สวัสดีทุกท่านที่เข้ามาอ่านกันด้วยครับ กระทู้นี้จะออกแนวระบายความในใจหน่อยนะครับ
ผมโตมากับครอบครัวมี 6 คน พ่อ แม่ ปู่ ย่า พี่ และก็ผม ฐานะครอบครัวก็ทั่วไป(จะว่าต่ำเลยก็ได้) มีกินได้ทุกมื้อทั่วๆไปไม่หรูราอะไร พ่อกับแม่เป็นเสาหลักของบ้านออกไปทำงานได้หยุดมาอยู่กับผมแค่ 1-2 วันต่อสัปดาห์ โดยที่หน้าที่ในการดูแลพวกผมก็เป็นของปู่ ย่า ผมอยู่กับท่านจนท่านเสียไปในช่วงที่ผมกำลังเรียนอยู่ ป.6 คำสอนเดียวที่ผมได้จากปู่ ย่า คือเป็นคนดีซึ่งผมก็ทำตามเป็นอย่างดี อย่างที่ว่าไปเมื่อปู่ ย่า ผมไม่อยู่แล้วคนที่เลี้ยงดูผมก็ไม่มี เพราะพ่อแม่ก็ต้องไปทำงาน พอกลับมาจากโรงเรียนผมกับพี่เลยอยู่กันแค่สองคน ไอ้ความขี้กลัวของผมเลยเริ่มออกลายตอนนี้และครับ
ผมเป็นคนที่ไปเรียนไกลจากบ้านมาก(ห่างเกือบ 20 กิโล) ทำให้เพื่อนแถวบ้านไม่มีเลย จะไปเล่นกับเพื่อนแถวบ้านก็กลัวเพราะปู่กับย่าก็สอนให้อย่าไปยุ่งกับคนไม่ดี(เพื่อนแถวบ้านดีๆก็มีแต่กลัวที่จะเข้าไปยุ่งเพราะพวกเขารู้จักกันหมดจนเราแยกไม่ออก เราเลยไม่ยุ่งด้วยดีกว่า) พอเพื่อนไม่มีก็อยู่แต่บ้าน พี่ที่พอมีเพื่อนก็ออกไปเล่นไปเที่ยวบ่อยๆ เราก็กลัวไม่กล้าตามไปจนเราอยู่กับความโดดเดี่ยวในบ้านคนเดียว ความรู้สึกตอนนั้นมันเหงา โดดเดี่ยว ตอนนี้ผมจำไม่ได้แล้วช่วงนั้นผมทำอะไรบ้าง เพราะมันไม่มีอะไรให้จำเลย พ่อแม่ก็เห็นแล้วลูกคนนี้มันตัวคนเดียวพวกเขาก็เลยซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องแรกมาให้เล่นเพื่อแก้เหงา ผมก็เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง เป็นต้น พูดได้เลยว่าผมชอบที่ได้เล่นคอมพิวเตอร์ กลับไปที่เรื่องการเรียนช่วงม.ต้น ผมก็เริ่มที่จะได้เพื่อนมากขึ้น มีเพื่อนสนิท เริ่มมองหาเรื่องความรักและนี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผมเป็นคนขี้กลัวขึ้นไปอีกขั้น
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วง ม.4 ผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ไปไหนก็ไปด้วยกัน เรียนก็นั่งใกล้กันแทบจะไม่ห่างกันเลยในตอนเรียน ผมถามมันว่าทำไมมันถึงมาเป็นเพื่อนกับผม(ตอนนั้นผมเป็นคนพูดน้อย คุยแต่เรื่องเกม หนัง เพลง ซึ่งในห้องไม่ค่อยมีใครที่พูดเรื่องพวกนี้เท่าไร) มันตอบว่าเป็นคนดีและตลก ผมก็คิดไอ้นี้มันคนดีเราจะเป็นเพื่อนกับมัน จนอยู่มาวันหนึ่งผมได้รับข้อความจากสาวคนนึงในโรงเรียนทักมาจีบผม เราก็ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน เลยก็คุยกันแบบนี้ไปได้สักหนึ่งเดือนผมก็ตัดสินใจขอเขาคบเป็นแฟนเขาก็ตอบตกลง วันรุ่งขึ้นเพื่อนมันเข้ามาพร้อมเปิดแชทของสาวที่ผมคุยเมื่อวาน ผมถามว่าไปเอามาได้ไง มันตอบว่าแชทนี้มันสร้างขึ้นมาเองมันจะเอามาแกล้งผมซึ่งรูปก็เป็นรูปแฟนมันเอง มันขอโทษผมที่ทำแบบนี้ ตอนนั้นผมโกรธมากว่าทำไมมันทำกับเราแบบนี้ ผมอยากจะต่อยมันแต่ต่อมความกลัวมันก็เริ่มทำงาน ถ้าผมต่อยมันมันก็ต้องเชิญผู้ปกครองกันอีก(ก่อนหน้านี้โดนไปครั้งหนึ่งแล้ว) และอีกอย่างผมกลัวที่จะเสียเพื่อนไป(เพื่อนคนนี้มันเป็นคนดีแต่นิสัยมันเสีย) ผมเลยทำใจแล้วก็แกล้งบอกไปว่า กูรู้อยู่แต่แรกแล้วว่าเป็น กูแกล้งเล่นไปกับเฉยๆ หลังจากวันนั้นผมกลายเป็นคนที่ขี้กลัวมากกว่าเดิม เพื่อนชวนไปไหนก็ไม่ไป เอาแต่เล่นเกม ดูหนัง ไปวันๆ จนมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อชีวิตวัยรุ่นคือการเรียนต่อมหาลัย
ตอน ม.6 หลังจากจมอยู่กับความคิดติดลบมานานผมก็ตัดสินใจฮึดสู้ขึ้นอีกครั้ง ผมตัดสินใจแล้วว่าตัวผมต้องดีขึ้นกว่านี้ ด้วยการตัดสินใจว่าเราจะไม่เลือกเรียนตามเพื่อนเลย เลือกเรียนในคณะหรือสาขาที่ไม่มีเพื่อนเราสักคนเลย เพื่อเอาชนะไอ้ความขี้กลัวของตัวเอง จนผมได้เข้าเรียนในมหาลัยเจอเพื่อนดีๆ เริ่มกล้าแสดงออก พูดคุยกับคนอื่นมากขึ้นจนเวลาผ่านไป ปัจจุบันผมก็เป็นนักศึกษาจบใหม่สดๆร้อนๆเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว(จบ รปศ.) ก็รู้สึกดีใจที่ตัวเองเรียนจบได้นะ แต่ก็นั้นแหละครับ อย่างที่รู้ๆกันชีวิตเริ่มต้นจากนี้ สาขาที่ผมเรียนมักจะเป็นสายตรงราชการซึ่งผมไม่ชอบเท่าไรผมจึงจะไปทางอื่น แต่ก็นั้นละครับหนังชีวิตเลย งานยังไม่มีเลยตอนนี้ ต่อมความขี้กลัวเริ่มกลับมาทำงาน สิ่งที่เราเลือกมามันดีแล้วใช่มั้ย ถ้าเราไปทำงานสายอื่นจะทำได้หรอ ถ้าเราไปทำงานกับเขาเราจะทำได้ดีมั้ย กลัวที่จะโดนไล่ออก ผมจมอยู่กับความคิดนี้อยู่นานแต่ก็ฮึดสู้พยายามหางานต่อ แต่ปัญหาก็เกิดอีก พ่อผมท่านล้มได้รับบาดเจ็บจนเดินไม่ได้ต้องพักรักษาตัว จนมีแนวโน้มว่าจะต้องออกจากงานซึ่งที่บ้านเรามีหนี้บ้าน ทำให้เราขาดรายได้จากพ่อไป เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเครียดหนักกว่าเดิมว่าทำไมเรายังหางานไม่ได้อีก จะว่าผมเลือกงานก็ได้(ผมเคยขายของในช่วงปิดเทอม) แต่ผมเสียดายวุฒิที่เรียนมา อย่างน้อยผมอยากได้งานฐานเงินเดือนที่มันดีหน่อย ทุกวันนี้ดูแต่กลุ่มหางาน เว็บสมัครงาน แต่ก็ไม่กล้าจะสมัครเลย ไม่กล้าลองออกจาก comfort zone เอาแต่เปิดดูโซเชียลอัปเดตชีวิตคนอื่นไปวันๆ พอเห็นเพื่อนมีชีวิตอย่างนู้นอย่างนี้ ผมก็เอาแต่มองหาข้อด้อยของพวกเขาเพื่อที่จะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ซึ่งไอ้แบบนี้เป็นอะไรที่น่ารังเกียจมาก แต่ผมก็ยังทำโดยที่ไม่รู้ตัว ผมเหนื่อยมากจนอยากจะลาแล้วหายไปเลย แต่ผมทำไม่ได้ผมยังมีพ่อแม่พี่น้องที่ผมเป็นห่วงอยู่ ทุกวันนี้การมองอนาคตของผมมันเหลือแค่ว่าพรุ่งนี้ฉันจะหางานได้มั้ย
ขอบคุณครับ
23ปี กับชีวิตที่มีเพื่อนชื่อ"ไอขี้กลัว"
ผมโตมากับครอบครัวมี 6 คน พ่อ แม่ ปู่ ย่า พี่ และก็ผม ฐานะครอบครัวก็ทั่วไป(จะว่าต่ำเลยก็ได้) มีกินได้ทุกมื้อทั่วๆไปไม่หรูราอะไร พ่อกับแม่เป็นเสาหลักของบ้านออกไปทำงานได้หยุดมาอยู่กับผมแค่ 1-2 วันต่อสัปดาห์ โดยที่หน้าที่ในการดูแลพวกผมก็เป็นของปู่ ย่า ผมอยู่กับท่านจนท่านเสียไปในช่วงที่ผมกำลังเรียนอยู่ ป.6 คำสอนเดียวที่ผมได้จากปู่ ย่า คือเป็นคนดีซึ่งผมก็ทำตามเป็นอย่างดี อย่างที่ว่าไปเมื่อปู่ ย่า ผมไม่อยู่แล้วคนที่เลี้ยงดูผมก็ไม่มี เพราะพ่อแม่ก็ต้องไปทำงาน พอกลับมาจากโรงเรียนผมกับพี่เลยอยู่กันแค่สองคน ไอ้ความขี้กลัวของผมเลยเริ่มออกลายตอนนี้และครับ
ผมเป็นคนที่ไปเรียนไกลจากบ้านมาก(ห่างเกือบ 20 กิโล) ทำให้เพื่อนแถวบ้านไม่มีเลย จะไปเล่นกับเพื่อนแถวบ้านก็กลัวเพราะปู่กับย่าก็สอนให้อย่าไปยุ่งกับคนไม่ดี(เพื่อนแถวบ้านดีๆก็มีแต่กลัวที่จะเข้าไปยุ่งเพราะพวกเขารู้จักกันหมดจนเราแยกไม่ออก เราเลยไม่ยุ่งด้วยดีกว่า) พอเพื่อนไม่มีก็อยู่แต่บ้าน พี่ที่พอมีเพื่อนก็ออกไปเล่นไปเที่ยวบ่อยๆ เราก็กลัวไม่กล้าตามไปจนเราอยู่กับความโดดเดี่ยวในบ้านคนเดียว ความรู้สึกตอนนั้นมันเหงา โดดเดี่ยว ตอนนี้ผมจำไม่ได้แล้วช่วงนั้นผมทำอะไรบ้าง เพราะมันไม่มีอะไรให้จำเลย พ่อแม่ก็เห็นแล้วลูกคนนี้มันตัวคนเดียวพวกเขาก็เลยซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องแรกมาให้เล่นเพื่อแก้เหงา ผมก็เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง เป็นต้น พูดได้เลยว่าผมชอบที่ได้เล่นคอมพิวเตอร์ กลับไปที่เรื่องการเรียนช่วงม.ต้น ผมก็เริ่มที่จะได้เพื่อนมากขึ้น มีเพื่อนสนิท เริ่มมองหาเรื่องความรักและนี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผมเป็นคนขี้กลัวขึ้นไปอีกขั้น
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วง ม.4 ผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ไปไหนก็ไปด้วยกัน เรียนก็นั่งใกล้กันแทบจะไม่ห่างกันเลยในตอนเรียน ผมถามมันว่าทำไมมันถึงมาเป็นเพื่อนกับผม(ตอนนั้นผมเป็นคนพูดน้อย คุยแต่เรื่องเกม หนัง เพลง ซึ่งในห้องไม่ค่อยมีใครที่พูดเรื่องพวกนี้เท่าไร) มันตอบว่าเป็นคนดีและตลก ผมก็คิดไอ้นี้มันคนดีเราจะเป็นเพื่อนกับมัน จนอยู่มาวันหนึ่งผมได้รับข้อความจากสาวคนนึงในโรงเรียนทักมาจีบผม เราก็ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน เลยก็คุยกันแบบนี้ไปได้สักหนึ่งเดือนผมก็ตัดสินใจขอเขาคบเป็นแฟนเขาก็ตอบตกลง วันรุ่งขึ้นเพื่อนมันเข้ามาพร้อมเปิดแชทของสาวที่ผมคุยเมื่อวาน ผมถามว่าไปเอามาได้ไง มันตอบว่าแชทนี้มันสร้างขึ้นมาเองมันจะเอามาแกล้งผมซึ่งรูปก็เป็นรูปแฟนมันเอง มันขอโทษผมที่ทำแบบนี้ ตอนนั้นผมโกรธมากว่าทำไมมันทำกับเราแบบนี้ ผมอยากจะต่อยมันแต่ต่อมความกลัวมันก็เริ่มทำงาน ถ้าผมต่อยมันมันก็ต้องเชิญผู้ปกครองกันอีก(ก่อนหน้านี้โดนไปครั้งหนึ่งแล้ว) และอีกอย่างผมกลัวที่จะเสียเพื่อนไป(เพื่อนคนนี้มันเป็นคนดีแต่นิสัยมันเสีย) ผมเลยทำใจแล้วก็แกล้งบอกไปว่า กูรู้อยู่แต่แรกแล้วว่าเป็น กูแกล้งเล่นไปกับเฉยๆ หลังจากวันนั้นผมกลายเป็นคนที่ขี้กลัวมากกว่าเดิม เพื่อนชวนไปไหนก็ไม่ไป เอาแต่เล่นเกม ดูหนัง ไปวันๆ จนมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อชีวิตวัยรุ่นคือการเรียนต่อมหาลัย
ตอน ม.6 หลังจากจมอยู่กับความคิดติดลบมานานผมก็ตัดสินใจฮึดสู้ขึ้นอีกครั้ง ผมตัดสินใจแล้วว่าตัวผมต้องดีขึ้นกว่านี้ ด้วยการตัดสินใจว่าเราจะไม่เลือกเรียนตามเพื่อนเลย เลือกเรียนในคณะหรือสาขาที่ไม่มีเพื่อนเราสักคนเลย เพื่อเอาชนะไอ้ความขี้กลัวของตัวเอง จนผมได้เข้าเรียนในมหาลัยเจอเพื่อนดีๆ เริ่มกล้าแสดงออก พูดคุยกับคนอื่นมากขึ้นจนเวลาผ่านไป ปัจจุบันผมก็เป็นนักศึกษาจบใหม่สดๆร้อนๆเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว(จบ รปศ.) ก็รู้สึกดีใจที่ตัวเองเรียนจบได้นะ แต่ก็นั้นแหละครับ อย่างที่รู้ๆกันชีวิตเริ่มต้นจากนี้ สาขาที่ผมเรียนมักจะเป็นสายตรงราชการซึ่งผมไม่ชอบเท่าไรผมจึงจะไปทางอื่น แต่ก็นั้นละครับหนังชีวิตเลย งานยังไม่มีเลยตอนนี้ ต่อมความขี้กลัวเริ่มกลับมาทำงาน สิ่งที่เราเลือกมามันดีแล้วใช่มั้ย ถ้าเราไปทำงานสายอื่นจะทำได้หรอ ถ้าเราไปทำงานกับเขาเราจะทำได้ดีมั้ย กลัวที่จะโดนไล่ออก ผมจมอยู่กับความคิดนี้อยู่นานแต่ก็ฮึดสู้พยายามหางานต่อ แต่ปัญหาก็เกิดอีก พ่อผมท่านล้มได้รับบาดเจ็บจนเดินไม่ได้ต้องพักรักษาตัว จนมีแนวโน้มว่าจะต้องออกจากงานซึ่งที่บ้านเรามีหนี้บ้าน ทำให้เราขาดรายได้จากพ่อไป เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเครียดหนักกว่าเดิมว่าทำไมเรายังหางานไม่ได้อีก จะว่าผมเลือกงานก็ได้(ผมเคยขายของในช่วงปิดเทอม) แต่ผมเสียดายวุฒิที่เรียนมา อย่างน้อยผมอยากได้งานฐานเงินเดือนที่มันดีหน่อย ทุกวันนี้ดูแต่กลุ่มหางาน เว็บสมัครงาน แต่ก็ไม่กล้าจะสมัครเลย ไม่กล้าลองออกจาก comfort zone เอาแต่เปิดดูโซเชียลอัปเดตชีวิตคนอื่นไปวันๆ พอเห็นเพื่อนมีชีวิตอย่างนู้นอย่างนี้ ผมก็เอาแต่มองหาข้อด้อยของพวกเขาเพื่อที่จะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ซึ่งไอ้แบบนี้เป็นอะไรที่น่ารังเกียจมาก แต่ผมก็ยังทำโดยที่ไม่รู้ตัว ผมเหนื่อยมากจนอยากจะลาแล้วหายไปเลย แต่ผมทำไม่ได้ผมยังมีพ่อแม่พี่น้องที่ผมเป็นห่วงอยู่ ทุกวันนี้การมองอนาคตของผมมันเหลือแค่ว่าพรุ่งนี้ฉันจะหางานได้มั้ย
ขอบคุณครับ