200MP บนมือถือ — ตัวเลขหลอกตา หรือมีประโยชน์จริง?

200MP บนมือถือ — ตัวเลขหลอกตา หรือมีประโยชน์จริง?
พูดตรงๆ เลยนะครับ ตัวเลข MP บนกล้องมือถือตอนนี้มันกลายเป็นสงครามการตลาดไปแล้ว แบรนด์แข่งกันยัด pixel ให้เยอะที่สุด แล้วโฆษณาราวกับว่านั่นคือนวัตกรรม แต่ถ้าลองคิดดูดีๆ มันสมเหตุสมผลแค่ไหนกัน?
ใครใช้ 200MP จริงบ้าง?
ลองถามตัวเองดูครับ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา คุณเคยถ่ายรูปแล้วต้องการความละเอียดระดับ 200MP จริงๆ ไหม? พิมพ์โปสเตอร์ขนาด billboard? ขยายภาพแล้ว zoom เข้าไปนับขนตา?
สำหรับคนทั่วไป 99% ของรูปที่ถ่ายไปลงอยู่บน Instagram, Facebook หรือส่งใน Line ซึ่งแพลตฟอร์มพวกนั้น compress ภาพลงเหลือแค่ 1-2MP อยู่ดี คุณถ่าย 200MP มา แล้วมันถูกบีบทิ้งไปเกือบหมดภายในวินาทีที่กด upload
ปัญหาจริงๆ ของ MP เยอะ — เรื่องแสง
นี่คือส่วนที่บางค่ายไม่ค่อยพูดถึงกันครับ
เซนเซอร์กล้องมือถือมีขนาดจำกัดมาก สมมติเซนเซอร์ขนาด 1 นิ้ว ถ้าใส่ pixel ไป 12MP แต่ละ pixel จะมีพื้นที่รับแสงพอสมควร แต่พอยัด 200MP เข้าไปในพื้นที่เท่าเดิม แต่ละ pixel จะเล็กลงมากจนน่าตกใจ
พูดง่ายๆ คือแทนที่จะถ่ายด้วยเซนเซอร์ 1 นิ้ว คุณกำลังถ่ายด้วยเซนเซอร์ 1/16 นิ้ว ในทางฟิสิกส์ครับ เพราะแสงที่ตกลงบน pixel แต่ละอันน้อยลงมากขนาดนั้น
และยิ่งยัด pixel เยอะขึ้นในพื้นที่เท่าเดิม pixel แต่ละอันก็ยิ่งเล็กลงมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งการผลิตเซนเซอร์ที่มี pixel ขนาดจิ๋วเหล่านี้ต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและแม่นยำสูงมาก ต้นทุนพุ่งขึ้นไปด้วย สุดท้ายก็ตกอยู่ที่ราคามือถือในกระเป๋าของเราครับ จ่ายแพงขึ้น เพื่อได้ตัวเลขที่ดูดี แต่ภาพในชีวิตจริงไม่ได้ดีขึ้นเลย
ผลที่ได้คือถ่ายในที่แดดจัดกลางวัน ภาพอาจโอเค แต่พอแสงลดลงนิดเดียว เข้าร่ม เข้าในห้อง หรือช่วงเย็นๆ ภาพจะ noise กระจุยกระจาย ทันที ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่โฆษณาขาย
นี่คือเหตุผลที่กล้อง 200MP ต้องพึ่ง Pixel Binning อยู่ตลอดเวลา คือรวม pixel เล็กๆ 16 อันกลับมาเป็น pixel ใหญ่อันเดียว เพื่อให้รับแสงได้พอ ซึ่งภาพที่ได้จริงๆ ก็กลับมาเป็นแค่ 12MP อยู่ดี
แล้วงั้นจะยัด 200MP ไปทำไม?
และที่แย่กว่านั้นคือมันทำให้คนซื้อไปใช้แบบผิดๆ ด้วยครับ หลายคนซื้อมาแล้วก็ตั้งกล้องไว้ที่ 200MP ตลอด เพราะคิดว่าเยอะกว่าต้องดีกว่า ทั้งที่จริงๆ แล้ว 12MP ที่ได้จาก Pixel Binning คือโหมดที่ดีที่สุดและใช้ได้จริงที่สุด ภาพสว่างกว่า noise น้อยกว่า ไฟล์เล็กกว่า เร็วกว่า และส่งหรือลงโซเชียลได้ดีกว่าในทุกๆ ด้าน
พูดง่ายๆ คือตัวเลขที่ใช้ขายของ กลายเป็นตัวเลขที่ทำให้คนใช้งานได้แย่ลงโดยไม่รู้ตัวครับ
แล้วตอนถ่ายวิดีโอล่ะ? ยิ่งแย่ใหญ่
ถ้าคิดว่าภาพนิ่งยังพอรับได้ ลองมาดูวิดีโอครับ
กล้องที่มี MP เยอะมีทางเลือกแค่สองอย่าง คือ crop คือไม่ใช้เซนเซอร์ทั้งหมด มุมภาพแคบลง ข้อดีของเซนเซอร์ใหญ่หายไปทันที หรือ ใช้ทั้งเซนเซอร์แล้ว bin ซึ่งต้องอ่านข้อมูล 200 ล้าน pixel แล้วประมวลผล แล้ว encode ซ้ำกัน 30 ครั้งต่อวินาที
ผลคือ เครื่องร้อนมาก แบตหมดเร็ว และบางค่ายทำ 60fps ไม่ได้ด้วยซ้ำ ต้องบังคับ crop แทน บางค่ายที่ใช้ 200MP ถ่าย 8K ได้จริง แต่จำกัดที่ 30fps และร้อนจนถือไม่สบายหลังจากนั้นไม่กี่นาที
และนี่คือสิ่งที่หลายคนเจอแต่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร ลองสังเกตดูครับ เวลาสลับจากโหมดถ่ายรูปไปวิดีโอ ภาพมันจะดูใกล้ขึ้น มุมแคบลงนิดนึงแบบงงๆ นั่นแหละคือ crop ที่กล้องทำอยู่ตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัวครับ
และถ้าคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาของมือถือแพงๆ เท่านั้น ขอบอกเลยว่ายิ่งเป็นมือถือราคาหมื่นกลางๆ ที่ใส่กล้อง 50MP หรือ 100MP มายิ่งไปกันใหญ่ครับ เพราะนอกจากเซนเซอร์จะเล็กกว่าอยู่แล้ว คือประมาณ 1/2 นิ้ว หรือ 1/3 นิ้ว พอยัด MP เยอะเข้าไป pixel แต่ละอันก็หดเหลือแค่ 1/4 หรือ 1/6 นิ้วทันที ยังไม่เท่า 1/16 นิ้วของรุ่น 200MP แต่ก็แย่มากพออยู่ดีครับ
แถมเลนส์ในมือถือราคากลางส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คุณภาพสูงพอ มือถือแพงๆ บางรุ่นใส่เลนส์มาถึง 7 ชิ้นขึ้นไปเพื่อลด aberration และรับแสงได้ดีขึ้น แต่มือถือราคากลางได้เลนส์ 5 ชิ้นหรือน้อยกว่า ซึ่งยิ่งทำให้ pixel เล็กๆ เหล่านั้นรับแสงได้แย่ลงไปอีก
ลองนึกภาพง่ายๆ ครับ สมมติคุณมีเงิน 2 ล้านบาท แล้วอยู่ดีๆ มันหายไปเหลือแค่ 1.25 แสนบาท นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับความสามารถในการรับแสงของเซนเซอร์เวลายัด MP เยอะเข้าไปครับ
แต่ก็ต้องยอมรับว่า MP เยอะมีข้อดีอยู่จริงอย่างหนึ่งครับ คือเอามาใช้ทำภาพให้นิ่งขึ้นได้ โดยใช้วิธีขยับภาพบนเซนเซอร์แทนการใช้เซนเซอร์เต็มพื้นที่ตลอดเวลา ซึ่งช่วยลด shake ได้พอสมควร แต่ภาพที่ได้ก็ยังมี noise อยู่ดีครับ เพราะปัญหาเรื่องแสงที่พูดไปมันยังอยู่
และต้องพูดให้ครบว่าเทคโนโลยีเซนเซอร์มันก็พัฒนาขึ้นจริงครับ บางรุ่นมีระบบโฟกัสที่ไวและแม่นขึ้นมาก มี phase detection ที่กระจายทั่วเซนเซอร์ รับแสงได้ดีขึ้นในขนาดพื้นที่เท่าเดิม หรือแม้แต่ลด noise ได้ดีขึ้นในระดับ hardware เลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีมูลค่าจริงๆ
บางค่ายพยายามแก้ด้วยชิปประมวลผลที่แรงขึ้นหรือใช้ AI เข้ามาช่วยลด noise และปรับภาพ ซึ่งก็ได้ผลระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นในราคาที่จ่ายแพงขึ้นไป คุณอาจยังได้สิ่งที่ดีขึ้นจริงๆ อยู่บ้าง แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังแลกมาด้วยราคามือถือที่แพงขึ้นไปอีก เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากการยัด MP เยอะเกินความจำเป็นตั้งแต่แรกครับ
แล้วเพื่อนๆ คิดยังไงกันบ้างครับ MP เยอะๆ แบบนี้ ข้อดีหรือข้อเสียมากกว่ากัน?
แล้วใครได้ประโยชน์จริงๆ?
ช่างภาพมืออาชีพที่ต้องพิมพ์ภาพขนาดใหญ่? อาจจะ แต่คนกลุ่มนั้นใช้กล้อง DSLR หรือ Mirrorless อยู่แล้ว ไม่ใช่มือถือ
คนทั่วไปที่ถ่ายรูปลง social? ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยครับ แถมยังได้ภาพแย่กว่าในที่แสงน้อย ไฟล์ใหญ่กินพื้นที่ เครื่องร้อน แบตหมดไว แลกกับตัวเลขบนสเปคที่ดูดี
สรุป
MP เยอะบนมือถือในปัจจุบันส่วนใหญ่คือ การตลาด มากกว่าประโยชน์ใช้สอยจริงๆ ถ้าอยากได้กล้องมือถือที่ถ่ายภาพได้ดีจริงๆ ให้ดูที่ขนาดเซนเซอร์ ขนาด pixel แต่ละจุด และคุณภาพของระบบประมวลผลภาพมากกว่าครับ
ตัวเลข 200MP บนกล่องมันดูเท่ แต่ภาพที่ได้จริงๆ ในชีวิตประจำวัน อาจสู้กล้อง 50MP ที่ออกแบบมาดีกว่าไม่ได้เลย

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่