JJNY : ชาวนาปรับตัว ขนมูลควายใส่นาข้าว│แอตต้าหั่นเป้าจีนเที่ยวไทย│กัมพูชาประท้วงวุ่น! ไทยวางแนวลวดหนาม│27 จว.เตือนมรสุม

ชาวนาปรับตัว ขนมูลควายใส่นาข้าว เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี
.

.
วันนี้ (2 มิ.ย. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ จ.อุทัยธานี นายวีระศักดิ์ อายุ 49 ปี ชาวบ้าน เปิดเผยว่า ในฤดูกาลทำนาปีนี้ มีเป้าหมายทำ 80 ไร่ โดยเป็นนาหว่านข้าวแห้ง รอให้ฝนตกลงมาจะให้มากอีกจึงได้ลงมือเตรียมดินและหว่านข้าว
.
โดยได้นำมูลควายที่ขอจากเพื่อนบ้าน บรรทุกรถแล้วลากจูงด้วยรถไถนาจากคอกควาย นำมูลควายมาเทในแปลงนาข้าว ให้ทั่วทั้งแปลง ไปแล้ว 20 กว่าตัน จากนั้นได้ทำการเกลี่ยด้วยจอบเพื่อให้มูลควายกระจายตัวอย่างทั่วถึง
.
จากนั้นจะไถเพื่อหมักให้คลุกเคล้ากับดิน ช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้นและลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงจากที่เคยใช้ปุ๋ย 1 กระสอบต่อไร่ ก็จะลดลงเหลือ 25 กก. เท่านั้น ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้ครึ่งหนึ่ง
.
อย่างไรก็ตามฤดูกาลทำนาปีที่ผ่านมาปีที่แล้ว ตนก็ทำใช้มูลควายใส่นาข้าวแล้วไถกลบ ลักษณะนี้ผลผลิตก็ไม่ได้ลดลง กลับได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอีกด้วย
.
นายณัฐวัฒน์ หนูกลัด รองประธานสภาเกษตรกร จ.อุทัยธานี ได้กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลช่วยลดต้นทุนการผลิต เช่นปุ๋ยเคมี จากเดิมราคาลูกละ 6-700 บาท ขณะนี้ขึ้นมาลูกละ 1,500 บาท
.
รวมทั้งสารเคมีก็ขึ้นรา จะทำให้ชาวนาอยู่ไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องปรับเปลี่ยนให้ชาวนาอุทัยธานี หันมาใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ที่ชาวอุทัยธานี เลี้ยงโค-กระบือ กันเยอะ อยากให้ชาวนาหันมาใช้มูลสัตว์ เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ครึ่งต่อครึ่ง โดยไม่ต้องไปซื้อ เพียงไปขอจากเพื่อนบ้าน เราเพียงลงแรงไปขนเท่านั้นด้วย
.

.
แอตต้าหั่นเป้าจีนเที่ยวไทยจบที่ 7 ล้านคน เซ่นปม นทท.ถูกเรียกค่าไถ่-หายตัว จี้รัฐเข้มความปลอดภัย
https://www.matichon.co.th/economy/news_5743758
.
แอตต้าหั่นเป้าจีนเที่ยวไทยจบที่ 7 ล้านคน เซ่นปม นทท.ถูกเรียกค่าไถ่-หายตัว จี้รัฐเข้มความปลอดภัย
.
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนยังคาดการณ์และคาดหวังว่า ตลาดจีนเที่ยวไทยในปี 2569 นี้ จะทำได้ประมาณ 7 ล้านคน หลังจากต้นปีที่ผ่านมาคาดว่าจะอยู่ที่ 9 ล้านคนได้ แต่เมื่อเกิดปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบกับภาพรวมทั่วโลกอย่างสงครามตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาน้ำมันและต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น รวมถึงปัจจัยลบเฉพาะตัวอย่างเรื่องภาพลักษณ์ความปลอดภัย ทำให้ภาคเอกชนประเมินว่าเป้าหมายนักท่องเที่ยวจีน 9 ล้านคนที่เคยวางไว้ถือว่า เป็นเรื่องยากแล้ว จึงต้องลุ้นเป้าหมายใหม่ และลุ้นให้รัฐบาลมีมาตรการจัดการปัญหาเรื่องความปลอดภัยในประเทศไทยที่ชัดเจนกว่าปัจจุบัน
.
นายธนพล กล่าวว่า ความกังวลที่มากสุดของผู้ประกอบการคือ สถานการณ์ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวชาวจีน เนื่องจากที่ผ่านมามีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข่าวการเรียกค่าไถ่นักท่องเที่ยวจีน หรือการหายตัวไปทั้งที่เพิ่งเข้ามาเที่ยวไทยได้ไม่นาน ซึ่งกรณีแบบนี้มีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในบางกรณีมีกระแสข่าวถึงการเกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่ที่เป็นคนไทยด้วย ทำให้สร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างรุนแรงและไม่ใช่เฉพาะประเทศจีนเท่านั้น ขณะที่นโยบายของประเทศจีนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง แต่การตอบสนองของรัฐบาลไทยกลับถูกมองว่า ยังทำไม่เต็มที่เท่าที่ควร อีกทั้งขาดการสื่อสารที่สร้างความเชื่อมั่นได้อย่างเป็นรูปธรรม
.
ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมามีข่าวเชิงลบเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยในไทยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องใหญ่และเรื่องเล็ก ซึ่งหลายๆ เรื่องจะถูกส่งต่อในโลกออรนไลน์ของจีนอย่างกว้างขวาง แต่รัฐบาลอาจยังไม่ได้ทำอะไรในระดับชาติที่แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีความปลอดภัยมาก หรือตอบโต้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านั้น เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของภาคการท่องเที่ยวไทย สิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขคือ การวางแผนทำงานว่า เริ่มแรกจะทำอย่างไร ขั้นตอนต่อไป 2 หรือ 3 จะทำอะไรอีก มีการวัดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมอย่างไร เพื่อให้เกิดความมั่นใจมากกลับมา เพราะผลจากกระแสเชิงลบทำให้เอเยนต์ทัวร์ในจีนมองว่า ตลาดไทยเริ่มแย่ และไม่อยากเสียเวลาอธิบายเรื่องความปลอดภัยกับลูกค้าแล้ว จึงลดการลงทุนและชะลอการทำตลาดลง” นายธนพล กล่าว
.
นายธนพล กล่าวว่า ผู้ประกอบการในตอนนี้ต้องพยายามขยับตัวกันเอง โดยได้เริ่มแผนเชิงรุกด้วยการจัดโรดโชว์ในมณฑลซินเจียง เมืองอุรุมชี และหลานโจว ซึ่งถือเป็นตลาดใหม่ (New Market) ที่ยังมีศักยภาพสูงและไม่ได้ติดตามข่าวเชิงลบในไทยใกล้ชิดเท่ากับเมืองใหญ่ทางตอนใต้ โดยให้คะแนนความหวังสำหรับตลาดนี้สูงถึง 80 เต็ม 100 เนื่องจากซินเจียงเป็นมณฑลขนาดใหญ่และเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในเส้นทางสายไหม นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาผลักดันให้เกิดเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) จากอุรุมชีมายังประเทศไทยในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่กระหายการเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งซินเจียงถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังภูมิภาคอื่นๆ อาทิ ดูไบ หรือยุโรปได้ด้วย
.
นายธนพล กล่าวว่า การทำตลาดในตอนนี้ รัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐในด้านการท่องเที่ยวต้องทบทวนโครงสร้างการส่งเสริมการท่องเที่ยว ไม่ควรมุ่งเน้นเพียงแค่การดึงคนเข้า (Inbound) แต่ต้องสนับสนุนการส่งเสริมคนไทยไปต่างประเทศ (Outbound) ควบคู่กันไป เพื่อให้เกิดสมดุลในการทำธุรกิจการบินและการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยว และให้ความสำคัญในการทำตลาดโดยเฉพาะระดับผู้นำประเทศ ตัวอย่างมาเลเซีย ที่เป็นคู่แข่งสำคัญด้านท่องเที่ยวไทย ปี 2568 เห็นรัฐมนตรีท่องเที่ยวของมาเลเซียลงพื้นที่ทำตลาดในจีนอย่างเข้มข้นถึง 2 ครั้ง และมีการเปิดเที่ยวบินตรงกัวลาลัมเปอร์-อุรุมชี เพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มมุสลิม ทำให้ไทยต้องเร่งเครื่องแล้วเช่นกัน
.

.
กัมพูชาประท้วงวุ่น! ไทยส่งกำลัง 50 นาย วางแนวลวดหนามใกล้ช่องบก
.
กัมพูชาประท้วงวุ่น! ไทยส่งกำลัง 50 นายวางแนวลวดหนามใกล้ช่องบก-สร้างความมั่นคงพื้นที่ ไทยย้ำเป็นการ ปกป้องอธิปไตยพื้นที่ควบคุมฝ่ายเรา
.
วันที่ 1 มิถุนายน 2569 มีรายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จากกองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี) ว่าในพื้นที่ชายแดน โดยฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่า เมื่อเวลา 07.05 น. ฝ่ายไทยได้จัดกำลังประมาณ 50 นาย เข้าดำเนินการวางแนวลวดหนาม ความยาวราว 150 เมตร บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพื้นที่เนิน 745 ใกล้บริเวณช่องบก ก่อนที่ฝ่ายกัมพูชาจะเข้ามาแสดงท่าทีห้ามปรามในพื้นที่ดังกล่าว
.
ขณะที่ฝ่ายไทยชี้แจงว่า การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปเพื่อการป้องกันตนเองและเสริมความมั่นคงในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายไทย โดยยืนยันว่าเป็นการดำเนินการตามภารกิจรักษาความปลอดภัยในเขตที่รับผิดชอบ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนของไทย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่