศแถบเอเชีย ยุคนั้นมีนักเรียนจากยุโรปและอเมริกาใต้ด้วย ที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่
ช่วงเรียนภาษาที่ VUW ดิฉันอยู่หอพักเก่าแก่ชื่อ Weir House ติดสถานีเคเบิลคาร์Salamanca ใกล้รั้วมหาวิทยาลัย แยกโซนชายหญิง ดิฉันจับฉลากได้รูมเมทเป็นเพื่อนสาวจากญี่ปุ่นน่ารักนิสัยดีมากและกลายเป็นกลุ่มเพื่อนสนิทมีทั้งญี่ปุ่นกับพี่คนไทย เราใช้ชีวิตกันสนุกมาก อาหารที่หอพักมีครบให้สามมื้อไม่ต้องกังวล ตกเย็นก็ลงเคเบิลคาร์เข้าเมือง สุดสถานีแลมตันคีย์(Lambton Quay) ราคาบัตรนักศึกษา เดินทะลุไปถนนคิวบา Cuba Street (เหมือนเดินจากMBKไปCTW) มีคาเฟ่ห้างร้านค้ามากมาย หน้าร้อนกว่าพระอาทิตย์จะตกก็เกือบสี่ทุ่ม ช่วงวีคเอนด์เราจะนั่งรถไฟไป Upperhutt มีวัดไทยสงบร่มรื่นสวยมากเหมือนวัดญี่ปุ่นตั้งอยู่ที่นั่น สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง
โรงเรียนภาษาที่ VUW สามารถสอบ IELTS ได้ ดิฉันผ่านเฉียดฉิวด้วยคะแนน 6.5 ตอนนั้นยังรู้สึกว่า ทักษะการเขียนและพูดยังไม่เก่งเท่าNative Speaker แต่ไม่เอะใจตัวเอง แล้วก็ได้ตอบรับเข้าเรียนMBAที่ University of Waikato ก็ร่ำลาร้องไห้แยกย้ายเพื่อนๆส่วนใหญ่ไปออสเตรเลีย น่าเสียดายยุคนั้นไม่มีโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทิ้งไว้แค่ที่อยู่และรูปถ่ายกล้องฟิล์ม ดิฉันนั่งรถไฟขึ้นไปเมือง Waikato ทัศนียภาพของรถไฟนิวซีแลนด์สวยแทบหยุดหายใจ (Breathtaking Scenery) ตอนนั้นดิฉันไม่รู้เลยว่า อีกด้านหนึ่งของประตูชีวิตกำลังรออยู่
โลกจริงไม่อิงนิยาย: ปริญญาโท
ดิฉันอยู่เมืองWaikato เกือบหนึ่งเทอม เป็นช่วงชีวิตที่เครียดมากที่สุดช่วงหนึ่ง ที่นี่คือของจริงแล้ว ไม่ใช่คลาสเรียนภาษา คนส่วนใหญ่ที่เรียนคือมีประสบการณ์ทำงาน ตอนนั้นอยู่หอพักมีอาหารแค่มื้อเย็น หอพักเป็นห้องเดี่ยว ไม่มีรูมเมท หนึ่งชั้นมีห้าห้อง ชั้นที่ดิฉันอยู่ทุกคนเรียนป.ตรี อัธยาศัยดีแต่ไม่ค่อยได้คุยกัน เรียนไม่ตรงกันและกิจกรรมหนัก ดิฉันเองก็เครียดลงกระเพาะ นอนก่ายหน้าผากคิดมากทุกคืน ก่อนMid-termไม่นาน มีเขียนessay ผลฟีดแบ๊คกลับมาคือ แนะนำให้ดรอปทุกวิชาทันที ตอนนั้นเดินเข้าไปคุยกับ Professorทั้งน้ำตา ซึ่งท่านเซ็นให้ดรอปวันนั้นเลยได้เงินคืน60% ดีที่ไปปรึกษา ถ้าดึงดันเรียนต่อคือชีวิตพังแน่นอน อาจารย์ที่สอนคือผู้ช่วยคณบดีท่านใจดีมากเขียนจดหมายขอ Reimbursement ค่าเทอมให้เป็นกรณีพิเศษ ยังจดจำคำแนะนำท่านได้ไม่เคยลืม "การตัดสินใจที่ถูกต้อง จะนำมาซึ่งอนาคตที่ถูกต้อง"
หลังจากได้ไปปรึกษาได้เงินคืน ดิฉันก็Move on อย่างไวด้วยพลังงานและเงินในตอนนั้น ก็เลยซื้อรถยุคนั้นรถที่นิวซีแลนด์ ราคาไม่แพงเพราะไม่มีภาษีรถยนต์แบบบ้านเรา เป็นมือสอง น้ำมันก็ไม่แพงเท่าปัจจุบันค่ะ ขับขึ้นไป University of Auckland แวะเที่ยว Tauranga, Rotorua ไปดูน้ำพุร้อนธรรมชาติ ลงTaupo ดูภูเขาหิมะ ขับฝ่า Desert Road สองเลนสวนกันข้างทางเป็นทะเลทราย ปักไม้กางเขนและป้ายเตือนอุบัติเหตุ At your own risk
การเรียนป.โทที่นิวซีแลนด์ หากไม่จบปริญญาตรีจากที่นั่น Professor จะต้องเซ็นใบ Prerequisiteให้ หมายถึง เราต้องผ่านการสัมภาษณ์และสอบข้อเขียน เพื่อวัดว่าเรามีความเข้าใจพื้นฐานระดับป.ตรีก่อนเรียนป.โท เพียงพอหรือไม่ พอผ่านแล้วตอนเรียนจะต้องdiscussion วิเคราะห์สื่อสารในห้องเรียนได้ มีฝึกงานองค์กรผู้หญิง มีวิชาที่ต้องเขียนEssay ทุกสัปดาห์ และห้าม Plagiarism ห้ามลอกมาทั้งดุ้นจากหนังสือตำราวิชาการ สมัยนั้นคือโลกก่อนยุคเอไอนะคะ ไม่มีหรอกChatgpt มีYahooแล้วส่วนGoogleเพิ่งเริ่ม คอมพิวเตอร์ดิฉันก็คอมแพครุ่นหนาเตอะมาก จะเซฟไฟล์ข้อมูลยังเป็นแผ่นฟล้อปปี้ดิส ดิฉันฝึกเขียนทุกวัน อ่านหนังสือทุกวัน ได้เข้าเรียนฟังเลคเชอร์คลาสวิชาจิตวิทยา วิชาที่เรียนเป็น สหสาขาวิทยาการ (Multi-Disciplinary Subjects) ได้ทำงานห้องสมุดมหาวิทยาลัยอาจารย์ฝากให้
สิ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้เป็นครั้งแรก คือ การสอบป.โทที่นี่ เราสามารถขนหนังสือเข้าไปสอบกี่เล่มก็ได้ (Open Books) ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ครั้งแรกดิฉันประมาทขนหนังสือใส่เป้ 20 เล่ม แถมยังอ่านผ่านๆ สุดท้ายเขียนไม่ทัน วิเคราะห์แป้ก ยังดีที่ได้แก้ตัวตอนไฟนอล เอาไปแค่ที่ใช่สี่ห้าเล่มที่อ่านหลายรอบแล้ว การสอบOpen Books ต่างกับวิธีสอบแบบปรนัยอัตนัยมาก ไม่ใช่มาอ่านก่อนจะสอบ มันสอนให้เราต้องอ่านหนังสือทุกวัน! ทำความเข้าใจถึงแกนหลักอย่างถ่องแท้ ทำให้ดิฉันจดจำQuotesและทฤษฎีมาถึงทุกวันนี้ บันทึกอยู่ในสมองไปตลอดกาลแล้ว
ที่นิวซีแลนด์ปริญญาตรี เรียน 3 ปี (Level 100-300) โท2ปี (Level 400-500) ปริญญาเอก PhD (Level 600) เรียนได้Maximum 8ปีเต็ม ผลการเรียนโท ปีแรก B.A.Honours Degree (Level 400) ดิฉันได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง (First Class Honours) อาจารย์แนะนำว่าถ้าได้เกียรตินิยม สามารถอัพเกรด วิทยานิพนธ์ปริญญาโทเป็นปริญญาเอกได้ ถ้าหัวข้อนั้นไม่เคยมีใครทำมาก่อนในนิวซีแลนด์ และหัวข้อที่ดิฉันส่งไปก็ยังไม่มีคนเคยทำมาก่อนในนิวซีแลนด์
ปริญญาเอก: ทุนฯพลิกชีวิต
ปีนั้นเป็นปีวิกฤตต้มยำกุ้งพอดีนักเรียนไทยหลายคนต้องกลับบ้านกะทันหัน บางคนยังเรียนไม่จบ ความจริงคือ ดิฉันก็ยังไม่จบโทเต็มตัว ต้องเขียนวิทยานิพนธ์ เวลานั้นดิฉันสู้สุดใจไม่ยอมแพ้ เมื่อชีวิตเลือกให้ต้องลุย ก็หว่านใบสมัครชิงทุน Scholarships เท่าที่หาข้อมูลได้ เหมือนเป็นดวง เดินดูประกาศทุกคณะ
มาหยุดที่กระดานข่าวของ International Students Office สถานที่แรกที่ดิฉันได้มารายงานตัวก่อนเริ่มเรียนคลาสภาษา ใบประกาศแจ้งว่าปีถัดไปจะเป็นปีสุดท้ายที่นักศึกษาจากประเทศไทยสามารถขอทุน NZODAได้ ดิฉันก็ไม่รอช้า สมัครทันที
จำได้ว่าตอนที่นั่งรอสัมภาษณ์ เลขาหน้าห้องอธิการบดี ก็ชวนคุยถามมาจากประเทศอะไรทำไมมานิวซีแลนด์ นางเอาใจช่วยเพราะ ส่วนใหญ่จะให้สายวิทยาศาสตร์ สายสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ ไม่ค่อยมีคนได้ทุนฯมาหลายปี แล้วก็เรียกเข้าไปในห้องสัมภาษณ์มีกรรมการอยู่9-10ท่าน ตอนนั้นดิฉันตอบตามตรงว่าอยากได้ทุนเรียน เพราะวิกฤตต้มยำกุ้ง และ หัวข้อวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของดิฉันยังไม่มีคนเคยทำมาก่อนในนิวซีแลนด์ อย่างน้อยที่นี่จะเป็นโมเดลแรก มันอาจไม่เพอร์เฟค ไม่สมบูรณ์แบบ แต่อาจเป็นโดมิโน่ตัวแรก จุดเริ่มไอเดียใหม่ของการศึกษาทางสตรีศึกษา (Women's Studies) ตอนนั้นไม่คาดหวังแล้ว แต่รายชื่อประกาศอาทิตย์ต่อมา ชื่อดิฉันอยู่อันดับหนึ่ง ได้รับทุนแบบ Full Scholarship ค่าเทอม,ที่พัก,ค่าใช้จ่ายต่อเดือน,ตั๋วเครื่องบิน,ประกันสุขภาพฯ ครบจบในทุนเดียวตลอดการเรียนPhD และได้ทุนวิจัย NZ Research in Asia และ FHSS Grants ปีต่อมา
การเรียนปริญญาเอกของดิฉัน ใช้เวลาเกือบ6ปี ดิฉันอยู่บ้านเช่า ทำอาหารเอง ไม่มีหอพักนักศึกษาอีกต่อไปแล้วโตแล้ว ได้พบเพื่อนใหม่เป็นLocal People ไม่ใช่แค่เพื่อนนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ได้ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย งานห้องสมุด เสิร์ฟอาหาร ขายชีสในซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่งหน้าศพฯลฯ
ปีนี้ 2026 แล้ว การได้รับทุนเรียนปริญญาเอกได้รางวัลวิทยานิพนธ์ ได้ศึกษาเล่าเรียนใช้ชีวิตอยู่ประเทศนิวซีแลนด์ New Zealand ซึ่งแปลว่า ดินแดนแห่งทะเลใหม่(ประเทศที่เพิ่งถูกค้นพบ) สำหรับดิฉัน นิวซีแลนด์คือบ้านหลังที่สอง นอกจากได้ชื่อคำนำหน้า ดร. ที่ใช้ด้วยความภูมิใจเสมอมา ยังเปลี่ยนMindset การใช้ชีวิตดิฉันไปตลอดกาล ด้วยเงื่อนไขของทุนให้ฟรี มีข้อเดียวคือต้องกลับไทย ดิฉันได้ทำงานหลายวงการ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย คอลัมนิสต์นิตยสาร บริหารองค์กร เขียนหนังสือจิตวิทยา บรรณาธิการบริหารนิตยสาร (Cosmopolitan/Bloomberg BusinessWeek/Robb ReportTH)
นอกจากต้นทุนทางความรู้ที่ได้รับมาจากVUW นิวซีแลนด์ จะได้นำมาใช้สร้างสรรค์ผลงานแล้ว ประสบการณ์ใช้ชีวิตในต่างแดน คือ Culture Capital ต้นทุนชีวิตที่ติดตัวอันมีค่า ไม่มีใครขโมยไปได้ และ ไม่มีอะไรทดแทนได้
นี่คือการตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตที่ดิฉันภูมิใจที่สุด โชคดีที่ตัดสินใจถูกต้อง เลือกไปเรียนนิวซีแลนด์ 🇳🇿
With highest appreciation,
ดร.เปี่ยมสุข
🙏🥂✈️