ทั่วโลกเบรกสร้าง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ใช้ไฟใช้น้ำมาเกินไป ค่าครองชีพพุ่งกระทบประชาชน

ในปัจจุบัน “เอไอ” เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนต้องเร่งสร้าง “ดาต้าเซ็นเตอร์” หรือศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่อย่างมหาศาลทั่วโลก เพื่อรองรับการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่ดาต้าเซ็นเตอร์ก็ใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำจำนวนมากจนชาวเมืองในหลายประเทศต่างออกมาคัดค้าน เพราะกลัวค่าไฟจะแพงขึ้น และสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย



วิกฤติพลังงานและค่าครองชีพที่พุ่งสูง
ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว อาจใช้พลังงานเท่ากับบ้านเรือนเป็นล้านหลัง ซึ่งเกินขีดจำกัดระบบโครงข่ายไฟฟ้าจะรับได้ไหว ทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยียังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่จากชาวเมืองที่ต้องแบกรับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น และถูกเบียดบังทรัพยากร จนเกิดการประท้วงในหลายรัฐในสหรัฐ เช่น มิชิแกนและเวอร์จิเนีย 

สถานการณ์ในออสเตรเลียก็มีความตึงเครียดไม่แพ้กัน โดยสภาเมืองในซิดนีย์ได้แสดงความกังวลว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้ อาจทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าตกหรือไฟดับ มีการรายงานว่าในพื้นที่เลนโคฟเวสต์เริ่มพบปัญหาไฟฟ้าขัดข้องเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่มีการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ และกังวลว่าการมาของดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นการปิดกั้นโอกาสในการนำพลังงานไปใช้ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับประชาชน
ขณะที่เดนมาร์ก ประเทศที่เป็นจุดหมายของการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากมีพลังงานหมุนเวียนจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องชะลอการสร้างศูนย์ข้อมูล โดยผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าอย่าง Energinet ประกาศระงับการเชื่อมต่อไฟฟ้าสำหรับโครงการใหม่ชั่วคราว หลังจากพบว่าคำขอใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงเกินกว่าที่ระบบจะรองรับได้หลายเท่า ความต้องการพลังงานจากดาต้าเซ็นเตอร์เพียงอย่างเดียว คิดเป็นเกือบ 25% ของโครงการที่รอการเชื่อมต่อทั้งหมดในประเทศ
ความตึงเครียดนี้ถูกอธิบายว่าเป็นเหมือน “ฮังเกอร์เกมฉบับนโยบายพลังงาน” ที่เป็นการต่อสู้ระหว่างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและภาคธุรกิจอื่น ๆ รวมถึงการใช้งานในครัวเรือน เพื่อแย่งชิงทรัพยากรไฟฟ้าที่มีอยู่อย่างจำกัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเดนมาร์กเสนอให้จัดลำดับความสำคัญ โดยอาจให้ความสำคัญกับลูกค้าในประเทศก่อนและจัดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ไปอยู่ลำดับท้าย ๆ แทน

ทางด้านสหภาพยุโรป คณะกรรมาธิการยุโรปตั้งเป้าจะเพิ่มความจุของดาต้าเซ็นเตอร์เป็นสามเท่าภายใน 7 ปีข้างหน้าเพื่อแข่งกับสหรัฐ และจีน แต่แผนการนี้อาจเป็นไปไม่ได้ เพราะระบบโครงข่ายไฟฟ้าในยุโรปไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่เช่นนี้ อย่างเช่นในไอร์แลนด์ ที่ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้ามากกว่าภาคครัวเรือนในเขตเมืองทั้งประเทศรวมกันในปี 2024
ท้ายที่สุด ข้อโต้แย้งสำคัญคือเรื่องความเป็นธรรมในการแบ่งปันทรัพยากร โดยกลุ่มผู้คัดค้านตั้งคำถามว่าเหตุใดพลังงานส่วนเกินที่ควรจะเป็นของประชาชน กลับถูกนำไปปรนเปรออุตสาหกรรมที่สร้างผลประโยชน์ให้คนเพียงกลุ่มเดียว ภาวะที่ดาต้าเซ็นเตอร์สามารถประมูลแย่งชิงพลังงานจากผู้บริโภครายอื่นได้ กลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของอุปทานพลังงานและเสถียรภาพทางราคาในระดับครัวเรือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัญหาสิ่งแวดล้อม
นอกจากประเด็นเรื่องพลังงานแล้ว การใช้ทรัพยากรน้ำมหาศาลเพื่อระบายความร้อนให้กับเซิร์ฟเวอร์ ยังเป็นชนวนเหตุสำคัญของการต่อต้านจากชุมชนทั่วโลก ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดไฮเปอร์สเกลต้องการน้ำปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะยิ่งสร้างปัญหาให้แก่พื้นที่ที่ขาดแคลนอยู่แล้วเนื่องจากสภาวะโลกรวน 
Anacé ชาวพื้นเมืองในประเทศบราซิล ต่อต้านโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ของ TikTok ที่มีแผนจะสร้างบนชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เนื่องจากชาวบ้านกังวลว่าโครงการนี้จะแย่งชิงทรัพยากรน้ำในพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากอยู่แล้ว
เปาโล อานาเซ่ ผู้นำชุมชนตั้งคำถามว่า “คุณจะมีศูนย์ข้อมูลที่ใช้น้ำหลายพันลิตรได้อย่างไร ในเมื่อคนในพื้นที่เดียวกันยังไม่มีน้ำใช้ และไฟฟ้าดับทุกสัปดาห์”
ถึงแม้บริษัทผู้พัฒนาในบราซิลจะอ้างว่า ใช้ระบบหมุนเวียนน้ำที่ประหยัดและไม่กระทบต่อชุมชน แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะในช่วงเริ่มการก่อสร้าง มีการนำรถบรรทุกน้ำไปดูดน้ำจากทะเลสาบที่ชาวบ้านใช้ซักผ้าและหาปลามาใช้ สร้างความไม่พอใจให้แก่คนในพื้นที่อย่างมาก จนอัยการบราซิลจึงต้องเข้ามาตรวจสอบในการขออนุญาตการก่อสร้าง ที่ดูเร่งรีบและละเลยผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง

สำหรับในสเปน กลุ่มเคลื่อนไหว “Tu Nube Seca Mi Río” กำลังต่อสู้ในภูมิภาคอารากอนื หนึ่งในพื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุดของยุโรป ที่รัฐบาลอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ไฮเปอร์สเกลจำนวนมาก ทั้งที่เกษตรกรต้องขอเงินอุดหนุนเพราะพืชผลล้มตายจากภัยแล้ง  กลุ่มผู้ประท้วงมองว่าพื้นที่ของตนกำลังกลายเป็น “ผู้เสียสละ” เพื่อให้คนในพื้นที่อื่นได้เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล โดยแลกกับทรัพยากรธรรมชาติของพวกเขา

ดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเมืองของนครซิดนีย์ ออสเตรเลีย คาดว่าการใช้น้ำของศูนย์ข้อมูลจะคิดเป็น 25% ของการใช้น้ำทั้งหมดของเมืองภายในปี 2035  ซึ่งเทียบเท่ากับการผลิตทั้งหมดของโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นนี้ยังส่งผลให้โครงการที่อยู่อาศัยหลายแห่งต้องล่าช้าออกไป เพราะระบบประปาไม่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ 

การทำลายพื้นที่การเกษตร ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้สำหรับหลายชุมชน ในอิตาลี กลุ่ม “Guardians of the Territory” ในแคว้นลอมบาร์เดียคัดค้านโครงการสร้างศูนย์ข้อมูลของไมโครซอฟต์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการทำลายพื้นที่ทางการเกษตรแล้ว ยังเป็นการปิดทับหน้าดินอย่างถาวรและทำลายความต่อเนื่องทางนิเวศวิทยา ซึ่งเป็นความเสียหายที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้

เช่นเดียวกับในอินเดีย ที่เกษตรกรในรัฐอานธรปราเทศและเตลังคานา ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญ ต่างรวมตัวกันต่อต้านการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากพวกเขาถูกกดดันให้ขายที่ทำกิน ทั้งนาข้าวและสวนมะม่วง เพื่อนำไปสร้างเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ อีกทั้งกระบวนการจัดหาและรวบรวมที่ดินยังถูกวิจารณ์ว่าขาดความโปร่งใส เต็มไปด้วยความลับ และกีดกันหน่วยงานบริหารท้องถิ่นรวมถึงชุมชนออกจากกระบวนการตัดสินใจ

ข้อมูลจาก POLITICO ระบุว่า ประมาณ 50% ของดาต้าเซ็นเตอร์ในยุโรปไม่เป็นไปตามเกณฑ์สำคัญด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งหมายความว่าพลังงานไฟฟ้าจำนวนมากสูญเสียไปกับการระบายความร้อนและโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าการประมวลผล และประมาณ 20% มีประสิทธิภาพต่ำมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานสมัยใหม่ นอกจากนี้ การใช้พลังงานสำรองจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลในดาต้าเซ็นเตอร์ ยังส่งผลต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชนโดยรอบ

ต่อสู้ด้วยนโยบายและกฎหมาย
แรงต้านทานจากสังคมที่ทวีความรุนแรงขึ้น นำไปสู่การออกกฎหมายและมาตรการควบคุมในหลายประเทศทั่วโลก รัฐเมนของสหรัฐ กลายเป็นรัฐแรกที่ผ่านกฎหมายระงับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่ทั่วทั้งรัฐชั่วคราวเป็นเวลา 18 เดือน มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อให้หน่วยงานรัฐมีเวลาในการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำ ไฟฟ้า และค่าไฟครัวเรือนอย่างถี่ถ้วนก่อนจะดำเนินการใด ๆ ต่อไป

นอกจากนี้ สมาชิกวุฒิสภา เบอร์นี แซนเดอร์ส และ สส. อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เตซ เสนอกฎหมายระงับดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วประเทศชั่วคราว กฎหมายนี้มุ่งหวังให้สภาคองเกรสมีเวลาศึกษาผลกระทบของการขยายโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง และกดดันให้อุตสาหกรรมยอมรับกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม 

การเปลี่ยนแปลงนโยบาย ยังรวมถึงการยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยจูงใจให้ผู้พัฒนาเข้ามาลงทุน โดยรัฐเมนและจอร์เจียเริ่มพิจารณาและผ่านกฎหมายจำกัดการยกเว้นภาษีสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากพบว่าไม่คุ้มค่ากับทรัพยากรที่สูญเสียไป นักวิชาการระบุว่าการยกเลิกแรงจูงใจเหล่านี้เป็นก้าวสำคัญในการสกัดกั้นการพัฒนาที่ขาดความรับผิดชอบและสร้างภาระให้กับงบประมาณสาธารณะ

ขณะที่ เยอรมนีออกกฎหมายประสิทธิภาพพลังงาน ที่กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ต้องใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ตั้งแต่ปี 2027 และต้องมีระบบจัดการพลังงานที่เข้มงวด นอกจากนี้ สหภาพยุโรปยังได้เริ่มบังคับใช้การรายงานดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพ (KPIs) ของดาต้าเซ็นเตอร์เข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง เพื่อสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบการใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ ไอร์แลนด์สั่งระงับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ตอนนี้เริ่มผ่อนปรนภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดมาก โดยผู้พัฒนาต้องให้การรับประกันว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ในบางช่วง หรือมีการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนโดยตรง เพื่อแสดงให้เห็นว่าดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อระบบส่วนรวม

สำหรับออสเตรเลีย สภาเมืองต่าง ๆ ได้เรียกร้องให้รัฐนิวเซาท์เวลส์ระงับการอนุมัติโครงการมูลค่ากว่า 41,000 ล้านดอลลาร์จนกว่าจะมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน พร้อมเสนอให้นำรูปแบบ “ผู้ใช้เป็นผู้จ่าย” (User-pays model) มาใช้ โดยบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและน้ำทั้งหมดเอง เพื่อไม่ให้ภาระไปตกอยู่กับผู้เสียภาษีและครัวเรือนทั่วไป

ในซิดนีย์ยังมีการเสนอให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องเป็น “ผู้สร้างผลบวกต่อโครงข่าย” (Grid-positive) โดยต้องลงทุนโดยตรงในโครงการพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ข้อกำหนดเหล่านี้มุ่งหวังจะเปลี่ยนสถานะของดาต้าเซ็นเตอร์จากการเป็นผู้สูบกินทรัพยากร ให้กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมให้กับเมือง


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่