ช่วงนี้มีคนลงทุนทองคำกันมากขึ้น โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านแอปออมทองหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า "ขายทองได้กำไร ต้องเสียภาษีหรือไม่?"
กรณีที่มักได้รับการยกเว้นภาษี
หากเป็นการขายทองคำที่ถือครองไว้เป็นทรัพย์สินส่วนตัว เช่น
- ซื้อเก็บสะสมไว้เป็นเวลานาน
- ซื้อไว้สวมใส่
- ได้รับเป็นมรดก
- ขายเพื่อนำเงินมาใช้เมื่อมีความจำเป็น
กรณีเหล่านี้โดยทั่วไปถือว่าไม่ได้มีเจตนาค้ากำไร จึงเข้าข่ายได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
กรณีที่อาจต้องเสียภาษี
หากมีลักษณะเป็นการซื้อมาเพื่อขายทำกำไร เช่น
- ซื้อขายทองออนไลน์เป็นประจำ
- ซื้อแล้วขายในระยะเวลาสั้น
- มีการเข้าออกธุรกรรมตลอดทั้งปี
- เปิดบัญชีออมทองเพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่างราคา
กำไรที่เกิดขึ้นอาจถูกมองเป็นเงินได้พึงประเมิน และต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ทำไมต้องเก็บหลักฐานการซื้อทอง?
หากมีหลักฐานต้นทุนครบถ้วน สามารถนำราคาซื้อจริงมาหักออกจากราคาขายได้ ตัวอย่าง
- ขายทองได้ 200,000 บาท
- ต้นทุนซื้อจริง 180,000 บาท
กำไรที่ต้องนำมาคำนวณภาษี = 20,000 บาท
แต่หากไม่มีหลักฐานต้นทุน กรมสรรพากรอาจให้หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา ส่งผลให้ฐานภาษีสูงขึ้น และอาจเสียภาษีมากกว่าความเป็นจริงหลายเท่า
แล้วซื้อขายแค่ไหนถึงเรียกว่า "ค้ากำไร" ?
ประเด็นนี้ยังไม่มีตัวเลขกำหนดชัดเจนว่าต้องซื้อขายกี่ครั้ง หรือกำไรกี่บาท
โดยกรมสรรพากรจะพิจารณาจาก
1. ความถี่ในการซื้อขาย
2. ระยะเวลาการถือครอง
3. พฤติกรรมการลงทุน
4. เจตนาในการทำกำไร
จึงทำให้หลายกรณียังอยู่ในพื้นที่สีเทา โดยเฉพาะการซื้อขายทองผ่านแอปออนไลน์
ทางเลือกลงทุนทองที่ได้เปรียบด้านภาษี
นักลงทุนบางส่วนจึงหันไปใช้เครื่องมืออื่นที่อ้างอิงราคาทองคำ เช่น
- DR ทองคำ
- กองทุนรวมทองคำ
โดยเฉพาะ DR ที่กำไรจากการซื้อขายได้รับการยกเว้นภาษีในลักษณะเดียวกับหุ้นไทย
หลายคนเข้าใจว่า "ขายทองไม่ต้องเสียภาษี" แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นทุกกรณี
- หากเป็นการขายทองที่ถือครองเป็นทรัพย์สินส่วนตัวมานาน มักได้รับการยกเว้นภาษี
- แต่หากซื้อขายเพื่อเก็งกำไร โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ กำไรที่เกิดขึ้นอาจต้องนำมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ
เก็บหลักฐานการซื้อขายให้ครบถ้วน และศึกษากฎเกณฑ์ภาษีก่อนลงทุน เพื่อไม่ให้กำไรที่หามาได้ ต้องหายไปกับภาระภาษีที่ไม่คาดคิดในภายหลังครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้สรุปประเด็นภาษี ซื้อขายทองคำ ครบจบในโพสต์เดียว /โดย ลงทุนแมน
ทองคำคือหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีประเด็นเรื่องภาษีมาโดยตลอด เพราะบางคนบอกว่า ซื้อขายได้กำไรไม่ต้องเสียภาษี ขณะที่อีกกลุ่มบอกว่า เสียภาษี โดนมากับตัวแล้ว
จริง ๆ แล้วการซื้อขายทองคำต้องเสียภาษีไหม เกณฑ์การตัดสินคืออะไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ขายทองคำไม่ต้องเสียภาษี คือประโยคที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด เพราะมันอาจเสียภาษีหรือไม่เสียก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นกรณีไหน
ถ้าเป็นกรณีที่เราขายทองคำที่เป็นทรัพย์สินส่วนตัว ไม่ได้มุ่งเน้นทำกำไร เช่น หากเราซื้อทองมาใส่ ซื้อมาเก็บสะสมนานแล้ว หรือได้เป็นมรดก แล้ววันหนึ่งนำออกไปขาย เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด
ทางกฎหมาย เงินได้จากการขายสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
แต่ถ้าซื้อมาขายไป เช่น ซื้อขายทองคำออนไลน์ ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน มีโอกาสสูงที่จะโดนกรมสรรพากรเรียกให้เสียภาษี
เพราะเงินกำไรตรงนี้จะถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินประเภท 40([img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t83/1/16/1f60e.png[/img] ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนปลายปี
โดยรายได้จากการขายทองคำ สามารถนำไปหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือก็คือต้นทุนค่าทองคำที่ซื้อมาจริง
ยอดที่เหลือคือ กำไรสุทธิ ซึ่งจะนำไปรวมกับรายได้หรือเงินเดือนต่อ เพื่อคิดภาษีตามอัตราก้าวหน้า
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติว่าเรามีรายได้จากเงินเดือนประจำ และมีการซื้อขายทองคำออนไลน์ผ่านแอป โดยมีข้อมูลตามนี้
- มีรายรับจากการกดขายทองคำ ในแอปตลอดทั้งปี = 200,000 บาท
- มีเอกสารหรือสลิปยืนยันว่า ทองคำที่ขายไปทั้งหมดนั้น ตอนซื้อมามีต้นทุนจริง = 180,000 บาท
- มีเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของเงินเดือน = 300,000 บาท
วิธีคำนวณภาษีคือ ให้นำรายรับจากการขายทองคำ มาหักต้นทุน นั่นหมายความว่าเงินได้จากการขายทองคำจะเหลือ 200,000 - 180,000 = 20,000 บาท
หลังจากนั้นนำไปรวมกับเงินได้สุทธิของเงินเดือน เพื่อนำไปคิดภาษี = 20,000 + 300,000 = 320,000 บาท
จากตัวเลขเงินได้สุทธิ ฐานภาษีจะตกไปอยู่ที่ 10%
ดังนั้นกำไรจากการขายทองคำจะเสียภาษี = 20,000 x 10% = 2,000 บาทนั่นเอง
ทั้งนี้ภาษีที่เสีย 2,000 บาทเป็นกรณีที่เรามีหลักฐานครบถ้วน หากเราไม่มีหลักฐานว่าต้นทุนซื้อทองคำจริง ๆ นั้นเท่าไร ตามเงินได้พึงประเมินประเภท 40([img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t83/1/16/1f60e.png[/img] จะเปลี่ยนจากหักค่าใช้จ่ายตามจริง เป็นหักแบบเหมา 60%
ดังนั้นแต่เดิมที่เราควรจะมีเงินได้จากการขายทองคำ 20,000 บาท ตัวเลขจะเปลี่ยนเป็น 200,000 - (200,000 x 60%) = 80,000 บาท
ซึ่งกำไรจากการขายทองคำจะเสียภาษี = 80,000 x 10% = 8,000 บาท หรือคิดเป็น 4 เท่าของภาษีเดิม
นี่เลยเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราควรเก็บหลักฐานต่าง ๆ ไว้หากลงทุน เพราะเราอาจจะต้องเสียภาษีเกินความเป็นจริง
แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามมากที่สุดคือ ซื้อขายทองคำแค่ไหน ถึงจะเรียกว่ามุ่งค้ากำไร
คำว่ามุ่งค้ากำไร ในทางภาษีของกรมสรรพากร ไม่ได้มีตัวเลขระบุเป๊ะ ๆ ว่าต้องซื้อขายกี่บาท หรือกำไรกี่บาทถึงจะเข้าข่ายเสียภาษี แต่กรมสรรพากรจะใช้การพิจารณาจากพฤติกรรมและเจตนาเป็นหลัก
หากซื้อทองคำเก็บไว้เป็นปี ๆ หรือหลายปีแล้วเพิ่งเอาออกมาขายเมื่อจำเป็น หรือขายทองคำหมั้น ทองคำมรดก ที่ถือครองมานานมาก อันนี้ชัดเจนว่าได้รับการยกเว้นภาษี
แต่ถ้าซื้อมาแล้วขายไปในระยะเวลาสั้น ๆ เช่น ซื้ออาทิตย์นี้ ขายอาทิตย์หน้า หรือมีการทำรายการซื้อขายเข้าออกบัญชีตลอดทั้งปี อันนี้ต้องยื่นเสียภาษี
สำหรับช่องทางและรูปแบบการซื้อขาย ก็มีความสำคัญต่อการตีความของกรมสรรพากรเช่นกัน
ถ้าซื้อขายผ่านแอปออมทองคำ ที่ระบบเอื้อให้กดซื้อขายทำกำไรจากส่วนต่างราคาได้ทันที โดยไม่ต้องมารับทองคำแท่งจริง เคสนี้กรมสรรพากรอาจมองว่า เจตนาเปิดบัญชีมาเพื่อเก็งกำไรชัดเจน
ด้วยความที่เกณฑ์การตัดสินไม่ได้ชัดเจน ต่อให้เราซื้อต้นปี ขายท้ายปี ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเสียภาษีหรือไม่ ก็คงน่าจะทำให้หลายคนที่ลงทุนในทองคำออนไลน์ เริ่มมองหาวิธีการลงทุนทองคำอื่น ๆ ไว้บ้าง เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ทางภาษี
ซึ่งทางเลือกการลงทุนทองคำที่ได้รับการยกเว้นภาษี ได้แก่
- DR ทองคำ หลักทรัพย์ที่อิงกับกองทุนที่ลงทุนในทองคำ หรือพูดง่าย ๆ ว่า ผลตอบแทนของมันจะล้อไปตามราคาทองคำ
จุดเด่นของ DR จะอยู่ตรงที่หากเรามีบัญชีหุ้นไทย จะสามารถซื้อขายได้เลย และหากได้กำไรจากส่วนต่างราคา จะได้รับการยกเว้นภาษีเหมือนหุ้น
ทีนี้จะซื้อหรือขายเพื่อทำกำไรมากน้อยแค่ไหน ก็ทำได้ตามใจเลย แต่ต้องระวังต้นทุนที่ซ่อนอยู่คือ ราคา Bid-Offer ที่ยิ่งห่างกัน ยิ่งทำให้มีต้นทุนในการซื้อขาย
รวมถึงเรื่องสภาพคล่องก็มีความสำคัญ เพราะในระหว่างวันซื้อ-ขาย จะต้องมี Market Maker คอยทำงานรับซื้อ รับขายให้ตลาดมีสภาพคล่อง และในวันที่ตลาดผันผวนหนัก หรือเกิดความตื่นตระหนก Market Maker ก็อาจจะมีความเสี่ยงมากขึ้นในการทำงาน
ทำให้ทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ บางจังหวะอยากขาย แต่ไม่มีคนรับซื้อ หรือบางครั้งต้องจำใจซื้อของแพงกว่ามูลค่าจริง เพียงเพราะเกิดการแย่งกันซื้อ
นั่นเลยนำไปสู่ทางเลือกต่อไป
- กองทุนรวมทองคำ ที่ไม่มีปัญหาด้านราคา Bid-Offer และสภาพคล่อง
แต่ข้อเสียของกองทุนรวมที่ไม่เหมือนทางเลือกด้านบนคือ กองทุนรวมซื้อ-ขาย ได้เพียงวันทำการละ 1 ครั้งสิ้นวัน
ถ้าหากเราเป็นนักลงทุนที่ซื้อขายรายวัน เครื่องมือกองทุนรวมจะเป็นเครื่องมือที่ไม่เหมาะสม
แต่สำหรับนักลงทุนที่ไม่ได้ซื้อขายรายวัน ราคาที่เรียลไทม์อาจจะไม่จำเป็นเท่าไรนัก
โดยข้อดีของการซื้อ-ขาย ที่ได้ราคาสิ้นวันของกองทุนรวมก็คือ เราจะได้ราคาที่อ้างอิงกับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิจริง ๆ และข้อดีของกองทุนรวมคือมี Trustee คอยดูแลรักษาผลประโยชน์ให้เราอีกด้วย
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรระวังก็คือ กองทุนรวมจะมีค่าจัดการต่อปี
สุดท้ายแล้วเป้าหมายของการลงทุนทองคำ คือการปกป้องความมั่งคั่งและสร้างผลตอบแทน
ก็คงไม่มีนักลงทุนคนไหน อยากให้กำไรที่หามาได้ด้วยความยากลำบาก ต้องถูกหักหายไปกับภาษีที่ไม่คาดคิด หรือค่าธรรมเนียมที่ซ่อนอยู่ ในวันที่เกณฑ์ภาษีทองคำออนไลน์ยังคลุมเครือ
ดังนั้นการกระจายสินทรัพย์มายังกองทุนรวมทองคำที่โปร่งใสและมีต้นทุนต่ำ จึงอาจเป็นคำตอบที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับในเวลานี้..
คำเตือน :
- ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน
- ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
- กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
- กองทุนรวมนี้มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวมทั่วไปจากความผันผวนของราคาทองคำ อัตราแลกเปลี่ยน และการลงทุนในต่างประเทศ ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้แนะนำการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน
ที่มา
ลงทุนแมน
สรุปภาษีทองคำ ซื้อขายแบบไหนต้องเสียภาษี? แบบไหนไม่ต้องเสีย?
กรณีที่มักได้รับการยกเว้นภาษี
หากเป็นการขายทองคำที่ถือครองไว้เป็นทรัพย์สินส่วนตัว เช่น
- ซื้อเก็บสะสมไว้เป็นเวลานาน
- ซื้อไว้สวมใส่
- ได้รับเป็นมรดก
- ขายเพื่อนำเงินมาใช้เมื่อมีความจำเป็น
กรณีเหล่านี้โดยทั่วไปถือว่าไม่ได้มีเจตนาค้ากำไร จึงเข้าข่ายได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
กรณีที่อาจต้องเสียภาษี
หากมีลักษณะเป็นการซื้อมาเพื่อขายทำกำไร เช่น
- ซื้อขายทองออนไลน์เป็นประจำ
- ซื้อแล้วขายในระยะเวลาสั้น
- มีการเข้าออกธุรกรรมตลอดทั้งปี
- เปิดบัญชีออมทองเพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่างราคา
กำไรที่เกิดขึ้นอาจถูกมองเป็นเงินได้พึงประเมิน และต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ทำไมต้องเก็บหลักฐานการซื้อทอง?
หากมีหลักฐานต้นทุนครบถ้วน สามารถนำราคาซื้อจริงมาหักออกจากราคาขายได้ ตัวอย่าง
- ขายทองได้ 200,000 บาท
- ต้นทุนซื้อจริง 180,000 บาท
กำไรที่ต้องนำมาคำนวณภาษี = 20,000 บาท
แต่หากไม่มีหลักฐานต้นทุน กรมสรรพากรอาจให้หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา ส่งผลให้ฐานภาษีสูงขึ้น และอาจเสียภาษีมากกว่าความเป็นจริงหลายเท่า
แล้วซื้อขายแค่ไหนถึงเรียกว่า "ค้ากำไร" ?
ประเด็นนี้ยังไม่มีตัวเลขกำหนดชัดเจนว่าต้องซื้อขายกี่ครั้ง หรือกำไรกี่บาท
โดยกรมสรรพากรจะพิจารณาจาก
1. ความถี่ในการซื้อขาย
2. ระยะเวลาการถือครอง
3. พฤติกรรมการลงทุน
4. เจตนาในการทำกำไร
จึงทำให้หลายกรณียังอยู่ในพื้นที่สีเทา โดยเฉพาะการซื้อขายทองผ่านแอปออนไลน์
ทางเลือกลงทุนทองที่ได้เปรียบด้านภาษี
นักลงทุนบางส่วนจึงหันไปใช้เครื่องมืออื่นที่อ้างอิงราคาทองคำ เช่น
- DR ทองคำ
- กองทุนรวมทองคำ
โดยเฉพาะ DR ที่กำไรจากการซื้อขายได้รับการยกเว้นภาษีในลักษณะเดียวกับหุ้นไทย
หลายคนเข้าใจว่า "ขายทองไม่ต้องเสียภาษี" แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นทุกกรณี
- หากเป็นการขายทองที่ถือครองเป็นทรัพย์สินส่วนตัวมานาน มักได้รับการยกเว้นภาษี
- แต่หากซื้อขายเพื่อเก็งกำไร โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ กำไรที่เกิดขึ้นอาจต้องนำมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ เก็บหลักฐานการซื้อขายให้ครบถ้วน และศึกษากฎเกณฑ์ภาษีก่อนลงทุน เพื่อไม่ให้กำไรที่หามาได้ ต้องหายไปกับภาระภาษีที่ไม่คาดคิดในภายหลังครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ที่มา ลงทุนแมน