บทสรุปเวทีความมั่นคงเอเชีย 2026 เมื่ออินโด-แปซิฟิกกำลังติดอาวุธ ในวันไร้ร่มเงาสหรัฐฯ

“เราสามารถทำสองเรื่องพร้อมกันได้” นี่คือคำตอบของพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ บนเวทีประชุมความมั่นคงเอเชีย “Shangri-La Dialogue” ประจำปี 2026 หลังถูกตั้งคำถามว่า รัฐบาลวอชิงตันจะยังคงทุ่มเทความสำคัญให้กับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้หรือไม่ ในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ ต้องเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงในตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นพร้อมกัน 


แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคำยืนยันจากสหรัฐฯ คือปฏิกิริยาของประเทศต่างๆ ในเอเชียและพันธมิตรตะวันตกที่มารวมตัวกันบนเวทีแห่งนี้ 

การประชุมตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนเพียงอย่างเดียว แต่คือการที่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก กำลังเร่งปรับตัวรับมือกับโลกความมั่นคงยุคใหม่ ท่ามกลางการขยายอำนาจทางทหารของจีน และความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจต้องแบ่งความสนใจไปยังวิกฤตในตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นมากขึ้น

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ใช้เวทีดังกล่าวเรียกร้องให้พันธมิตรในภูมิภาคเพิ่มบทบาทด้านความมั่นคงและรับภาระร่วมกันมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน เขาต้องเผชิญคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงความมุ่งมั่นของวอชิงตันต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์อิหร่านกำลังดึงความสนใจของรัฐบาลสหรัฐฯ 

“เราสามารถทำสองเรื่องพร้อมกันได้” เฮกเซธกล่าวเพื่อตอบข้อกังวลว่าสหรัฐฯ อาจลดความสำคัญของเอเชียลง  

ด้านชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น กล่าวว่า เขายังคงเชื่อมั่นว่าความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคนี้ “ไม่เคยสั่นคลอน” แม้ว่าหลายประเทศอาจยังประเมินความตั้งใจของวอชิงตันต่ำเกินไปก็ตาม 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้ชัดจากการประชุมครั้งนี้คือ ประเทศต่างๆ เริ่มมองหาหนทางเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกันนอกเหนือจากการพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว 

เตโอโดโร รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ ระบุว่า กำลังขยายความร่วมมือด้านกลาโหมกับญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา และนิวซีแลนด์มากขึ้น โดยมองว่าเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับบทบาทดั้งเดิมของสหรัฐฯ ในภูมิภาค 

“ความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น เมื่อมีประเทศอื่นเข้ามาร่วมในกระบวนการยับยั้งภัยคุกคามมากขึ้น เพราะเรากำลังเผชิญภัยคุกคามร่วมกัน” 

ญี่ปุ่นกำลังพยายามวางตัวเองให้เป็นศูนย์กลางของเครือข่ายความร่วมมือดังกล่าว โดยโคอิซูมิกล่าวว่า โตเกียวต้องการเป็น “จุดเชื่อมต่อ” สำหรับความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาค 
ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายล่าสุดของญี่ปุ่นที่ประกาศปรับปรุงกฎการส่งออกอาวุธครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เปิดทางให้สามารถส่งออกเรือรบ ขีปนาวุธ และยุทโธปกรณ์อื่นๆ ไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น

“ญี่ปุ่นจะมีบทบาทเชิงรุกมาขึ้นในความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศ เป้าหมายของเราคือทำให้แต่ละประเทศมีขีดความสามารถที่จำเป็น และสามารถเข้าถึงศักยภาพเหล่านั้นได้เมื่อจำเป็น” 


ในอีกด้านหนึ่ง สิงคโปร์มองว่าภูมิภาคจำเป็นต้องสร้างรูปแบบความร่วมมือใหม่ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยชาน ชุน ซิง รัฐมนตรีกลาโหมสิงคโปร์ กล่าวว่า ประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกันควรสร้าง “พันธมิตรที่ยืดหยุ่น” และรวมตัวกันเป็น “กลุ่มประเทศที่มีศักยภาพและพร้อมลงมือ” เพื่ออุดช่องว่างด้านความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 

แคนาดาก็เป็นอีกประเทศที่กำลังเพิ่มบทบาทในภูมิภาค โดยพลเอก เจนนี คาริญอง ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของแคนาดา เปิดเผยว่า กองทัพแคนาดากำลังขยายความร่วมมือกับญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ ทั้งด้านความมั่นคงไซเบอร์และการฝึกทางทะเล รวมถึงให้ความช่วยเหลืออินโดนีเซียด้านการฝึกภาษาอังกฤษทางทหาร 

“ยังมีงานอีกมากที่ต้องทำในอินโด-แปซิฟิก และนั่นคือเหตุผลที่เราเห็นความร่วมมือระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นในทุกมิติ” 

นิวซีแลนด์เองก็กำลังพิจารณาซื้อเรือรบรุ่นใหม่จากญี่ปุ่นหรือสหราชอาณาจักร เพื่อทดแทนเรือฟริเกตชั้น ANZAC ที่ใช้งานมานาน ขณะที่ คริส เพ็ง รัฐมนตรีกลาโหมนิวซีแลนด์ ได้หารือกับรัฐมนตรีกลาโหมจากสิงคโปร์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร เพื่อยกระดับความร่วมมือภายใต้กรอบ Five Power Defence Arrangements ซึ่งดำเนินมาแล้วกว่า 54 ปี 

เพ็งกล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวยังสามารถพัฒนาไปได้ในระดับที่เข้มข้นกว่าเดิม 

แม้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคจะพยายามสร้างเครือข่ายความมั่นคงของตนเองมากขึ้น แต่เจ้าหน้าที่หลายประเทศยืนยันตรงกันว่า พวกเขายังเชื่อมั่นว่า สหรัฐฯ จะไม่ลดบทบาทในอินโด-แปซิฟิก แม้จะต้องเผชิญความท้าทายในตะวันออกกลางหรือภายใต้นโยบาย “America First” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ตาม 

รัฐมนตรีกลาโหมฟลิปปินส์กล่าวว่า ความเชื่อมั่นของมะนิลาไม่ได้สั่นคลอนจากการที่สหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในอิหร่านหรือวิกฤตอื่นๆ 

ขณะที่ริชาร์ด มาร์ลส์ รัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลียย้ำว่า ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ยังคงเป็น “รากฐานสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงแห่งชาติของออสเตรเลีย” 

คำกล่าวเหล่านี้สะท้อนภาพรวมของ Shangri-La Dialogue 2026 ได้อย่างชัดเจนว่า ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ไม่ได้กำลังเดินห่างจากสหรัฐฯ แต่กำลังเตรียมตัวให้สามารถยืนได้ด้วยตัวเองมากขึ้นในวันที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูงขึ้นทุกขณะ 

สรุปข่าว
“เราสามารถทำสองเรื่องพร้อมกันได้” นี่คือคำตอบของพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ บนเวทีประชุมความมั่นคงเอเชีย “Shangri-La Dialogue” ประจำปี 2026 หลังถูกตั้งคำถามว่า รัฐบาลวอชิงตันจะยังคงทุ่มเทความสำคัญให้กับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้หรือไม่ ในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ ต้องเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงในตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นพร้อมกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคำยืนยันจากสหรัฐฯ คือปฏิกิริยาของประเทศต่างๆ ในเอเชียและพันธมิตรตะวันตกที่มารวมตัวกันบนเวทีแห่งนี้ ตลอด 3 วันของการประชุมความมั่นคงที่สำคัญที่สุดของเอเชีย โลกได้รับสัญญาณอะไรบ้างจากบรรดารัฐมนตรีกลาโหม ผู้บัญชาการทหาร และผู้นำด้านความมั่นคงจากทั่วโลก?

ที่มารูปภาพ : Reuters
แหล่งข่าว : https://www.tnnthailand.com/world/236480/
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่