พระ​ประยุทธ์ ปยุตฺโตเขียนให้อ่าน​ สังขารในขันธ์ 5 กับ สังขารในไตรลักษณ์

สังขารในขันธ์ 5 กับ สังขารในไตรลักษณ์

            อย่างที่กล่าวข้างต้นแล้วบอกว่า “#สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง” อันนี้ #เป็นสังขารที่กล่าวถึงในหลักไตรลักษณ์ ทีนี้  ก็มีคำว่าสังขาร คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ บางแห่งในพุทธพจน์บอกว่า “รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง #สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง”

            คำว่า”#สังขารไม่เที่ยง” กับตัว”#สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง” ก็จะเกิดมาสับสนกัน เพราะฉะนั้น ตอนนี้จะต้องทำความเข้าใจให้ชัด ถ้าเข้าใจความต่างกันระหว่างสังขารใน #ขันธ์5 กับสังขารใน #ไตรลักษณ์ แล้ว ก็จะช่วยให้ศึกษาธรรมได้สะดวกขึ้นอีกมาก จะไม่มีความสับสน
             .....ท่านแบ่งธรรมะเป็น 2 อย่าง บอกว่าเป็น 1) #สังขตธรรม แปลว่าธรรมะที่ถูกปรุงแต่ง หรือเกิดจากปัจจัยปรุงแต่งขึ้น และ 2) #อสังขตธรรม แปลว่าธรรมะที่ไม่ถูกปรุงแต่ง หรือไม่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง

            อย่างที่หนึ่ง สังขตธรรม แปลว่า  #ธรรมะที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง หรือสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรารู้จัก มันเกิดจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นทั้งนั้น จะเป็นร่างกายของเราก็ดี จิตใจของเราก็ดี วัตถุต้นไม้ใบหญ้าต่างๆ ทุกอย่างเกิดจากปัจจัยปรุงแต่งทั้งนั้น เรียกว่าเป็นสังขตธรรม มีอย่างเดียวที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ท่านเรียกเป็น #อสังขตธรรม #ธรรมะที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่งหรือไม่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งได้แก่พระนิพพาน เพราะฉะนั้นมีอสังขตธรรมอยู่อย่างเดียวคือพระนิพพาน นอกจากนิพพานแล้วเป็นสังขตธรรมทั้งสิ้น สังขตธรรมกับอสังขตธรรมรวมทั้ง ๒ อย่างก็เรียกอย่างเดียวกันว่า “ธรรมะ”

                 ทีนี้คำว่า “สังขตธรรม” นั้น ท่านบอกว่าเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “#สังขาร”  เพราะฉะนั้น คำว่า “สังขาร” กับ “สังขตธรรม” เป็นคำเดียวกัน มีความหมายเท่ากัน คำว่า “สังขาร” จึงแปลว่า #สิ่งที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง หรือจะเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า “#สังขตธรรม”  สังขารที่ท่านพูดถึงในไตรลักษณ์ว่า “สัพเพสังขารา อนิจจา—สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง” “สังขาร” ในที่นี้ก็คือสังขตธรรม หรือสิ่งที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งทั้งปวง ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้น ที่ท่านบอกว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง” ก็หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เรารู้จัก ที่เราเห็น เราได้ยิน เราได้ทราบถึง  ทุกอย่างรวมอยู่ในคำว่า “สังขาร” คือสิ่งที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งทั้งสิ้น  เป็นอันว่า “สังขาร” ในไตรลักษณ์ มีความหมายกว้างที่สุด

            ทีนี้ก็ย้อนมาถึง “สังขาร” ในขันธ์ 5  ท่านแบ่งว่าชีวิตของเราประกอบด้วยขันธ์ 5 อย่าง “ขันธ์” แปลว่ากอง คือชีวิตของเรานี้แบ่งเป็นองค์ประกอบย่อย ๆ เหมือนกับว่ามีส่วนประกอบอยู่ 5 ส่วน เรียกว่า “ขันธ์”  แปลว่ากองของส่วนประกอบ 5 กอง

            ห้ากองนี้มีอะไรบ้าง ก็มี 1) กองรูปคือ รูปขันธ์ เรียกสั้น ๆ ว่า “รูป” ได้แก่ ร่างกาย สิ่งที่มองเห็นได้ หรือสิ่งที่ว่ามีรูปมีร่าง  2) เวทนา แปลว่าความรู้สึกสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์  3) สัญญา ความจำได้ หมายรู้  4) สังขาร – “สังขาร” นี่เป็นศัพท์ที่ซ้ำกันในไตรลักษณ์  #สังขารได้แก่ความคิดปรุงแต่งต่าง ๆ และ 5) วิญญาณ กองวิญญาณ หรือวิญญาณขันธ์ กองแห่งวิญญาณก็ความรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  ทั้งหมดนี้เรียกว่าขันธ์ 5

            ขันธ์ 5 นี้ถ้าย่อลงก็มี 2 ส่วน คือรูปขันธ์ ส่วนรูปก็เป็นรูป เป็นรูปธรรรม  ส่วนที่เหลือจากนั้นคือเวทนา สัญญา สังขารและ วิญญาณ เป็นนามธรรม จะเห็นว่าสังขารในขันธ์ ๕ อยู่ในส่วนที่เรียกว่านามธรรม   กล่าวคือเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งหมดนี้เป็นนามธรรม สังขารก็เป็นนามธรรมอย่างหนึ่งในสี่อย่างนั้น พอพูดอย่างนี้ก็จะเห็นชัดว่า สังขารในขันธ์5 นั้นมีความหมายแคบเหลือเกิน #เป็นเพียงส่วนหนึ่งในนามธรรมเท่านั้น เมื่อกี้ อาตมภาพพูดถึงสังขารในไตรลักษณ์ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งรูปธรรมนามธรรมไม่มีอะไรนอกเหนือจากสังขาร ทีนี้พอมาถึงในขันธ์ 5  สังขารนี้เป็นเพียงนามธรรมอย่างหนึ่งในสี่อย่าง แล้วก็ไม่ใช่รูปธรรมด้วย เพราะรูปธรรมก็มีต่างหากแล้ว เพราะฉะนั้นสังขารในขันธ์ 5 นี่แคบ

            ทีนี้จะต้องขยายความหมายอีก ทำไมท่านถึงเรียกว่า “สังขาร” ทำไมชื่อจึงไปซ้ำกับในไตรลักษณ์ สังขารในขันธ์ 5 ก็แปลว่าปรุงแต่งเหมือนกัน แต่เมื่อกี้นี้สังขารในไตรลักษณ์อาตมาแปลว่าสิ่งที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ส่วนสังขารในขันธ์ 5 แปลว่าสภาพที่ปรุงแต่งจิตใจ หรือสิ่งที่ปรุงแต่งจิตใจให้ดีให้ชั่ว ก็ได้แก่ คุณสมบัติของจิตใจนั่นเอง เช่น ความชั่ว ได้แก่โลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น พวกนี้ก็เป็นความชั่ว ก็ปรุงแต่งจิตให้ชั่ว หรือฝ่ายที่ดีก็มีเช่น มีเมตตา มีกรุณา มีมุทิตา มีปัญญา มีศรัทธา มีสติ เป็นต้น พวกนี้เป็นฝ่ายดีก็ปรุงแต่งจิตให้ดี พวกนี้เป็นเครื่องปรุงแต่ง เพราะเหตุที่มันปรุงแต่งจิตใจให้ดีให้ชั่ว ตลอดจนกระทั่งให้เป็นกลาง ๆ มันจึงเรียกว่าสังขาร มันแปลว่าปรุงแต่งเหมือนกัน แต่มันแปลคนละความหมาย #มันเป็นสภาพที่มาปรุงแต่งจิตใจให้ดีให้ชั่ว เมื่อปรุงแต่งจิตของเราแล้วมันก็ปรุงแต่งการกระทำของเราด้วย เรากระทำอะไรออกมา เป็นสิ่งที่ดี เรียกว่าทำดี  ทำสิ่งที่ไม่ดี เราเรียกทำชั่ว ไอ้ที่จะดีจะชั่วก็เพราะว่ามีเจ้าพวกนี้มาปรุงแต่ง ปรุงแต่งจิตใจและปรุงแต่งการกระทำของเราให้มันดีมันชั่ว พวกสิ่งที่ปรุงแต่งอันนี้เรียกว่า “สังขาร” เพราะฉะนั้น สังขารในขันธ์ 5 คือ #นามธรรมที่มาปรุงแต่งจิตใจของเรา ตลอดจนการกระทำ หรือกรรมของเราให้ดีให้ชั่ว ให้เป็นกุศล ให้เป็นอกุศล นี่เรียกว่าเป็นสังขาร เพราะฉะนั้น อันนี้อาตมภาพก็เป็นอันว่าสรุปได้ สังขารในขันธ์ 5 ที่เราแปลว่าสภาพ หรือคุณสมบัติที่ปรุงแต่งจิตใจให้ดี ให้ชั่วเป็นต้นนี่ เราแปลกันง่าย ๆ ว่า “#ความคิดปรุงแต่ง” #เป็นเรื่องของความคิดเป็นเรื่องของจิตใจ ที่เราพูดว่าความคิดปรุงแต่ง ศัพท์พระเรียกว่า ”สังขาร” แต่ที่บอกว่า “#สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง” พูดกว้าง ๆ อย่างนั้นล่ะก็ #หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างทั้งวัตถุทั้งจิตใจทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม

            เพราะฉะนั้น ก็จะต้องแยกกันให้ถูกเรื่องสองด้านเนี่ย  คำว่า”สังขาร”ที่อยู่ในขันธ์ 5 กับ “สังขาร”ที่อยู่ในไตรลักษณ์ เมื่อเวลาอธิบายธรรมแล้ว ก็ต้องแยกให้ถูกว่าในกรณีนี้ท่านพูดถึงสังขารตัวไหน พูดถึง “สังขาร” ที่แปลว่าสิ่งที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งอย่างที่พูดในไตรลักษณ์ หรือว่าท่านพูดถึง “สังขาร ที่แปลว่าสภาพที่ปรุงแต่งจิตใจให้ดีให้ชั่ว หรือความคิดปรุงแต่งอย่างที่อยู่ในขันธ์ 5

            ถ้าแยกอย่างนี้ถูกล่ะก็ เวลาฟังธรรมะก็จะเข้าใจชัดเจน อาตมภาพก็เลยนำเรื่องที่ได้เขียนใน พุทธธรรม ตอนเฉพาะตอนนี้มาเล่าให้โยมฟัง ก็อาจจะเป็นหลักวิชามากไปหน่อย เพราะเรื่องนี้เป็นหลักวิชาแท้ๆเลย บทก่อนใน พุทธธรรม นี่เขียนเรื่องขันธ์ 5 ไปแล้ว ก็มี “สังขาร” มา พอถึงบทไตรลักษณ์ก็มี “สังขาร” อีก ก็เกรงว่าท่านผู้อ่านจะงง ก็เลยต้องมาอธิบายว่าต่างกันยังไง

            เป็นอันว่า “สังขาร” ในขันธ์ 5 มีความหมายแคบ เป็นนามธรรมเท่านั้น เป็นเรื่องของจิตใจเท่านั้น เป็นเรื่องของคุณสมบัติที่ปรุงแต่งจิตใจให้ดีให้ชั่ว หรือเรียกง่ายๆว่าความคิดปรุงแต่ง  ส่วน “สังขาร” ในไตรลักษณ์ที่บอกว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง” นั้น เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย อย่างนั้นเราเรียกว่า สังขารในไตรลักษณ์ และสังขารในขันธ์ 5 นั้นก็เป็นสังขารในไตรลักษณ์ด้วย เพราะเป็นเพียงส่วนย่อยนิดหนึ่ง เพราะว่าขันธ์ 5 ทั้งหมดนั้นน่ะเป็นสังขาร ขันธ์ 5 จะเป็นรูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารก็ดี วิญญาณก็ดี ทั้งหมดนั่นแหละเป็นสังขารในไตรลักษณ์ทั้งสิ้น เพราะว่าขันธ์ 5 นั้นก็ไม่เที่ยง เราพูดว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง” แล้วที่จริงขันธ์ 5 ทั้งหมดก็ไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น #ขันธ์5ก็เป็นสังขารในไตรลักษณ์นั่นเอง

            พอแยกอย่างนี้เราก็เห็นชัด อ๋อ มันมีสังขารอันย่อยอันหนึ่งอยู่ในขันธ์ ๕ เป็นนามธรรม เป็นตัวปรุงแต่งจิตใจให้ดีให้ชั่ว เป็นหนึ่งในห้าส่วน และทั้งห้าส่วนนี้ก็มาเป็นสังขารในไตรลักษณ์ พอเข้าใจอย่างนี้ก็ชัดเจน เรารู้เรื่องนี้ไว้ 1) ก็เพื่อศึกษาธรรมะจะได้เข้าใจง่าย 2) ก็รู้เรื่องสังขารนี้ไว้เพื่อความรู้เท่าทัน จะได้ปฏิบัติต่อโลก และชีวิตได้ถูกต้อง อันนี้เป็นประโยชน์ของการรู้เข้าใจเรื่องสังขาร พอรู้เรื่องสังขารแล้ว สังขารอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ชีวิตของเรา แล้วก็อยู่ที่โลกที่แวดล้อมเรา เรารู้ว่าสังขารมันเป็นยังไง ถ้าอยู่ในจิตใจนี้เป็นภาพปรุงแต่งจิตใจให้ดีให้ชั่ว เราก็รู้ เพื่อเราจะได้ทำแต่สิ่งที่ดีงาม หรือปรุงแต่งจิตในทางที่ดี หรือว่าจะให้ดีที่สุดก็พ้นจากการปรุงแต่ง ถ้ารู้สังขารในโลกภายนอกทั้งปวง หรือสังขารอย่างความหมายในไตรลักษณ์ เมื่อรู้เท่าทันแล้วจิตใจจะได้พ้นจากอุปาทาน #ถ้าจะปฏิบัติถึงที่สุดรู้เท่าทันแล้วก็ทำให้พ้นจากความยึดติดถือมั่น/

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) จาก เล่าเรื่องให้โยมฟังชุดที่ 1 #พระพุทธศาสนา #ธรรมะ   #ไตรลักษณ์  #สังขาร #ปยุตฺโต



ก้อปข้อมูล​จาก​เฟสบุ๊ค​ข้า​งล่าง​

https://www.facebook.com/groups/1535103073407358/permalink/4335752510009053/?app=fbl
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่