คนไทยจำนวนมากมีหน้าที่ยื่นภาษีทุกปี ไม่ว่ารายได้จะถึงเกณฑ์เสียภาษีหรือไม่ก็ตาม ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี กรอกข้อมูลรายได้ รายการลดหย่อน และข้อมูลต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะบิดามารดา
แต่สิ่งที่เราสงสัยคือ เหตุใดการใช้สิทธิลดหย่อนดังกล่าวจึงอาจส่งผลต่อการพิจารณาสวัสดิการของพ่อแม่ ทั้งที่ในความเป็นจริงเราเองก็ไม่ได้มีศักยภาพในการดูแลพ่อแม่อย่างเต็มที่ เพียงแค่ช่วยเหลือเท่าที่กำลังจะทำได้
ยกตัวอย่าง เราโอนเงินให้พ่อแม่เดือนละ 5,000 บาท เพื่อช่วยค่ากินค่าอยู่ รวมทั้งปี 60,000 บาท ขณะที่พ่อและแม่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคนละ 600 บาทต่อเดือน หรือรวม 14,400 บาทต่อปี ทำให้พ่อแม่มีรายได้รวมเพียง 74,400 บาทต่อปี ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์รายได้ 100,000 บาทต่อปีที่ใช้พิจารณาผู้มีสิทธิ์รับสวัสดิการแห่งรัฐ
ยิ่งเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าว ยิ่งทำให้เราเกิดคำถามว่า การช่วยเหลือจากลูกเพียงเดือนละ 5,000 บาท ควรเป็นเหตุให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิ์สวัสดิการหรือไม่ ในเมื่อรายได้รวมของพ่อแม่ทั้งสองคนยังอยู่ที่เพียง 74,400 บาทต่อปี และยังต่ำกว่าเกณฑ์ที่รัฐกำหนดอยู่มาก
เพราะการที่เราช่วยเหลือพ่อแม่เดือนละ 5,000 บาท ไม่ได้หมายความว่าเรามีฐานะร่ำรวย หรือสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดของพ่อแม่ได้ ตรงกันข้าม กลับสะท้อนว่าพ่อแม่ยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากลูกเพื่อดำรงชีวิต
หรือว่าเราไม่ควรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะพ่อแม่เลย? ทั้งที่กฎหมายกำหนดสิทธิ์นี้ขึ้นมาเพื่อส่งเสริมให้ลูกดูแลพ่อแม่ แต่เมื่อใช้สิทธิ์แล้วกลับต้องกังวลว่าพ่อแม่อาจได้รับผลกระทบต่อสิทธิ์สวัสดิการของรัฐ
หากรู้ล่วงหน้าว่าการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอาจส่งผลต่อการพิจารณาสิทธิ์สวัสดิการของพ่อแม่ บางทีเราอาจเลือกไม่ใช้สิทธิลดหย่อนดังกล่าวเลย เพราะเงินภาษีที่ขอคืนได้อาจมีมูลค่าไม่มากนัก เมื่อเทียบกับสิทธิ์ที่พ่อแม่อาจสูญเสียไป
หรือว่าเราไม่ควรดูแลและช่วยเหลือพ่อแม่เลย?
เพราะเมื่อเราทำหน้าที่ลูก ช่วยส่งเงินให้พ่อแม่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามที่กฎหมายกำหนด กลับต้องมานั่งกังวลว่าพ่อแม่อาจได้รับผลกระทบต่อสิทธิ์สวัสดิการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
สุดท้ายแล้ว ระบบกำลังส่งเสริมให้ลูกดูแลพ่อแม่ หรือกำลังทำให้หลายคนรู้สึกว่าการช่วยเหลือพ่อแม่อาจกลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อสิทธิ์สวัสดิการของผู้สูงอายุ
หากเป็นเช่นนั้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ระหว่างการทำหน้าที่ลูกกับการรักษาสิทธิ์สวัสดิการของพ่อแม่ เหตุใดจึงต้องกลายเป็นเรื่องที่ต้องกังวลหรืออาจต้องเลือกระหว่างกัน
เราเพียงอยากทราบว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาสวัสดิการแห่งรัฐนั้นคำนึงถึงรายได้และสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของผู้สูงอายุอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่ และการที่ลูกช่วยเหลือพ่อแม่ตามกำลังที่มี ควรถูกมองเป็นความมั่นคงทางการเงินของผู้สูงอายุ หรือเป็นเพียงการประคับประคองชีวิตในแต่ละวันของครอบครัวที่ยังต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐอยู่เช่นเดิม
พ่อแม่ไม่มีรายได้เราให้ 5,000 บาทรวมเบี้ยผู้สูงอายุแล้วยังไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี แล้วเหตุใดจึงอาจถูกตัดสิทธิ์สวัสดิการ
แต่สิ่งที่เราสงสัยคือ เหตุใดการใช้สิทธิลดหย่อนดังกล่าวจึงอาจส่งผลต่อการพิจารณาสวัสดิการของพ่อแม่ ทั้งที่ในความเป็นจริงเราเองก็ไม่ได้มีศักยภาพในการดูแลพ่อแม่อย่างเต็มที่ เพียงแค่ช่วยเหลือเท่าที่กำลังจะทำได้
ยกตัวอย่าง เราโอนเงินให้พ่อแม่เดือนละ 5,000 บาท เพื่อช่วยค่ากินค่าอยู่ รวมทั้งปี 60,000 บาท ขณะที่พ่อและแม่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคนละ 600 บาทต่อเดือน หรือรวม 14,400 บาทต่อปี ทำให้พ่อแม่มีรายได้รวมเพียง 74,400 บาทต่อปี ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์รายได้ 100,000 บาทต่อปีที่ใช้พิจารณาผู้มีสิทธิ์รับสวัสดิการแห่งรัฐ
ยิ่งเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าว ยิ่งทำให้เราเกิดคำถามว่า การช่วยเหลือจากลูกเพียงเดือนละ 5,000 บาท ควรเป็นเหตุให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิ์สวัสดิการหรือไม่ ในเมื่อรายได้รวมของพ่อแม่ทั้งสองคนยังอยู่ที่เพียง 74,400 บาทต่อปี และยังต่ำกว่าเกณฑ์ที่รัฐกำหนดอยู่มาก
เพราะการที่เราช่วยเหลือพ่อแม่เดือนละ 5,000 บาท ไม่ได้หมายความว่าเรามีฐานะร่ำรวย หรือสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดของพ่อแม่ได้ ตรงกันข้าม กลับสะท้อนว่าพ่อแม่ยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากลูกเพื่อดำรงชีวิต
หรือว่าเราไม่ควรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะพ่อแม่เลย? ทั้งที่กฎหมายกำหนดสิทธิ์นี้ขึ้นมาเพื่อส่งเสริมให้ลูกดูแลพ่อแม่ แต่เมื่อใช้สิทธิ์แล้วกลับต้องกังวลว่าพ่อแม่อาจได้รับผลกระทบต่อสิทธิ์สวัสดิการของรัฐ
หากรู้ล่วงหน้าว่าการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอาจส่งผลต่อการพิจารณาสิทธิ์สวัสดิการของพ่อแม่ บางทีเราอาจเลือกไม่ใช้สิทธิลดหย่อนดังกล่าวเลย เพราะเงินภาษีที่ขอคืนได้อาจมีมูลค่าไม่มากนัก เมื่อเทียบกับสิทธิ์ที่พ่อแม่อาจสูญเสียไป
หรือว่าเราไม่ควรดูแลและช่วยเหลือพ่อแม่เลย?
เพราะเมื่อเราทำหน้าที่ลูก ช่วยส่งเงินให้พ่อแม่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามที่กฎหมายกำหนด กลับต้องมานั่งกังวลว่าพ่อแม่อาจได้รับผลกระทบต่อสิทธิ์สวัสดิการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
สุดท้ายแล้ว ระบบกำลังส่งเสริมให้ลูกดูแลพ่อแม่ หรือกำลังทำให้หลายคนรู้สึกว่าการช่วยเหลือพ่อแม่อาจกลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อสิทธิ์สวัสดิการของผู้สูงอายุ
หากเป็นเช่นนั้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ระหว่างการทำหน้าที่ลูกกับการรักษาสิทธิ์สวัสดิการของพ่อแม่ เหตุใดจึงต้องกลายเป็นเรื่องที่ต้องกังวลหรืออาจต้องเลือกระหว่างกัน
เราเพียงอยากทราบว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาสวัสดิการแห่งรัฐนั้นคำนึงถึงรายได้และสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของผู้สูงอายุอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่ และการที่ลูกช่วยเหลือพ่อแม่ตามกำลังที่มี ควรถูกมองเป็นความมั่นคงทางการเงินของผู้สูงอายุ หรือเป็นเพียงการประคับประคองชีวิตในแต่ละวันของครอบครัวที่ยังต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐอยู่เช่นเดิม