ข้อเท็จจริงปัญหาชายแดนไทย-เขมร เป็นการเจาะลึกถึงแก่นของปัญหาอย่างแท้จริง

กระทู้สนทนา
เนื่องจากเคยโพสท์เรื่องปัญหาชายแดนไทย-เขมรไป 2 ครั้งแล้ว ในครั้งที่ 2 ผู้อ่านท่านหนึ่งไม่แน่ใจในข้อมูลที่ผมให้ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ เช่น คำกล่าวที่ว่า “แผนที่แบ่งเขตแดนทิวเขาพนมดงรัก บริเวณเขาพระวิหาร ไม่มีจริงในโลก” ต่อมาเพียงไม่กี่วัน ด้วยความบังเอิญ ผมไปค้นพบแผนที่เขาพระวิหารฉบับ 1:200000 ต้นฉบับอยู่ที่ห้องสมุดในออสเตรเลีย โดยผ่านเว็บไซต์ longdo.com ที่เป็นของคนไทย นับว่าเป็นโชคอย่างแท้จริง เพราะผมค้นมาเป็นปี ก็ไม่เคยพบสักที แต่ผมก็ยังยืนยันว่า “แผนที่แบ่งเขตแดนทิวเขาพนมดงรัก บริเวณเขาพระวิหาร ไม่มีจริงในโลก” ว่าคำพูดนี้เป็นความจริงและผมให้เหตุผลที่ยากที่จะโต้แย้ง ท่านลองอ่านดูก็แล้วกัน

ข้อเท็จจริงปัญหาชายแดนไทย-เขมร
เส้นเขตแดนระหว่างไทยกับเขมรมีความยาวทั้งหมด 798 กิโลเมตร ส่วนที่เป็นภูเขา ได้แก่ ทิวเขาพนมดงรัก กั้นระหว่าง สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานีกับเขมร และเทือกเขาบรรทัดกั้นระหว่าง จันทบุรี ตราด และสระแก้ว กับเขมร รายละเอียดเขตแดนไทย-เขมร มีดังนี้
กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย
https://treaties.mfa.go.th/th/content/ข้อมูลเขตแดน
เขตแดนไทย – กัมพูชา
“มีความยาวประมาณ 798 กิโลเมตร แยกเป็นเขตแดนตามสันปันน้ำและแนวเส้นตรง 590 กิโลเมตร กับร่องน้ำลึกและลำน้ำอีก 208 กิโลเมตร เขตแดนบริเวณนี้เป็นผลจากการปักปันเขตแดนตามอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1904 กับสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ.1907 และพิธีสารแนบท้าย โดยมีการจัดทำแผนที่แสดงเส้นเขตแดนไว้ 2 ชุดคือแผนที่ 11 ระวางซึ่งจัดทำขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ.1904 กับแผนที่ 5 ระวางซึ่งจัดทำขึ้นตามสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ.1907 และมีการปักหลักเขตแดนไว้จำนวน 73 หลักช่วงปี ค.ศ.1909-1910 และปี ค.ศ.1919-1920 ซึ่งแต่ละหลักมีบันทึกวาจาปักหลักหมายเขต(Procès-verbal d'abornement)”
การกำหนดเขตแดนระหว่างไทยกับเขมร ในส่วนที่เป็นทิวเขาและเทือกเขา ไม่สามารถที่จะปักหลักเขตแดนได้ เพราะเขตแดนธรรมชาติคือสันปันน้ำดีกว่าหลักเขตนับร้อยเท่า หลักเขตแดนจะใช้ก็ต่อเมื่อเป็นที่ราบเท่านั้น วิธีทำหลักเขตแดนก็คือการใช้กล้องสำรวจ ตามรายละเอียดดังนี้
การกำหนดหลักเขตแดนในยุคล่าอาณานิคม ทำกันอย่างไร
ในยุคล่าอาณานิคม ชาติตะวันตกมีวิธีในการกำหนดหลักเขตแดนในพื้นที่ราบด้วยวิธีการดังนี้
(อ้างอิง:- https://share.google/aimode/rxHlIP91RUWrhSi8o)
(https://share.google/aimode/vMKNJPZd93vSHX7TI)
“ในยุคล่าอาณานิคม การปักปันเขตแดนใช้กล้องสำรวจที่เรียกว่า กล้องธีโอโดไลท์(Theodolite) ร่วมกับหลักการตรีโกณมิติ และการคำนวณทางดาราศาสตร์ โดยอาศัยหลักการทำงานที่สำคัญ”
การกำหนดหลักเขตแดนในยุคปัจจุบัน ทำกันอย่างไร
ปัจจุบันใช้ดาวเทียมในการปักหลักเขตแดน โดยใช้แสงเลเซอร์ จึงมีความแม่นยำระดับมิลลิเมตรถึงเซนติเมตร นั่นคือไม่ผิดพลาดเลย
กล้องส่องปักหลักเขตแดนในยุคปัจจุบัน ทำงานอย่างไร
(อ้างอิง:- https://share.google/aimode/7TLu8uoT25vwqTMVz)
“กล้องส่องสำหรับปักหลักเขตแดน(Total Station และ กล้อง GNSS/RTK) ทำงานด้วยการรับสัญญาณดาวเทียมหรือยิงแสงเลเซอร์เพื่อวัดระยะทางและมุม อุปกรณ์จะประมวลผลร่วมกับค่าพิกัดอ้างอิง เพื่อระบุตำแหน่งหมุดเขตแดนหรือลากเส้นแนวเขตบนพื้นที่จริงด้วยความแม่นยำสูงระดับมิลลิเมตรถึงเซนติเมตร”
ในยุคล่าอาณานิคม การปักหลักเขตแดนบนพื้นที่ราบ เมื่อมีการสำรวจและลงมือทำจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว สมมุติว่าหลักเขตแดนหาย ผลที่จะตามมาก็คือไม่รู้ว่าเขตแดนอยู่ตรงไหน จึงกำหนดเส้นที่แน่นอนไม่ได้ นี่คือความสำคัญของหลักเขตแดน แต่ถ้ามีบันทึกพิกัดอยู่ ก็จะสามารถหาหลักเขตแดนได้ หากสำรวจพื้นที่มีการส่องกล้องสำรวจแล้วแต่ไม่ปักหลักเขตแดน ก็เท่ากับสำรวจแล้วเสียเวลาเปล่า เพราะฉะนั้นหลักเขตแดนสำหรับพื้นที่ราบ จึงสำคัญมากและเป็นงานที่ต้องทำ หลักเขตแดนทั้งหมดระหว่างไทยกับเขมรมีทั้งหมด 74 หลักเขตแดน
แผนที่ 1 ต่อ 200,000 ใช้ไม่ได้ เพราะมีเหตุผลดังนี้
1.  ไม่มีสัญญาใดในโลกที่เซ็นฝ่ายเดียวหรือทำฝ่ายเดียว
   สำหรับพื้นที่ภูเขาหรือทิวเขาหรือเทือกเขา เช่น ทิวเขาพนมดงรักและเทือกเขาบรรทัดกั้นเขตแดนระหว่างไทยกับเขมรอย่างชัดเจน นายทหารของฝรั่งเศสทั้ง 2 ท่านที่มาสำรวจพื้นที่ ทั้งสองท่านสำรวจต่างวาระกันหรือคนละเวลา ดังนี้
-  การสำรวจครั้งแรกคือ พันโท แบร์นาร์ด ทำการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนชุดแรก(ตามอนุสัญญา ค.ศ.1904 (พ.ศ.2447) ได้นำคณะนายทหารและช่างรังวัดเริ่มเข้ามาทำการเดินสำรวจและปักปันตามภูมิประเทศจริงตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2448-2451
  เผยเอกสารฉบับเต็ม กองทัพไทยชี้แจง เหตุใช้แผนที่ 1:50,000 ปักปันเขตแดนกัมพูชา
  https://www.isranews.org/article/isranews-scoop/139483-isranews-THHHHH.html
-  การสำรวจครั้งที่สอง เป็นการสำรวจเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขความไม่ชัดเจน(ตามสนธิสัญญา ค.ศ. 1907) นำโดย พันเอก มองกิเอร์(บางแห่งสะกด มองกิเยร์) เป็นประธานฝ่ายฝรั่งเศส คณะทำงานชุดนี้ลงพื้นที่ในเวลาต่อมาเพื่อเก็บรายละเอียดและแก้ไขข้อตกลงบริเวณแนวสันปันน้ำ โดยยึดสันเขาเป็นหลักเขตแดน
               เปิดบันทึกประชุมสยาม-ฝรั่งเศส 103 ปีที่แล้ว : “สันปันน้ำอยู่ที่หน้าผา”
               https://mgronline.com/daily/detail/9540000028548
             คนแรกสำรวจไปแล้ว ทิ้งระยะเวลาไปพอสมควร คนที่สองมาสำรวจอีก เพื่อความแน่ใจในภูมิประเทศว่าเป็นภูเขาและมีสันปันน้ำหรือขอบหน้าผาจริง ทั้งสองท่านจึงเป็นผู้วางแผนและกำหนดเขตแดนระหว่างไทยกับเขมรอย่างเป็นทางการ เมื่อได้เห็นทิวเขาพนมดงรักและเทือกเขาบรรทัด จึงรู้ได้ทันทีว่า ไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะฝ่ายที่อยู่บนเขาด้านทิวเขาพนมดงรักและเทือกเขาบรรทัดคือฝ่ายไทย ส่วนพื้นที่ราบทั้งหมดเป็นฝ่ายเขมรอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีมนุษย์คนใดในโลก ที่จะไปปักหลักเขตแดนในพื้นที่ระหว่างภูเขากับพื้นที่ราบ เพราะมีเส้นแบ่งเขตแดนตามธรรมชาติคือสันปันน้ำหรือขอบหน้าผาอย่างชัดเจน ดังนั้นการปักหลักเขตแดน จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครทำในบริเวณภูเขา เป็นอันว่าสันปันน้ำหรือขอบหน้าผา เป็นมาตรฐานที่ทุกฝ่ายยอมรับ
   สัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1907 หรือ พ.ศ.2450 เป็นการลงนามด้วยกันทั้งสองฝ่าย สนธิสัญญาฉบับนี้จึงถูกต้องตามหลักกฎหมายและหลักสากล ถือเป็นสัญญาสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม นี่คือการกำหนดเขตแดนอย่างเป็นทางการ ต่อมาปี ค.ศ.1909 หรือ พ.ศ.2452 ฝรั่งเศสอ้างว่าได้ทำแผนที่เพิ่มขึ้นอีกฉบับหนึ่ง เพื่อนำมาแนบท้ายสนธิสัญญา แผนที่นี้เป็นการทำโดยฝรั่งเศสฝ่ายเดียว คำว่า “การทำโดยฝ่ายเดียว” หมายถึง “กระดาษเปื้อนหมึก” เพราะไม่มีสนธิสัญญาหรือสัญญาใดในโลกที่เซ็นสัญญาฝ่ายเดียว แม้จะเป็นแผนที่แนบสัญญาก็ตาม ถ้าเป็นการทำสัญญาฝ่ายเดียว คือเซ็นฝ่ายเดียว คนทั้งโลกเรียกว่า "กระดาษเปื้อนหมึก" ไม่มีสัญญาใดในโลกที่เซ็นฝ่ายเดียว แผนที่ที่เขียนขึ้นเอง และแนบเข้ามาภายหลัง โดยอีกฝ่ายไม่รับรู้ ไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาหรือสัญญาใดๆ ทั้งสิ้น กระดาษเปื้อนหมึกจึงเป็นกระดาษเปื้อนหมึก ไม่สามารถนำมาแนบท้ายสัญญาได้ ไม่มีใครเขาทำกันเช่นนี้ในโลก แผนที่ 1 ต่อ 200,000 จึงไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานใดๆ ได้
2.  การพิจารณาคดีต้องยึดตามสนธิสัญญา การอ้างสิทธิ์ใดๆ ที่ขัดต่อสนธิสัญญาถือเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น
   การที่ศาลโลกตัดสินว่า ไทยแพ้คดีเพราะ “กฎหมายปิดปาก” เพราะไม่โต้แย้ง เป็นเหตุผลที่ไม่มีน้ำหนักใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งผิดจากหลักยุติธรรมอย่างชัดเจน เพราะเวลาตัดสินคดี กรณีไม่มีสนธิสัญญา หากคู่กรณี มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีการครอบครองอย่างเปิดเผย ใช้สิทธิในพื้นที่นั้นมาช้านาน มีการปรับปรุงพื้นที่ หรือทำมาหากิน หรือมีการเดินทางติดต่อสื่อสารมาหลายสิบปีหรือหลายร้อยปี สิ่งนี้ย่อมเป็นประจักษ์พยานว่า พื้นที่นี้เป็นของผู้ครอบครอง ผู้อื่นจะมาเรียกร้องสิทธิ์ไม่ได้ “กฎหมายปิดปาก” จึงใช้ได้ในกรณีเช่นนี้ เพราะอีกฝ่ายหนึ่งนิ่งเงียบมานับสิบนับร้อยปี และไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่ยืนยันว่าผู้ฟ้องร้องเป็นเจ้าของ แต่เนื่องจากพระวิหารอยู่บนเขา หรืออยู่บนสันปันน้ำ หรืออยู่เหนือขอบหน้าผา ซึ่งในสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสปี ค.ศ.1907(พ.ศ.2450) ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า บริเวณดังกล่าวแบ่งเขตแดนด้วยสันปันน้ำหรือขอบหน้าผา และยังมีสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ลงนามโดยประเทศทั้งสองอย่างถูกต้องและเป็นทางการ นี่เป็นคนละกรณีกับกฎหมายปิดปาก เพราะมีสนธิสัญญาจะใช้กฎหมายปิดปากไม่ได้ ต้องยืนยันตามสนธิสัญญาเท่านั้น
   ท่านทั้งหลายทราบหรือไม่ว่า อะไรคือหลักสำคัญที่สุดของศาลโลกหรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ(ICJ) อะไรคือหัวใจของศาลโลก คำตอบคือ “การพิจารณาคดีต้องยึดตามสนธิสัญญา” มีข้อความที่ยืนยันดังนี้ "การพิจารณาคดีต้องยึดตามสนธิสัญญา และการอ้างสิทธิ์ใดๆ ที่ขัดต่อสนธิสัญญาถือเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น" นี่คือรากฐานที่สำคัญมากในบริบทของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ(ICJ) หรือกระบวนการอนุญาโตตุลาการ
   เมื่อศาลโลกตัดสินเช่นนี้ ศาลพระภูมิที่ไม่มีเทวดารักษา ยังดีกว่าศาลโลก แท่งปูนยังดีกว่าศาลโลก เพราะไม่มีพิษไม่มีภัย คำตัดสินของศาลโลก เท่ากับทำลายศาลโลกเอง เพราะไม่ยึดตามสนธิสัญญา ต่อให้มีการนำแผนที่มาแนบท้าย ไม่ว่าจะเขียนหรือวาดอย่างไรก็ตาม แผนที่นั้นจะต้องสอดคล้องกับสนธิสัญญา เพราะแผนที่ไม่ใช่สนธิสัญญาและเมื่อขัดแย้งกับสนธิสัญญา มันคือกระดาษเปื้อนหมึกเท่านั้น เพราะยังไม่ได้รับรองจากทั้งสองฝ่าย เป็นการนำแผนที่มาแนบเพียงฝ่ายเดียว อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้รับรู้เลย เป็นการกระทำโดยพลการ ศาลโลกเสียสติไปแล้วหรือ? คำพูดนี้ไม่ได้รุนแรง ผมถามคนทั้งโลกทั้งแปดพันล้านคนว่า “ท่านคิดว่าคำพูดของผมกับคำตัดสินของศาลโลก สิ่งไหนจะถูกต้อง สิ่งไหนจะผิดพลาดในระดับที่ทำลายตัวเอง” ท่านเชื่อหรือไม่ว่า คำตอบจะต้องมีเพียงคำตอบเดียว ซึ่งท่านก็รู้อยู่แล้วว่าจะตอบอย่างไร
3.  การทำแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ในพื้นที่ทิวเขา เทือกเขา มีความผิดพลาดสูง เพราะไม่มีดาวเทียม แต่มีภูเขา มีสันปันน้ำหรือขอบหน้าผาแบ่งเขตแดนอยู่แล้ว ซึ่งมีความแม่นยำ 100% และจะแม่นยำไปอีกนานนับล้านปี
   เมื่อใช้สันปันน้ำหรือขอบหน้าผาเป็นเส้นแบ่งเขตแดน นายทหารทั้งสองจึงไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะมีเส้นเขตแดนทางธรรมชาติอยู่แล้ว เส้นเขตแดนตามธรรมชาติซึ่งก็คือสันปันน้ำหรือขอบหน้าผา ย่อมดีกว่าการปักหลักเขตแดน เพราะหลักเขตแดนอาจถูกทำลาย โยกย้าย และเสื่อมสภาพ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ในภายหลัง และอาจก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งชายแดนตามมา แต่สันปันน้ำหรือขอบหน้าผาจะเป็นเส้นเขตแดนตามธรรมชาติที่จะคงอยู่ไปอีกนับล้านปี จึงไม่มีทางที่จะเข้าใจผิดหรือสูญหายได้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีคำถามว่า แผนที่ในยุคล่าอาณานิคมในสัดส่วน 1:200000 จะมีความถูกต้องแม่นยำเพียงใด ทั้งหลายลองจินตนาการดูว่า การเขียนแผนที่ให้เหมือนจริงในยุคเมื่อ 100 กว่าปีก่อนยังไม่มีดาวเทียม ย่อมต้องเกิดความผิดพลาดเกือบทั้งหมดหรือทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เองพื้นที่ที่เป็นภูเขา ทิวเขา และเทือกเขา จึงต้องยึดสันปันน้ำ เพราะการเขียนแผนที่ย่อมขาดความแม่นยำเนื่องจากไม่มีดาวเทียม ต้องใช้วิชาดาราศาสตร์ ดูดาวขึ้นและตกในแต่ละวัน ดูดวงอาทิตย์ขึ้นและลงในแต่ละฤดูที่ไม่เหมือนกัน การใช้เข็มทิศ วิชาตรีโกณมิติ ฯลฯ การวาดแผนที่เช่นนี้ ยังขาดความแม่นยำ เพราะมีข้อจำกัดมาก แต่สามารถคาดคะเนอย่างหยาบๆ ได้เท่านั้น เช่น การเดินทางด้วยเรือสำเภาไปประเทศต่างๆ จะไม่หลง เพราะมีเข็มทิศและมีพิกัดที่ชัดเจน ถ้าต้องการความแม่นยำต้องใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมและเลเซอร์เท่านั้น ซึ่งเป็นภาพจริง วิทยาการในยุคร้อยปีก่อนไม่ใช่ภาพจริง เมื่อไม่มีภาพจริงจึงไม่แม่นยำ ผลที่ตามมาก็คือ ก่อให้เกิดการความขัดแย้งระหว่างประเทศที่มีพรมแดนติดกันได้ อย่างไรก็ตาม สนธิสัญญากำหนดไว้ชัดเจนว่า ให้ใช้สันปันน้ำ ซึ่งก็ชัดเจนอยู่แล้ว สนธสัญญา ค.ศ.1907 ไม่ได้กล่าวว่าให้ใช้แผนที่ แต่ให้ใช้สันปันน้ำ และแผนที่ก็วาดได้เพียงหยาบๆ เท่านั้น และแผนที่
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่