ทุกคร้ังที่โลกเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง นับแต่คลื่นลูกที่ 1 ถึง 3
จะเกิดสงครามใหญ่ขึ้นเสมอ และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะพัฒนาการของคลื่นแต่ละลูก
เชื่อไหมว่า ถ้าไม่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม คิดเครื่องจักรกล เครื่องยนต์ เครื่องบิน ฯลฯ ได้ สงครามโลกครั้งที่ 1 กับ 2 จะไม่เกิดขึ้น
นั่นคือ สงครามจากคลื่นลูกที่ 3 เสียชีวิตไปประมาณ หนึ่งร้อยล้านคน
เทคโนโลยีจากคลื่นลูกที่ 4 เหนือกว่ายุคกลศาสตร์มาก
ในยุคคลื่นลูกที่ 2 กว่าจะตัดเสื้อได้หนึ่งตัว ต้องใช้เวลาถึงเจ็ดวัน เมื่อมีโรงงานอุตสาหกรรม ใช้เครื่องจักรผลิต วันหนึ่งผลิตเสื้อได้เป็นร้อยตัว
มีคนว่างงานเพิ่มขึ้น เกิดการแย่งชิงทรัพยากร ถ้าไม่เกิดสงครามกำจัดประชากร ก็จะเกิดความอดอยากตามมา
มาถึงคลื่นลูกที่สี่ก็เช่นกัน ยกตัวอย่าง ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ต้องใช้คนฝ่ายต่างๆหลายร้อยคนในการสร้าง
นิตยสารเล่มหนึ่ง กอง บก.ต้องจ้างคนเป็นร้อยเหมือนกัน
แต่ในอนาคต คนๆเดียวก็สามารถสร้างภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูดได้ ส่วนนิตยสารไม่ต้องพูดถึง ปิดตัวไปหมดแล้ว
อีกไม่นาน สถานีโทรทัศน์ก็ต้องปิด โรงภาพยนตร์ก็อยู่ไม่ได้ อาชีพต่างๆจะหายไปเยอะมาก เพราะหุ่นยนต์ และAI กับ โดรน เข้ามาทดแทน
มันจะย้อนรอยกลับไปตอนคลื่นลูกที่สาม ที่เกิดคนว่างงานมาก แต่ต้องกินต้องใช้ วิธีเดียวที่ทำได้คือ ทำสงครามไปเอาจากประเทศที่อ่อนแอกว่า
ก็เหมือนกับที่อเมริกา บุกเวเนซูเอล่า อิหร่าน เพื่อจะเอาน้ำมันนั่นแหละ
ลองคิดดูถ้า ระบบอัตโนมัติทั้งหมดทำเสร็จแล้ว ไม่ต้องมีคนขับรถ ไม่ต้องมีไรด์เดอร์ ไม่ต้องมีทีมงานสร้างหนัง ไม่ต้องมีรีเซฟชั่น ฯลฯ คนจะว่างงานหลายล้านคน
ถ้าอเมริกาคนตกงานร้อยล้านคน คนจีนตกงานห้าร้อยล้านคน จะเกิดอะไรขึ้น ในเมื่อคนตกงาน ก็ต้องกินต้องใช้
จะมีการชักดาบหนี้ระหว่างประเทศ เกิดสงครามแย่งชิงทรัพยากร และในที่สุด ก็จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3
สงครามครั้งนี้ คนจะตายในระดับพันล้านคน ไม่ใช่ร้อยล้านคน แบบสงครามโลกครั้งที่ 2
เพื่อปรับโลกเข้าสู่สมดุลใหม่ ที่ไม่มีคนตกงาน ทุกประเทศมีกินมีใช้อย่างพอเพียง
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแน่ๆ เพียงแต่ว่า จะปีไหนเท่านั้นเอง
เมื่อเข้าสู่คลื่นลูกที่ 4 โลกจะปรับสมดุล ด้วยการลดประชากรลงครึ่งหนึ่ง เพื่อความเหมาะสมกับทรัพยากรของโลก
จะเกิดสงครามใหญ่ขึ้นเสมอ และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะพัฒนาการของคลื่นแต่ละลูก
เชื่อไหมว่า ถ้าไม่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม คิดเครื่องจักรกล เครื่องยนต์ เครื่องบิน ฯลฯ ได้ สงครามโลกครั้งที่ 1 กับ 2 จะไม่เกิดขึ้น
นั่นคือ สงครามจากคลื่นลูกที่ 3 เสียชีวิตไปประมาณ หนึ่งร้อยล้านคน
เทคโนโลยีจากคลื่นลูกที่ 4 เหนือกว่ายุคกลศาสตร์มาก
ในยุคคลื่นลูกที่ 2 กว่าจะตัดเสื้อได้หนึ่งตัว ต้องใช้เวลาถึงเจ็ดวัน เมื่อมีโรงงานอุตสาหกรรม ใช้เครื่องจักรผลิต วันหนึ่งผลิตเสื้อได้เป็นร้อยตัว
มีคนว่างงานเพิ่มขึ้น เกิดการแย่งชิงทรัพยากร ถ้าไม่เกิดสงครามกำจัดประชากร ก็จะเกิดความอดอยากตามมา
มาถึงคลื่นลูกที่สี่ก็เช่นกัน ยกตัวอย่าง ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ต้องใช้คนฝ่ายต่างๆหลายร้อยคนในการสร้าง
นิตยสารเล่มหนึ่ง กอง บก.ต้องจ้างคนเป็นร้อยเหมือนกัน
แต่ในอนาคต คนๆเดียวก็สามารถสร้างภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูดได้ ส่วนนิตยสารไม่ต้องพูดถึง ปิดตัวไปหมดแล้ว
อีกไม่นาน สถานีโทรทัศน์ก็ต้องปิด โรงภาพยนตร์ก็อยู่ไม่ได้ อาชีพต่างๆจะหายไปเยอะมาก เพราะหุ่นยนต์ และAI กับ โดรน เข้ามาทดแทน
มันจะย้อนรอยกลับไปตอนคลื่นลูกที่สาม ที่เกิดคนว่างงานมาก แต่ต้องกินต้องใช้ วิธีเดียวที่ทำได้คือ ทำสงครามไปเอาจากประเทศที่อ่อนแอกว่า
ก็เหมือนกับที่อเมริกา บุกเวเนซูเอล่า อิหร่าน เพื่อจะเอาน้ำมันนั่นแหละ
ลองคิดดูถ้า ระบบอัตโนมัติทั้งหมดทำเสร็จแล้ว ไม่ต้องมีคนขับรถ ไม่ต้องมีไรด์เดอร์ ไม่ต้องมีทีมงานสร้างหนัง ไม่ต้องมีรีเซฟชั่น ฯลฯ คนจะว่างงานหลายล้านคน
ถ้าอเมริกาคนตกงานร้อยล้านคน คนจีนตกงานห้าร้อยล้านคน จะเกิดอะไรขึ้น ในเมื่อคนตกงาน ก็ต้องกินต้องใช้
จะมีการชักดาบหนี้ระหว่างประเทศ เกิดสงครามแย่งชิงทรัพยากร และในที่สุด ก็จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3
สงครามครั้งนี้ คนจะตายในระดับพันล้านคน ไม่ใช่ร้อยล้านคน แบบสงครามโลกครั้งที่ 2
เพื่อปรับโลกเข้าสู่สมดุลใหม่ ที่ไม่มีคนตกงาน ทุกประเทศมีกินมีใช้อย่างพอเพียง
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแน่ๆ เพียงแต่ว่า จะปีไหนเท่านั้นเอง