เมื่อ ‘สิ่งของ’ และ ‘หัวใจ’ ในโลกบริโภคนิยม ลืมวิธีซ่อมแซม

เมื่อ ‘สิ่งของ’ และ ‘หัวใจ’ ในโลกบริโภคนิยม ลืมวิธีซ่อมแซม



ในอดีต ภาพจำของวันวานคือความละเมียดละไม ค่านิยมของคนรุ่นก่อนถูกถักทอขึ้นด้วยแนวคิดที่ว่า "เมื่อมีสิ่งใดบุบสลาย เราจะเยียวยาปะชุน ไม่ใช่ขว้างทิ้ง" ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน หรือความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ ทุกรอยร้าวคือโจทย์ที่ต้องช่วยกันแก้ไขด้วยความอดทนและใส่ใจ ไม่ใช่เหตุผลในการเลิกรา


ทว่าเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค Fast Culture ทุกอย่างหมุนไวและฉาบฉวย เราสั่งซื้อของใหม่ได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว และเปลี่ยนคนคุยใหม่ได้ง่ายเพียงแค่การ "ปัดหน้าจอ" พฤติกรรมบริโภคนิยมนี้กำลังหล่อหลอมให้คนรุ่นใหม่กลายเป็นคนที่ มีความอดทนต่อความบกพร่องต่ำลง เมื่อมีปัญหาเพียงนิด เราจึงเลือกที่จะ “โยนทิ้งแล้วเปลี่ยนใหม่” แทนที่จะเสียเวลา “ซ่อมแซม” เหมือนในวันเก่า


สถิติและงานวิจัย: รอยจารึกของแต่ละเจนเนอเรชั่น


หากมองผ่านงานวิจัยพฤติกรรมมนุษย์และสถิติสังคมศาสตร์ เราจะเห็นความต่างของหัวใจในแต่ละยุคสมัยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะคนรุ่น 80s - 90s (Gen Y หรือ Millennials) ซึ่งเป็นยุคเปลี่ยนผ่านจากโลกแอนาล็อกสู่ดิจิทัล

น่าสนใจที่งานวิจัยจากสถาบัน Pew Research Center และข้อมูลประชากรศาสตร์ในหลายประเทศพบว่า อัตราการหย่าร้างของคนเจนนี้กลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อน เหตุผลสำคัญมาจากการที่พวกเขาเห็นบทเรียนความล้มเหลวจากรุ่นพ่อแม่ จึงเลือกที่จะแต่งงานช้าลงเมื่อมีความพร้อมทั้งฐานะและอารมณ์ และมักใช้หลักจิตวิทยาหรือการจูนเข้าหากันเพื่อพยายาม "ซ่อมแซม" ความสัมพันธ์ก่อนจะถอดใจ


ในทางกลับกัน คนรุ่น 2000s (Gen Z) เติบโตมาในโลกที่ความรักลื่นไหลไร้รูปทรง

หรือที่นักสังคมวิทยาชื่อดัง Zygmunt Bauman นิยามไว้ในงานวิจัยว่า "Liquid Love" (ความรักที่เป็นของเหลว) พวกเขาเทิดทูนความเป็นปัจเจกและความสุขส่วนตัว รวมถึงสุขภาวะทางจิตใจ (Mental Health) เป็นสำคัญ หากรู้สึกว่าความสัมพันธ์เริ่มอิ่มตัวหรือเป็นพิษ (Toxic) พวกเขาจะเลือกเดินออกมาทันที ประกอบกับเทคโนโลยีที่หยิบยื่นทางเลือกให้มากมายมหาศาล สถิติจากหลายสำนักจึงชี้ไปในทางเดียวกันว่า คนรุ่นนี้เกิดข้อผูกมัดระยะยาวได้ยากขึ้น และอัตราการแต่งงานลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด


แสงและเงา: สองด้านของการ "ซ่อมแซม" และ "เปลี่ยนใหม่"


การเลือกที่จะ "ซ่อมแซม" ตามค่านิยมเดิมนั้น มีข้อดีตรงที่ช่วยบ่มเพาะความผูกพันที่ลึกซึ้ง ทำให้มนุษย์เรียนรู้รสชาติของการให้อภัย และเติบโตผ่านอุปสรรคไปด้วยกัน ทว่าในมุมกลับกัน หากฝืนซ่อมแซมสิ่งของที่หมดสภาพ หรือดึงดันจะรักษาความสัมพันธ์ที่แหลกสลายด้วยความรุนแรง มันอาจกลายเป็นการกักขังตัวเองอยู่กับความทุกข์ระทม เพียงเพราะติดกับดักทางสังคมที่ตราหน้าว่าการล้มเลิกคือความล้มเหลว


ขณะที่แนวคิดการ "เปลี่ยนใหม่" ของคนยุคนี้ ก็มีข้อดีในการมอบอิสรภาพให้เราหลุดพ้นจากสิ่งแย่ๆ ได้เร็ว ไม่เสียเวลาชีวิต และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เริ่มต้นใหม่กับสิ่งหรือคนที่เหมาะสมกับตัวเราในปัจจุบัน

แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน พฤติกรรมที่เอะอะก็เปลี่ยนใหม่อาจหล่อหลอมให้เรากลายเป็นคนขาดความทรหด (Resilience) อ่อนแอต่อปัญหาเมื่อเจอสิ่งไม่ถูกใจ และสุดท้ายอาจต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวอ้างว้าง เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีสิ่งของใดและไม่มีมนุษย์คนไหนที่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์โดยไม่ต้องผ่านการปรับตัวเข้าหากัน


บทสรุป: หาจุดสมดุลในโลกที่ทุกอย่างหมุนไว


ชีวิตไม่ใช่การเลือกข้างอย่างสุดโต่ง เราไม่จำเป็นต้องทนใช้สายไฟที่เก่าจนพร้อมจะช็อตไหม้บ้าน และไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับคนที่เหยียบย่ำหัวใจเราเพียงเพื่อคำว่า "ความอดทน"

แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องไม่ลืมว่า "สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต มักเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกดใส่ตะกร้าแล้วสั่งซื้อใหม่ได้" ไม่ว่าจะเป็นหยาดน้ำตาที่เคยหลั่งร่วมกัน มิตรภาพที่บ่มเพาะผ่านกาลเวลา หรือคู่ชีวิตที่เข้าใจเราที่สุดในวันที่แย่

ก่อนจะตัดสัมพันธ์ หรือโยนบางสิ่งทิ้งไป

ลองหยุดคิดสักนิดว่า



สิ่งนั้นมัน "หมดอายุใช้งานแล้วจริงๆ" หรือเราแค่ "ขี้เกียจใส่ใจที่จะซ่อมมัน" เท่านั้นเอง

แก้ไข  เพิ่มภาพ ใบจดทะเบียนสมรส
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่