ซาอุดิฯ เพิ่มพื้นที่สีเขียวชาวเมืองต่อคนจากแค่ 1.7 ตร.ม.ต่อคน เป็น 29 ตร.ม.ต่อคน ครอบคลุม 9% ของพื้นที่เมือง ลดอุณหภูมิได้ 1.5-2 องศา ซึ่งปัจจุบันซาอุดิฯ ปลูกต้นไม้ไปแล้ว 151 ล้านต้น
.
ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อนอย่างเข้มข้น ซาอุดีอาระเบีย ประเทศที่เต็มไปด้วยทะเลทรายและอุณหภูมิพื้นดินสูงสุดได้ถึง 50 องศาเซลเซียส กลับกำลังเดินหน้าหนึ่งในโครงการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคือ โครงการ Green Riyadh หรือ "ริยาดสีเขียว"
.
คำว่า "ริยาด" ในภาษาอาหรับแปลว่า "สวนและทุ่งหญ้า" แต่ถ้าใครได้เหยียบเท้าไปยังเมืองหลวงของซาอุดีอาระเบียในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา คงยากจะจินตนาการถึงความหมายนั้น เมืองที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วบนผืนทะเลทราย ต้นไม้หายากยิ่งกว่าบ่อน้ำมัน
.
พื้นที่ต้นไม้คิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.5% ของทั้งเมือง และเรือนยอดปกคลุมเพียง 0.41% เท่านั้น ทว่าวันนี้ ซาอุดีอาระเบียกำลังทวงความหมายเดิมของชื่อเมืองหลวงคืน
.
โครงการดังกล่าวประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการโดยพระราชา ซัลมาน บิน อับดุลอะซิซ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562 ในฐานะหนึ่งในสี่โครงการหลักที่ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ Saudi Vision 2030 มีเป้าหมายเพื่อต่อสู้กับความร้อนสุดขีด ปรับปรุงคุณภาพอากาศ และแปลงโฉมมหานครกลางทะเลทรายให้กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่น่าอยู่อาศัยที่สุดในโลก ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการที่มีมกุฎราชกุมาร โมฮัมหมัด บิน ซัลมาน เป็นประธาน และบริหารงานโดย Royal Commission for Riyadh City โครงการนี้ตั้งเป้าหมายปลูกต้นไม้ 7.5 ล้านต้นทั่วกรุงริยาดภายในปี 2573 โดยเพิ่มพื้นที่สีเขียวต่อหัวประชากรถึง 16 เท่า จาก 1.7 ตารางเมตร เป็น 28 ตารางเมตรต่อคน และขยายพื้นที่สีเขียวโดยรวมจาก 1.5% เป็น 9% ของพื้นที่เมืองทั้งหมด 545 ตารางกิโลเมตร
.
สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่นกว่าโครงการสีเขียวทั่วไปคือความลึกและความครอบคลุมของการวางแผน ต้นไม้ไม่ได้ถูกปลูกเฉพาะในสวนสาธารณะหรือริมถนนสวยงาม แต่ถูกแทรกเข้าไปในทุกเส้นใยของเมือง ตั้งแต่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ 43 แห่ง ถนนหลัก 1,205 กิโลเมตร หุบเขาและลำน้ำ 148 ตารางกิโลเมตร ไปจนถึงโรงเรียน 5,939 แห่ง มัสยิด 4,500 แห่ง สถานพยาบาล 387 แห่ง อาคารราชการ 1,665 แห่ง ลานจอดรถ 2,000 แห่ง และที่ดินรกร้างอีก 4,515 แปลง แผนผังเช่นนี้บ่งบอกชัดว่าโครงการนี้ไม่ใช่การปรับภูมิทัศน์เพื่อความสวยงาม แต่คือการออกแบบเมืองใหม่ทั้งระบบ
.
หัวใจสำคัญอีกประการคือการเลือกพันธุ์ไม้ที่ถูกต้อง ในอดีตความพยายามสร้างพื้นที่สีเขียวในภูมิภาคตะวันออกกลางมักล้มเหลวเพราะนำพันธุ์ไม้ที่ต้องการน้ำมากเข้ามาปลูกในดินแดนที่แห้งแล้ง Green Riyadh เดินคนละทางด้วยการคัดเลือกพันธุ์ไม้ 99 ชนิดที่ปรับตัวเข้ากับสภาพทะเลทรายได้ดี ไม่ว่าจะเป็นต้นฆาฟ (Ghaf) กระถินอะเคเซีย (Acacia) และต้นซิดร์ (Sidr) ซึ่งทนทานต่ออุณหภูมิสูง ต้องการน้ำน้อย และช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศท้องถิ่น แทนที่จะบังคับให้ธรรมชาติปรับตัวตามแผนของมนุษย์ โครงการนี้เลือกทำงานร่วมกับธรรมชาติที่มีอยู่
.
ความท้าทายที่ใหญ่กว่าพันธุ์ไม้คือน้ำ ในประเทศที่ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่ำกว่าระดับโลกอย่างมีนัยสำคัญ การรดน้ำต้นไม้ 7.5 ล้านต้นดูเหมือนเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ โครงการแก้ปัญหานี้ด้วยการสร้างเครือข่ายชลประทาน 1,350 กิโลเมตร ส่งน้ำ 1.7 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และที่สำคัญที่สุดคือเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วเพื่อการชลประทานจาก 11% เป็น 100% กล่าวคือ น้ำที่ใช้รดต้นไม้ทุกหยดคือน้ำที่ผ่านกระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่ ไม่ใช่การสูบน้ำบาดาลเพิ่ม รองรับด้วยเรือนเพาะชำที่ผลิตกล้าไม้ได้ 3 ล้านต้นต่อปี และธนาคารเมล็ดพันธุ์เพื่อสงวนรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรม
.
ผลลัพธ์ทางสิ่งแวดล้อมที่คาดหวังนั้นจับต้องได้และวัดค่าได้ชัดเจน ต้นไม้ช่วยลดอุณหภูมิอากาศในระดับเมืองได้ 1.5–2 องศาเซลเซียส ในขณะที่บริเวณที่ปลูกต้นไม้หนาแน่น อุณหภูมิพื้นผิวสามารถลดลงได้ถึง 8–15 องศาเซลเซียส ระดับฝุ่นละอองลดลงถึง 60% ในถนนสายหลัก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง 3–6% ในขณะที่ออกซิเจนและความชื้นในอากาศเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดการใช้พลังงานระบบปรับอากาศเฉลี่ย 650 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี
.
โครงการยังมีมิติเชิงพื้นที่ที่น่าสนใจ หนึ่งในตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือสวน Dhahrat Namar ซึ่งสร้างทางเดินสีเขียวยาว 35 กิโลเมตรบนพื้นที่ 2.45 ล้านตารางเมตรในย่านตะวันตกเฉียงใต้ของริยาด ประกอบด้วยต้นไม้พื้นถิ่น 47,000 ต้นที่ให้ร่มเงาปกคลุม 54% ของพื้นที่ เส้นทางเดิน 52 กิโลเมตร เส้นทางจักรยาน 33 กิโลเมตร จุดชมวิว 42 แห่ง พื้นที่ปิกนิก 46 จุด และสะพานแขวน 3 แห่งที่เชื่อมต่อชุมชนเข้าหากัน สวนแห่งนี้ไม่ใช่แค่พื้นที่พักผ่อน แต่ถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของคนเมือง ให้ออกมาเดิน ปั่นจักรยาน และใช้ชีวิตกลางแจ้งมากขึ้นในเมืองที่อากาศร้อนจัด
.
ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์ไว้อยู่ที่ 71,000 ล้านริยาลซาอุดีอาระเบียภายในปี 2573 ขับเคลื่อนจากการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้น และการประหยัดพลังงาน พร้อมทั้งสร้างโอกาสการลงทุนในภาคเอกชนทั้งด้านเรือนเพาะชำ การออกแบบสวน การจัดภูมิทัศน์ และระบบชลประทาน การมีส่วนร่วมของชุมชนก็เป็นองค์ประกอบสำคัญ ทั้งแคมเปญสร้างความตระหนัก กิจกรรมอาสาสมัคร และการบูรณาการเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้าสู่หลักสูตรโรงเรียน
.
เป้าหมายของ Green Riyadh จะปลูกต้นไม้ถึง 10,000 ล้านต้นทั่วประเทศ และฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมหลายสิบล้านเฮกตาร์ โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 ซาอุดีฯ รายงานว่าปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 151 ล้านต้น ฟื้นฟูพื้นที่ประมาณ 500,000 เฮกตาร์ และในปี 2569 ได้ประกาศความสำเร็จในการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมครบ 1 ล้านเฮกตาร์ ซึ่งซาอุดีอาระเบียยังเป็นส่วนหนึ่งของ Middle East Green Initiative ที่ตั้งเป้าปลูกต้นไม้ 50,000 ล้านต้นทั่วตะวันออกกลาง ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อย CO₂ ได้ถึง 2.5% ของโลก
.
นี่ไม่ใช่เป็นแค่เรื่องของต้นไม้ล้านต้น แต่คือการพิสูจน์ว่าแม้ในสภาพภูมิอากาศรุนแรงที่สุดของโลก เมืองก็สามารถเลือกทิศทางที่ต่างออกไปได้ เมื่อการปลูกต้นไม้ถูกผนวกเข้ากับการวางผังเมือง มาพร้อมการเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม การบริหารจัดการน้ำอย่างชาญฉลาด และการมีส่วนร่วมของชุมชน แม้แต่ดินแดนกลางทะเลทรายก็สามารถฟื้นคืนสมดุลทางนิเวศน์ได้
ซาอุดิฯ เปลี่ยน "ริยาร์ด" เมืองหลวงทะเลทรายให้กลายเป็นป่า นโยบายปลูกต้นไม้เพิ่ม 7.5 ล้านต้น