ในนาทีวิกฤตที่กำลังจะจนมุม นายแลน สมองแล่นพล่านด้วยความลนลาน ในหัวกระวนกระวายจนกระทั่งนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ณ วินาทีนั้นเอง เขาไม่มีเวลาคิดหน้าคิดหลังอีกต่อไป ชายหนุ่มรีบคว้าเครื่องมือใช้งานใกล้ตัวที่พอจะหยิบฉวยได้ขัดตาทัพ แล้วกระโจนพรวดเข้าไปในห้องน้ำทันที
ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า มีเพียงสัญชาตญาณการเอาตัวรอดแบบด้นสดๆ นายแลนปีนขึ้นไปบนโถสุขภัณฑ์ พยายามยัดขากดตัวเองลงไปในช่องแคบๆ แล้วเอื้อมมือไปกดปุ่มชักโครกให้น้ำแรงดันสูงช่วยชะล้าง ก่อนจะฝืนมุดร่างของตัวเองฝ่าคอห่านลงสู่ท่อน้ำทิ้งอย่างทุลักทุเล จนกระทั่งร่วงหล่นลงมาสู่ถังบำบัดน้ำเสียที่อยู่ใต้ดินได้สำเร็จ
สภาพแวดล้อมรอบกายเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลอันน่าสะอิดสะเอียน แต่นายแลนรู้ดีว่าเขาจะไม่ยอมขึ้นไปเปิดฝาถังบำบัดที่อยู่บนดินเด็ดขาด เพราะนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่จะมีคนมาพบเห็นและลากตัวเขาไปรับโทษ นายแลนจึงใช้เครื่องมือที่หยิบติดมือมาลงมือออกแรงก้มหน้าก้มตาเจาะทะลวงใต้ถังบำบัดน้ำเสียจนแตกออก จากนั้นก็มุดร่างผ่านรอยแยกแทรกตัวลงไปใต้ผืนดิน
ชายหนุ่มตะเกียกตะกายคืบคลานไปตามชั้นดินที่มืดมิดและชื้นแฉะไปเรื่อยๆ ในสภาพร่างกายที่แสนจะสกปรกโสโครกและแปดเปื้อนไปด้วยสิ่งปฏิกูลตั้งแต่หัวจรดเท้า ทว่าในเวลานี้ ทรบุรุษผู้ร่วงหล่นจากบัลลังก์ยินดีที่จะก้มหน้าทนรับความเหม็นเน่าคละคลุ้งของตัวเองอย่างไม่นึกรังเกียจ ขอเพียงแค่ไม่ทำให้เขาต้องหลุดออกไปเผชิญหน้ากับการโดนคนทั้งโลกรุมลงทัณฑ์ก็พอแล้ว
...
ในระหว่างที่กำลังคืบคลานหลบหนีลึกลงไปใต้ชั้นดินอย่างอัปยศ นายแลน ก็พลันเกิดไอเดียหนึ่งขึ้นมาในหัว เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้สิ่งปฏิกูลและความโสโครกเหล่านี้พอกอยู่บนใบหน้าเป็นเวลานาน เซลล์ผิวหนังย่อมจะเกิดปฏิกิริยาบางอย่างจนทำให้รูปหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และนับว่าเป็นความโชคดีของนายแลนที่มีพื้นฐานความอดทนต่อความสกปรกโสโครกได้ดีในระดับหนึ่ง ร่างกายของเขาจึงมีภูมิคุ้มกันมากพอที่จะไม่เจ็บป่วยหรือติดเชื้อตายไปเสียก่อน
ทรบุรุษผู้ร่วงหล่นใช้ชีวิตหลบซ่อนและหากินอยู่ใต้ผืนดินอันมืดมิดนั้นยาวนานถึง 1 ปีเต็ม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นายแลนหยิบฉวยเอาทุกสิ่งรอบตัวเท่าที่จะหาได้ ไม่ว่าจะเป็นเศษดิน โคลนตม ปัสสาวะ และอุจจาระ ทั้งของสัตว์ใต้ดินและของตัวเขาเอง รวมถึงซากสัตว์เน่าเปื่อยที่ส่งกลิ่นคละคลุ้ง นำมาผสมปนเปเพื่อพอกชะโลมลงบนใบหน้าอย่างต่อเนื่อง
ทุกครั้งที่ลงมือพอกสิ่งโสโครกเหล่านั้น นายแลนกลับรู้สึกชื่นใจและเป็นสุขอย่างบอกไม่ถูก เขายินดีและเต็มใจทำมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร้ความสะอิดสะเอียน เพราะเขารู้ดีว่าเมื่อกระบวนการอันเน่าเฟะนี้สิ้นสุดลง ใบหน้าเดิมของเขาจะถูกทำลายไปจนหมดสิ้น และหลังจากนี้... ก็จะไม่มีใครบนโลกจำได้อีกต่อไปว่าแท้จริงแล้วเขาคือใคร
...
หนึ่งปีเต็มแห่งการหลบซ่อนพ้นผ่านไป ในที่สุด นายแลน ก็พร้อมที่จะพาร่างกายอันล่อนจ้อนและเต็มไปด้วยคราบไคลโสโครกโผล่พ้นจากชั้นดินขึ้นมารับแสงตะวันอีกครั้ง ทันทีที่เยื้องกรายเข้าสู่สายตาผู้คน กลุ่มผู้หญิงที่เดินผ่านไปมาต่างพากันกรีดร้องด้วยความขยะแขยงแล้วรีบวิ่งหนีไปให้ไกล แต่นั่นกลับทำให้นายแลนลอบยิ้มในใจด้วยความพึงพอใจ เพราะยิ่งผู้คนพากันวิ่งหนีเขามากเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งห่างไกลจากการตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีระดับโลกมากเท่านั้น
ในขณะที่เดินไปตามทาง สายตาของเขาเหลือบไปเห็นแผ่นป้ายประกาศจับขนาดยักษ์ที่มีรูปใบหน้าเดิมของนายแลนเด่นหรา และเมื่อเขาเดินเข้าใกล้ใจกลางเมืองมากขึ้นเท่าใด ป้ายประกาศตามล่าเหล่านั้นก็ยิ่งหนาตาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดศูนย์กลางของเมืองหลวง ตึกรามบ้านช่องและอาคารสูงเสียดฟ้าทุกแห่งต่างถูกเคลือบปิดทับไปด้วยแผ่นป้ายประกาศจับนับพันนับหมื่นใบจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง
ทว่า นายแลนกลับไม่ได้มีความรู้สึกเกรงกลัวหรือตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เขายังคงก้าวเดินอย่างมั่นใจท่ามกลางฝูงชนมากมายที่สัญจรไปมา และเป็นไปตามคาด... ไม่มีใครคิดจะเดินเข้ามาจับกุมหรือสงสัยในตัวเขาเลยสักคน จะมีก็เพียงแต่พวกผู้หญิงที่พากันวิ่งหนีด้วยความรังเกียจ และพวกผู้ชายที่พากันชี้ชวนให้ดูแล้วหัวเราะเยาะเย้ยออกมาอย่างนึกขบขัน
ผู้คนรอบข้างต่างมองมาที่นายแลนด้วยสายตาเหยียดหยาม ราวกับว่าเขาเป็นเพียงคนบ้าสติไม่ดีคนหนึ่งที่เนื้อตัวสกปรกมอมแมม และเป็นบุคคลชั้นต่ำที่ไม่มีใครบนโลกใบนี้ต้องการอีกต่อไปแล้ว
...
เบื้องหน้าของ นายแลน ในเวลานี้ คือสถานที่อันแสนคุ้นเคยที่ถูกแปรเปลี่ยนสภาพไปจนแทบจำไม่ได้... มันคือซากปรักหักพังพังทลายไม่มีชิ้นดีของสิ่งก่อสร้างที่เคยจัดตั้งเป็นศาลใหญ่ใจกลางโลก แม้ในสายตาของคนอื่นมันจะเป็นเพียงเศษอิฐเศษปูนที่ไร้ค่า แต่นายแลนย่อมจดจำมันได้อย่างแม่นยำในทุกตารางนิ้ว เพราะสถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนจุดสูงสุดในชีวิต และเป็นดั่งจิตวิญญาณทั้งหมดที่เขาเคยครอบครอง
ชายหนุ่มในสภาพมอมแมมค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปข้างในพื้นที่อันกว้างขวางอันเงียบเชียบ ทั่วทั้งบริเวณปราศจากวี่แววของผู้คน และไม่มีเจ้าหน้าที่หน้าไหนคอยมาเดินตรวจตราหรือดูแลความปลอดภัยอีกต่อไป บรรยากาศรอบตัวช่างรกร้างและวังเวียน ทำให้นายแลนสามารถบุกรุกย่างกรายเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ ได้ตามใจชอบ
ทว่า ยิ่งก้าวลึกเข้าไปขยับเข้าใกล้จุดที่เคยเป็นบัลลังก์มากเท่าไหร่ ความรู้สึกโหยหาในอดีตก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นอันลึกล้ำซ่อนเร้นขึ้นมาบีบคั้นในอกอย่างรุนแรง เขาโกรธแค้นโลกใบนี้ที่ทำลายอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของเขาจนไม่เหลือชิ้นดี โกรธพวกมนุษย์ที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขา และความแค้นนั้นก็กำลังแผ่ซ่านอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังอันมืดมนแห่งนี้
...
ท่ามกลางซากปรักหักพังอันเงียบงัน ทันใดนั้น ร่างของ จินนี่ ก็ปรากฏกายขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมกับเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงยียวน
"วันนี้ข้าไม่ขี้เกียจแล้วนะ"
นายแลนดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อเห็นหนทางที่จะกลับคืนสู่อำนาจ ทว่าเขากลับฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ด้วยความประหลาดใจ จึงเอ่ยปากถามออกไป
"แล้วทำไมท่านถึงไม่มีตะเกียงวิเศษล่ะ"
จินนี่เลิกคิ้วมองสภาพอันโสโครกของนายแลน ก่อนจะตอบกลับอย่างอารมณ์ดี "สมัยนี้มัน Wireless ไร้สายกันหมดแล้วไอ้น้อง"
นายแลนหัวเราะร่า ชอบใจในมุกตลกและความฮาของจินนี่เป็นอย่างมาก เขาไม่รอช้าที่จะเข้าประเด็นสำคัญทันที "แล้วตอนนี้ผมขอพรได้หรือยัง"
"ถ้าเจ้าทำข้อสอบของข้าได้คะแนนสูงที่สุด ข้าจะให้พรแบบไม่จำกัดข้อแก่เจ้า..." จินนี่เว้นจังหวะพลางจ้องลึกเข้าไปในตาของชายหนุ่ม "เจ้าจะยอมเดินทางไปทำข้อสอบพร้อมกับพวกลูกศิษย์ในจักรวาลของข้าหรือไม่ล่ะ"
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ข้อสอบ’ นายแลนก็ขมวดคิ้วทันที เขารู้สึกว่ามันต้องเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและวุ่นวายมากแน่ๆ สำหรับคนสมองธรรมดาอย่างเขา ชายหนุ่มจึงตอบปัดไป
"ให้พรข้อเดียวให้มันจบๆ ง่ายๆ ดีกว่า ถึงผมจะเป็นคนโลภมาก แต่ผมก็ยังชอบความเรียบง่ายอยู่นะ"
"ไม่ได้!" จินนี่ปฏิเสธเสียงแข็ง "ถ้าเจ้าคิดจะขอพรจากข้า เจ้าต้องรับพรแบบไม่จำกัดเท่านั้น และเงื่อนไขคือเจ้าต้องทำข้อสอบของข้าให้ได้คะแนนสูงที่สุดเป็นอันดับที่ 1 เท่านั้น ตั้งแต่อันดับที่ 2 เป็นต้นไปคือหมดสิทธิ์!"
เมื่อถูกต้อนจนมุมและไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า นายแลนจึงจำใจต้องยอมตกลงเด็ดขาดที่จะเดินทางมุ่งหน้าสู่จักรวาลของจินนี่ แม้จะรู้ดีว่าต้องเสียเวลาและมีโอกาสชนะอันน้อยนิด แต่อย่างน้อยการเสี่ยงดวงครั้งนี้ก็ยังพอมีหวัง เพราะหากเขาเลือกที่จะนั่งรอความสบายอยู่ตรงนี้ต่อไป... โอกาสรอดและกลับมายิ่งใหญ่คงเป็นศูนย์สถานเดียวแน่นอน
นายแลน ทรบุรุษ ตอนที่ 3
ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า มีเพียงสัญชาตญาณการเอาตัวรอดแบบด้นสดๆ นายแลนปีนขึ้นไปบนโถสุขภัณฑ์ พยายามยัดขากดตัวเองลงไปในช่องแคบๆ แล้วเอื้อมมือไปกดปุ่มชักโครกให้น้ำแรงดันสูงช่วยชะล้าง ก่อนจะฝืนมุดร่างของตัวเองฝ่าคอห่านลงสู่ท่อน้ำทิ้งอย่างทุลักทุเล จนกระทั่งร่วงหล่นลงมาสู่ถังบำบัดน้ำเสียที่อยู่ใต้ดินได้สำเร็จ
สภาพแวดล้อมรอบกายเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลอันน่าสะอิดสะเอียน แต่นายแลนรู้ดีว่าเขาจะไม่ยอมขึ้นไปเปิดฝาถังบำบัดที่อยู่บนดินเด็ดขาด เพราะนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่จะมีคนมาพบเห็นและลากตัวเขาไปรับโทษ นายแลนจึงใช้เครื่องมือที่หยิบติดมือมาลงมือออกแรงก้มหน้าก้มตาเจาะทะลวงใต้ถังบำบัดน้ำเสียจนแตกออก จากนั้นก็มุดร่างผ่านรอยแยกแทรกตัวลงไปใต้ผืนดิน
ชายหนุ่มตะเกียกตะกายคืบคลานไปตามชั้นดินที่มืดมิดและชื้นแฉะไปเรื่อยๆ ในสภาพร่างกายที่แสนจะสกปรกโสโครกและแปดเปื้อนไปด้วยสิ่งปฏิกูลตั้งแต่หัวจรดเท้า ทว่าในเวลานี้ ทรบุรุษผู้ร่วงหล่นจากบัลลังก์ยินดีที่จะก้มหน้าทนรับความเหม็นเน่าคละคลุ้งของตัวเองอย่างไม่นึกรังเกียจ ขอเพียงแค่ไม่ทำให้เขาต้องหลุดออกไปเผชิญหน้ากับการโดนคนทั้งโลกรุมลงทัณฑ์ก็พอแล้ว
...
ในระหว่างที่กำลังคืบคลานหลบหนีลึกลงไปใต้ชั้นดินอย่างอัปยศ นายแลน ก็พลันเกิดไอเดียหนึ่งขึ้นมาในหัว เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้สิ่งปฏิกูลและความโสโครกเหล่านี้พอกอยู่บนใบหน้าเป็นเวลานาน เซลล์ผิวหนังย่อมจะเกิดปฏิกิริยาบางอย่างจนทำให้รูปหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และนับว่าเป็นความโชคดีของนายแลนที่มีพื้นฐานความอดทนต่อความสกปรกโสโครกได้ดีในระดับหนึ่ง ร่างกายของเขาจึงมีภูมิคุ้มกันมากพอที่จะไม่เจ็บป่วยหรือติดเชื้อตายไปเสียก่อน
ทรบุรุษผู้ร่วงหล่นใช้ชีวิตหลบซ่อนและหากินอยู่ใต้ผืนดินอันมืดมิดนั้นยาวนานถึง 1 ปีเต็ม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นายแลนหยิบฉวยเอาทุกสิ่งรอบตัวเท่าที่จะหาได้ ไม่ว่าจะเป็นเศษดิน โคลนตม ปัสสาวะ และอุจจาระ ทั้งของสัตว์ใต้ดินและของตัวเขาเอง รวมถึงซากสัตว์เน่าเปื่อยที่ส่งกลิ่นคละคลุ้ง นำมาผสมปนเปเพื่อพอกชะโลมลงบนใบหน้าอย่างต่อเนื่อง
ทุกครั้งที่ลงมือพอกสิ่งโสโครกเหล่านั้น นายแลนกลับรู้สึกชื่นใจและเป็นสุขอย่างบอกไม่ถูก เขายินดีและเต็มใจทำมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร้ความสะอิดสะเอียน เพราะเขารู้ดีว่าเมื่อกระบวนการอันเน่าเฟะนี้สิ้นสุดลง ใบหน้าเดิมของเขาจะถูกทำลายไปจนหมดสิ้น และหลังจากนี้... ก็จะไม่มีใครบนโลกจำได้อีกต่อไปว่าแท้จริงแล้วเขาคือใคร
...
หนึ่งปีเต็มแห่งการหลบซ่อนพ้นผ่านไป ในที่สุด นายแลน ก็พร้อมที่จะพาร่างกายอันล่อนจ้อนและเต็มไปด้วยคราบไคลโสโครกโผล่พ้นจากชั้นดินขึ้นมารับแสงตะวันอีกครั้ง ทันทีที่เยื้องกรายเข้าสู่สายตาผู้คน กลุ่มผู้หญิงที่เดินผ่านไปมาต่างพากันกรีดร้องด้วยความขยะแขยงแล้วรีบวิ่งหนีไปให้ไกล แต่นั่นกลับทำให้นายแลนลอบยิ้มในใจด้วยความพึงพอใจ เพราะยิ่งผู้คนพากันวิ่งหนีเขามากเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งห่างไกลจากการตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีระดับโลกมากเท่านั้น
ในขณะที่เดินไปตามทาง สายตาของเขาเหลือบไปเห็นแผ่นป้ายประกาศจับขนาดยักษ์ที่มีรูปใบหน้าเดิมของนายแลนเด่นหรา และเมื่อเขาเดินเข้าใกล้ใจกลางเมืองมากขึ้นเท่าใด ป้ายประกาศตามล่าเหล่านั้นก็ยิ่งหนาตาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดศูนย์กลางของเมืองหลวง ตึกรามบ้านช่องและอาคารสูงเสียดฟ้าทุกแห่งต่างถูกเคลือบปิดทับไปด้วยแผ่นป้ายประกาศจับนับพันนับหมื่นใบจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง
ทว่า นายแลนกลับไม่ได้มีความรู้สึกเกรงกลัวหรือตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เขายังคงก้าวเดินอย่างมั่นใจท่ามกลางฝูงชนมากมายที่สัญจรไปมา และเป็นไปตามคาด... ไม่มีใครคิดจะเดินเข้ามาจับกุมหรือสงสัยในตัวเขาเลยสักคน จะมีก็เพียงแต่พวกผู้หญิงที่พากันวิ่งหนีด้วยความรังเกียจ และพวกผู้ชายที่พากันชี้ชวนให้ดูแล้วหัวเราะเยาะเย้ยออกมาอย่างนึกขบขัน
ผู้คนรอบข้างต่างมองมาที่นายแลนด้วยสายตาเหยียดหยาม ราวกับว่าเขาเป็นเพียงคนบ้าสติไม่ดีคนหนึ่งที่เนื้อตัวสกปรกมอมแมม และเป็นบุคคลชั้นต่ำที่ไม่มีใครบนโลกใบนี้ต้องการอีกต่อไปแล้ว
...
เบื้องหน้าของ นายแลน ในเวลานี้ คือสถานที่อันแสนคุ้นเคยที่ถูกแปรเปลี่ยนสภาพไปจนแทบจำไม่ได้... มันคือซากปรักหักพังพังทลายไม่มีชิ้นดีของสิ่งก่อสร้างที่เคยจัดตั้งเป็นศาลใหญ่ใจกลางโลก แม้ในสายตาของคนอื่นมันจะเป็นเพียงเศษอิฐเศษปูนที่ไร้ค่า แต่นายแลนย่อมจดจำมันได้อย่างแม่นยำในทุกตารางนิ้ว เพราะสถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนจุดสูงสุดในชีวิต และเป็นดั่งจิตวิญญาณทั้งหมดที่เขาเคยครอบครอง
ชายหนุ่มในสภาพมอมแมมค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปข้างในพื้นที่อันกว้างขวางอันเงียบเชียบ ทั่วทั้งบริเวณปราศจากวี่แววของผู้คน และไม่มีเจ้าหน้าที่หน้าไหนคอยมาเดินตรวจตราหรือดูแลความปลอดภัยอีกต่อไป บรรยากาศรอบตัวช่างรกร้างและวังเวียน ทำให้นายแลนสามารถบุกรุกย่างกรายเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ ได้ตามใจชอบ
ทว่า ยิ่งก้าวลึกเข้าไปขยับเข้าใกล้จุดที่เคยเป็นบัลลังก์มากเท่าไหร่ ความรู้สึกโหยหาในอดีตก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นอันลึกล้ำซ่อนเร้นขึ้นมาบีบคั้นในอกอย่างรุนแรง เขาโกรธแค้นโลกใบนี้ที่ทำลายอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของเขาจนไม่เหลือชิ้นดี โกรธพวกมนุษย์ที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขา และความแค้นนั้นก็กำลังแผ่ซ่านอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังอันมืดมนแห่งนี้
...
ท่ามกลางซากปรักหักพังอันเงียบงัน ทันใดนั้น ร่างของ จินนี่ ก็ปรากฏกายขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมกับเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงยียวน
"วันนี้ข้าไม่ขี้เกียจแล้วนะ"
นายแลนดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อเห็นหนทางที่จะกลับคืนสู่อำนาจ ทว่าเขากลับฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ด้วยความประหลาดใจ จึงเอ่ยปากถามออกไป
"แล้วทำไมท่านถึงไม่มีตะเกียงวิเศษล่ะ"
จินนี่เลิกคิ้วมองสภาพอันโสโครกของนายแลน ก่อนจะตอบกลับอย่างอารมณ์ดี "สมัยนี้มัน Wireless ไร้สายกันหมดแล้วไอ้น้อง"
นายแลนหัวเราะร่า ชอบใจในมุกตลกและความฮาของจินนี่เป็นอย่างมาก เขาไม่รอช้าที่จะเข้าประเด็นสำคัญทันที "แล้วตอนนี้ผมขอพรได้หรือยัง"
"ถ้าเจ้าทำข้อสอบของข้าได้คะแนนสูงที่สุด ข้าจะให้พรแบบไม่จำกัดข้อแก่เจ้า..." จินนี่เว้นจังหวะพลางจ้องลึกเข้าไปในตาของชายหนุ่ม "เจ้าจะยอมเดินทางไปทำข้อสอบพร้อมกับพวกลูกศิษย์ในจักรวาลของข้าหรือไม่ล่ะ"
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ข้อสอบ’ นายแลนก็ขมวดคิ้วทันที เขารู้สึกว่ามันต้องเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและวุ่นวายมากแน่ๆ สำหรับคนสมองธรรมดาอย่างเขา ชายหนุ่มจึงตอบปัดไป
"ให้พรข้อเดียวให้มันจบๆ ง่ายๆ ดีกว่า ถึงผมจะเป็นคนโลภมาก แต่ผมก็ยังชอบความเรียบง่ายอยู่นะ"
"ไม่ได้!" จินนี่ปฏิเสธเสียงแข็ง "ถ้าเจ้าคิดจะขอพรจากข้า เจ้าต้องรับพรแบบไม่จำกัดเท่านั้น และเงื่อนไขคือเจ้าต้องทำข้อสอบของข้าให้ได้คะแนนสูงที่สุดเป็นอันดับที่ 1 เท่านั้น ตั้งแต่อันดับที่ 2 เป็นต้นไปคือหมดสิทธิ์!"
เมื่อถูกต้อนจนมุมและไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า นายแลนจึงจำใจต้องยอมตกลงเด็ดขาดที่จะเดินทางมุ่งหน้าสู่จักรวาลของจินนี่ แม้จะรู้ดีว่าต้องเสียเวลาและมีโอกาสชนะอันน้อยนิด แต่อย่างน้อยการเสี่ยงดวงครั้งนี้ก็ยังพอมีหวัง เพราะหากเขาเลือกที่จะนั่งรอความสบายอยู่ตรงนี้ต่อไป... โอกาสรอดและกลับมายิ่งใหญ่คงเป็นศูนย์สถานเดียวแน่นอน