ลาดหญ้าสู่ด่านช้าง
สวัสดีค่ะ วันนี้เราเดินทางกลับจากตำบลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี ไปอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรีค่ะ เป็นจังหวัดที่มีสำเนียงเหน่อคล้ายกันด้วย อารมณ์เมืองพี่เมืองน้องที่อยู่ติดกัน
05.30 น. เราเดินทางไปรอรถ EV bus ที่ป้ายรถเมล์หน้าเซเว่นที่อยู่ใกล้ปั๊มบางจากค่ะ ตรงข้ามจะเป็นร้านยาโอสถรักษา สาขาลาดหญ้าร้านใหญ่ ๆ ที่ติดกับร้านขายถุงพลาสติก และธนาคารออมสิน ช่วงระหว่างรอเราก็เจอพี่สาวท่านหนึ่งกำลังรอรถที่มารับส่งไปทำงาน (แต่ไม่ได้ถามนะคะว่าทำงานอะไร) เลยชวนคุยว่าเคยขึ้นรถ EV bus ไหมคะ หนูขึ้นครั้งแรกเลย กริ่งกดอยู่ตรงไหน พี่สาวท่านนั้นกับคุณแม่ก็บอกว่าอยู่ตรงเสาเลยหนู ไม่ก็บอกกระเป๋ารถเมล์บนนั้นก็ได้ว่าลงที่ไหน และเราก็คุยสัพเพเหระนิดหน่อย ก่อนที่พี่สาวกำลังขึ้นรถทำงาน เราก็เลยบอกโชคดีนะคะ พี่สาวท่านนั้นก็พยักหน้าและยิ้มให้ รู้สึกว่าวันนี้จะเป็นวันที่ดีเลยค่ะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ
ขออนุญาตแจ้งแผนคร่าว ๆ และสถานที่ที่เราต้องลงเพื่อไปบขส.กาญจนบุรีนะคะ ตรงนี้ต้องขอบคุณพี่เภสัชที่แชร์ทริคการนั่ง EV bus ไปบขส.ด้วยนะคะ สถานที่เราจะลงคือโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ บขส.กาญจนบุรี เซเว่นอู่ทองตรงสี่แยกไฟแดง และสถานีสุดท้ายคือบขส.ด่านช้างค่ะ
06.00 น. EV bus ยังไม่มาแต่เริ่มรู้สึกปวดอึค่ะ ขนลุกไปหมด แต่คิดว่าคงแป๊บเดียว เลยเปิดตารางรถดู ถ้าไปเข้าห้องน้ำตอนนี้ รออีกทีก็ 06.30 น. เลยนะ เราเลยทนอีกนิด จน 06.00 น. กว่านิด ๆ รถก็มาค่ะ เวลาเราเห็นรถแนะนำให้โบกเรียกนะคะ อย่าไปอายค่ะ เป็นเรื่องปกติมาก ๆ เลย คนขับจะได้รู้ด้วยว่ามีผู้โดยสารอยู่ตรงนี้นะ ถ้ามัวแต่ก้มหน้าดูโทรศัพท์แล้วเงยหน้ามองเฉย ๆ เดี๋ยวเขาจะเลยเราไปค่ะ
พอขึ้นรถประตูรถจะเปิดให้อัตโนมัติค่ะ จำไว้ว่า
ขึ้นประตูหน้า ลงประตูหลังของรถ นะคะ พี่พนักงานเก็บเงินน่ารักมาก เขาจะแจ้งเราเลยว่าถ้าลงที่ไหน สามารถกดกริ่งบนเสาได้เลยนะคะ ซึ่งแต่ละเสาจะมีกริ่งปุ่มแดง ๆ ให้เรากดค่ะ EV bus สามารถจอดรับระหว่างทางได้ถึงแม้จะไม่ใช่ป้ายจอด ขอแค่เราโบกมือเรียก ยกเว้นกรณีวันนี้จะมี EV bus ที่วางป้ายไว้หน้ารถว่า ‘งดให้บริการ’ ขับผ่าน เพราะคุณป้าที่ขึ้นคันเดียวกับเราบ่นว่าคันเมื่อกี้ไม่จอดรับ แต่ฉันเห็นว่ามีป้ายแจ้งว่า ‘งดให้บริการ’ พี่พนักงานขับรถก็ตอบกลับแต่จำไม่ได้ค่ะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ พอนั่งไปสักพักพี่พนักงานกระเป๋าจะฉีกตั๋วให้เรา พร้อมชำระเงิน 20 บาท บนรถจะมีจอบอกว่าสถานีถัดไปคือที่ไหน ซึ่งเราลองดูเทียบตามตาราง ตรงกันเป๊ะ เดี๋ยวเราแนบตารางไว้ให้นะคะ หรือสามารถไปเช็คบนอินเทอร์เน็ตก็ได้ค่ะ

EV bus ที่เรานั่งคือสายที่เริ่มจากลาดหญ้าไปท่าม่วงค่ะ ดังนั้นโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์เราเลยต้องนั่งไปจนสุดสายคือวัดวังขนายแล้วต่อ EV bus อีกคันที่เป็นสายท่าม่วงไปลาดหญ้า ซึ่งเขาจะจอดที่วัดวังขนายเลย ถ้าไม่มั่นใจ สามารถถามพนักงานกระเป๋าหรือพนักงานขับรถได้เลยนะคะว่า ถ้าจะลงโรงเรียนกาญนานุเคราะห์ต้องนั่งคันนี้หรือคันไหนต่อนะคะ ซึ่งพี่พนักงานขับก็ตอบกลับว่าคันที่ 11 เลยครับ เราก็เลยไปขึ้นอีกคันต่อ เสียค่าบริการ 20 บาทเหมือนกันค่ะ รอบนี้พนักงานก็จะถามค่ะว่าลงที่ไหนเหรอคะ ก็ให้เราตอบสถานที่ที่เราจะลงได้เลย ที่วัดมีห้องน้ำให้บริการนะคะ เวลาออกก็คือตามตารางที่เราแนบไว้ด้านล่างค่ะ แต่ตอนนั้นด้วยความที่เราคิดว่าทนได้ก็เลยยังไม่เข้า ขนลุกต่อไป จน 07.00 น. รถก็เริ่มออกตัวจากวัดวังขนายสู่สถานีถัดไป แต่คันนี้ไม่มีจอแสดงนะคะ ไม่รู้ว่าเสียหรือยังไม่เปิดหน้าจอ เราเลยชวนคุณน้าที่นั่งอยู่ก่อนหน้าว่าลงที่ไหนเหรอคะ ซึ่งเราโชคดีค่ะ เขาก็จะลงโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ เลยคุยกันต่อนิดหน่อยว่าคุณน้าก็ขึ้นครั้งแรกเหมือนกัน พอดีจะคำนวณเวลาว่าถ้าลูกชายนั่ง EV bus มาจะทันไหม แต่เพื่อความชัวร์เราสามารถเปิดแมพคู่ไปด้วยได้เลยนะคะ ไม่เสียหาย และทำให้เรามั่นใจขึ้นด้วย พอใกล้ถึงก็กรดกริ่งเลยค่ะ มั่นใจเข้าไว้นะคะ อย่าไปเขิน เดี๋ยวเลยป้าย
พอถึงหน้าโรงเรียนรถก็จอดใกล้ ๆ สะพานลอยค่ะ รถถึงหน้าโรงเรียนประมาณ 07.00 กว่า ๆ นักเรียนมาทันแน่นอน ลงรถเสร็จเราก็ข้ามสะพานเลยค่ะ บขส.อยู่แถบนั้นค่ะ ตรงนี้เราไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเพราะมันจะมีซอย ดังนั้นคนที่ไม่เคยมาหรือจำไม่ได้ เปิดแมพด่วน ๆ เลยค่ะ แล้วปักหมุดไว้ที่บขส.กาญจนบุรีแล้วเดินตามได้เลย แต่ระวังรถหน่อยนะคะ เราก็เกือบเพราะมัวแต่มองแมพ ไม่ไกลเลย ไม่ถึง 5 นาทีก็ถึง พอเราถึงเราก็จะแวะเข้าห้องน้ำก่อนหรือหาอะไรกินก่อนก็ได้นะคะ ซึ่งแน่นอนว่าเราก็ต้องพุ่งเข้าห้องน้ำก่อน หย่อนเงิน 5 บาทก็พร้อมปลดเปลื้องทุกข์ที่อดทนมานาน ขนลุกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ห้องน้ำถือว่าค่อนข้างสะอาดเลยค่ะ (แต่ก็ระวังเรื่องการใช้ห้องน้ำสาธารณะด้วยนะคะ พกทิชชู่ และล้างมือให้สะอาดเสมอนะคะ)
พอเดินออกมาก็เงยหน้าเลยค่ะ จะมีป้ายบอกหมายเลขรถและสถานที่ที่รถจะไป และจะมีคนคอยถามค่ะว่าไปไหนครับ บ้านโป่ง ราชบุรีทางนี้เลย กรุงเทพทางนี้เลย ที่เราเจอคือคุณลุงใส่เชิ้ตขาวนั่งอยู่และถามว่าหนูไปไหน เราเลยบอกว่าไปสุพรรณบุรีค่ะ เขาก็บอกนั่งรอได้เลย รถมา 09.00 น. ซึ่งก็คือ 411 คือสายกาญจนบุรีไปสุพรรณบุรีค่ะ คุณลุงมือขวาจะเล็กกว่ามือซ้ายแต่การพูดคล่องแคล่วมากเลยค่ะ สุดยอดมาก
09.00 น. รถสาย 411 ก็เลี้ยวมาจอดอย่างเท่เลย เราก็ขึ้นไปค่ะและด้วยความที่เราไม่เคยขึ้นรถเมล์เอง เราก็เลยถามว่าถ้าจะลง หนูต้องตะโกนหรือกดกริ่งอะไรไหมคะ คุณลุงก็ถามว่าหนูจะลงที่ไหน กดกริ่งก็ได้แต่เราหากริ่งไม่เจอ ฮ่า ๆ ๆ ๆ จนมีพี่สาวท่านหนึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ เลยชวนคุยว่าถ้าจะลงแล้วปกติกดกริ่ง หรือตะโกนบอกคนขับคะ เขาก็พยายามหากริ่งด้วยก็หาไม่เจอ สรุปก็คือตะโกนแจ้งคนขับก็ได้ค่ะ จอดแน่ ! เราก็ชวนคุยเช่นเดิมค่ะว่าจะไปไหนเหรอคะ แล้วเป็นคนที่ไหน สรุปลงที่เซเว่นอู่ทองเหมือนกัน และที่สำคัญเป็นคนบ้านเดียวกันด้วย ป๊าดด วันนี้รู้สึกว่ามีหลายอย่างเป็นใจอยู่นะคะ
ค่ารถ 411 ลงอู่ทองจะอยู่ที่ 80 บาทค่ะ เป็นรถเมล์แบบพัดลมแต่ถ้าเป็นปรับอากาศเท่าที่ได้ข้อมูลจากเภสัชมาคือ 120 บาทค่ะ คุณลุงคนขับจะจอดและเก็บค่าโดยสารพร้อมกับถามย้ำว่าเราลงที่ไหน ดังนั้นก็คลายกังวลว่าก็มีคุณลุงที่จำได้ แต่ว่าคุณลุงหันมาแล้วถามว่า ‘หนูลงบ้านไร่ใช่ไหม’ คุณลุงขับรถจำได้แต่ว่าอาจผิดสถานที่ไปนิดหนึ่ง ดังนั้นเพื่อความชัวร์เปิดแมพหรือสังเกตสถานที่เผื่อไว้ด้วยนะคะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ เรามีเผลอหลับด้วยค่ะแต่ก็ไม่เลยป้ายนะคะ และเราอุ่นใจด้วยค่ะที่มีเพื่อนร่วมทางที่ลงที่เดียวกัน พอใกล้ถึงสี่แยกไฟแดง คุณลุงจะแจ้งว่าเซเว่นอู่ทองจะจอดอีกฝั่งนะครับ ให้ข้ามไปนะ
10.30 น. เวลาน่าจะประมาณนี้ค่ะ เราก็เดินบนทางเท้าไปที่ท่ารถอู่ทองเพื่อเดินข้ามไปเซเว่นเพื่อซื้อตั๋วรถ 994 ค่ะ แต่ด้วยความที่เราข้ามไม่เก่ง และรถไม่ค่อยจอดให้ข้าม เราเลยตัดสินใจใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์ที่หน้าท่ารถค่ะ จะมีคุณลุงและคุณป้านั่งอยู่ ตอนนั้นท่านกำลังนั่งกินข้าว เราเลยบอกว่าหนูจะไปซื้อตั๋วตรงข้าม คิดเท่าไหร่คะ คุณลุงก็ลุกขึ้นมา เราก็นึกว่าจะคว้ามอเตอร์ไซค์แต่กลายเป็นว่า ‘เดี๋ยวลุงพาข้ามนะ’ เรารู้สึกประทับใจมาก แบบว่าเราอยากจะจ้างคุณลุงเพื่อข้ามไปแต่คุณลุงกลับพาข้ามแบบฟรี ๆ ถึงฝั่งพร้อมบอกว่า ‘โชคดีนะหนู’ และตอนข้ามก็โชคดีเจอรถพ่วงจอดให้ข้ามด้วย หากใครผ่านไปแถวท่ารถอู่ทอง แล้วสังเกตเห็นคุณลุงคุณป้า สามารถใช้บริการได้นะคะ เราคิดอยู่ว่าถ้ามีโอกาสได้ผ่านไปอีก จะตอบแทนด้วยอะไรดีที่นอกเหนือจากคำว่าขอบคุณ คุณลุงใจดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ขอให้คุณลุงไม่เจ็บไม่ไข้ สุขภาพแข็งแรง ๆ ตลอดไปเลย พิมพ์ไปก็อยากจะร้องไห้เพราะรู้สึกประทับใจสุด ๆ
ไปกันต่อค่ะ เราก็ไปซื้อตั๋วรถตู้สาย 994 กรุงเทพ – ด่านช้าง - บ้านไร่ ราคา 60 บาท พี่พนักงานสาวก็ใจดีมาก ๆ เรารู้สึกว่าวันนี้เราเจอคนใจดีเยอะมาก ๆ เลยค่ะ แจ้งว่ารถมาอีกทีตอน 11.30 น. นะคะ เคยมาที่นี่ไหมคะ เราก็เลยตอบไปว่าไม่เคยค่ะ พี่พนักงานสาวเลยแนะนำว่าไปทางซ้ายจะมีร้านข้าวนะ ทางขวาเดินไปอีกหน่อยจะมีร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ และถ้ากินเสร็จก็จะมีร่มไม้ให้นั่งพัก ร่มรื่นดีด้วย หากรถใกล้มาเดี๋ยวจะไปตามนะคะ เราแบบโอ๊ยย ประทับใจอีกแล้ว
ร้านที่เราไปกินคือร้านก๋วยเตี๋ยวเรือค่ะ จะมีคุณลุง คุณน้า และคุณยายเป็นคนขาย เราสั่งหมี่เหลืองหมู น้ำอัดลมหนึ่งขวด แต่ไม่อิ่มค่ะ เลยสั่งน้ำตกหมูไวไวเพิ่ม และกินขนมถ้วยไปอีกสองคู่ ดูหิวโซมากเลยนะคะ รสชาติอร่อยค่ะ ลองไปทานกันได้นะคะ เสร็จแล้วเราก็เดินไปนั่งตรงร่มที่พี่พนักงานสาวแนะนำ ร่มรื่นจริงค่ะ จะอยู่ข้าง ๆ ป้อมตำรวจเล็ก ๆ มองเห็นสี่แยกไฟแดงด้วย เราก็นั่งรอเวลาและเห็นคุณน้าคนหนึ่งที่ลงที่ป้ายรถเมล์ก่อนถึงสี่แยกเซเว่น เราเลยชวนคุยค่ะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ เราจำคุณน้าได้ว่าขึ้น 411 ด้วยกัน เราเลยถามว่าคุณน้ารอรถเหรอคะ คุณน้าบอกว่ารอลูกสาวเลิกงาน 12.00 น. ปกติมารอตรงนี้ ดีที่เรามานั่งด้วยเพราะก่อน ๆ ที่เคยมาจะมีคนเร่ร่อนอยู่ เราเลยถามว่าไปไหนเหรอคะ คุณน้าบอกไปลพบุรี ส่วนเราไปด่านช้าง คุณน้าเลยบอกว่านึกว่าไปทางเดียวกันเพราะจะได้ให้เราติดรถไปด้วย คนไทยนี่สนิทกันง่ายจริง ๆ (แต่ก็ต้องระวังและเผื่อใจไว้ด้วยนะคะ อย่าเชื่อคนง่ายเด็ดขาด) เราก็นั่งรอ กินลูกอมไปรอไป จนคุณน้าเรียกเราว่า ใช่รถที่หนูจะไปไหม มาแล้วนะ เราก็เห็นว่า 994 จอดรอไฟแดง และเราก็หันไปที่ที่ขายตั๋ว เจอพี่พนักงานสาวยืนมองหาเรา เราเลยยกมือไหว้ขอบคุณคุณน้า คุณน้าบอกจ้า โชคดีนะ เราก็ตอบกลับไปว่าโชคดีค่ะ ไปก่อนนะคะ
11.30 น. ก็นั่งรถยาวไปถึงบขส.ด่านช้างได้เลย เราถึงด่านช้างประมาณ 12.00 น. ค่ะ ที่บขส.จะมีวินมอเตอร์ไซค์ให้บริการด้วย พี่วินด่านช้างน่ารักค่ะ เป็นกันเองด้วย สามารถไปใช้บริการได้นะคะ ด่านช้างจะไม่มีบริการ Delivery เช่น Grab หรือ Uber แต่จะมีวินมอเตอร์ไซค์และ Love Delivery
สรุปแล้วการเดินทางครั้งนี้เรารู้สึกมีความสุขมาก ๆ เลยค่ะ เราไม่เคยนั่ง EV bus และรถเมล์เองเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราไปลองด้วยตัวเอง เมื่อก่อนเราเป็นคนที่ขี้อายมาก ๆ แม้กระทั่งนั่งรถตู้ก็กลัว กลัวทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าตะโกน ไม่กล้าถามเพราะกลัวคนอื่นจะมองเราไม่ดี เราเคยโดนว่าว่ากลัวอะไรไม่เข้าท่า กลัวทำไม อยากบอกว่าไม่ผิดเลยที่เราจะกลัว วันหนึ่งเราจะแกร่งขึ้นนะคะ จริง ๆ นะ อะไรที่คิดว่าไม่เคยทำได้มันก็ทำได้นี่ สุดยอดไปเลย ตอนนี้เราอายุจะ 25 ปีแล้ว เรารู้สึกว่าเราโตขึ้น และการสนทนากับคนแปลกหน้าไม่ใช่เรื่องน่าอาย และน่ากลัวอีกต่อไป แต่ก็ต้องพึงระวังไว้เสมอว่าทุกคนจะดีกับเราทุกคน ขอให้กล้าที่จะถามและขอความช่วยเหลือในสิ่งที่เราไม่รู้ และวันหนึ่งเราอาจจะกลายเป็นคนที่สามารถช่วยเหลือเพื่อนร่วมทางคนอื่นได้ไม่มากก็น้อย ถึงแม้ว่าลาดหญ้าไปด่านช้างจะเป็นระยะทางที่ไม่ไกล แต่ก็หวังว่าประสบการณ์นี้จะสามารถช่วยเหลือคนที่ต้องการข้อมูลส่วนนี้ในการเดินทาง ขอให้เดินทางปลอดภัยและมั่นใจเข้าไว้นะคะ และอย่าลืมเข้าห้องน้ำก่อนออกเดินทางด้วยนะคะ ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ค่ะ
ปล. รถเมล์ 411 มีเพจ Facebook เช็คเวลารอบรถแต่ละวัน และรถตู้สาย 994 ก็มีกลุ่ม Open Chat มีสามารถเช็ครอบรถได้
ลาดหญ้าสู่ด่านช้าง
05.30 น. เราเดินทางไปรอรถ EV bus ที่ป้ายรถเมล์หน้าเซเว่นที่อยู่ใกล้ปั๊มบางจากค่ะ ตรงข้ามจะเป็นร้านยาโอสถรักษา สาขาลาดหญ้าร้านใหญ่ ๆ ที่ติดกับร้านขายถุงพลาสติก และธนาคารออมสิน ช่วงระหว่างรอเราก็เจอพี่สาวท่านหนึ่งกำลังรอรถที่มารับส่งไปทำงาน (แต่ไม่ได้ถามนะคะว่าทำงานอะไร) เลยชวนคุยว่าเคยขึ้นรถ EV bus ไหมคะ หนูขึ้นครั้งแรกเลย กริ่งกดอยู่ตรงไหน พี่สาวท่านนั้นกับคุณแม่ก็บอกว่าอยู่ตรงเสาเลยหนู ไม่ก็บอกกระเป๋ารถเมล์บนนั้นก็ได้ว่าลงที่ไหน และเราก็คุยสัพเพเหระนิดหน่อย ก่อนที่พี่สาวกำลังขึ้นรถทำงาน เราก็เลยบอกโชคดีนะคะ พี่สาวท่านนั้นก็พยักหน้าและยิ้มให้ รู้สึกว่าวันนี้จะเป็นวันที่ดีเลยค่ะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ
ขออนุญาตแจ้งแผนคร่าว ๆ และสถานที่ที่เราต้องลงเพื่อไปบขส.กาญจนบุรีนะคะ ตรงนี้ต้องขอบคุณพี่เภสัชที่แชร์ทริคการนั่ง EV bus ไปบขส.ด้วยนะคะ สถานที่เราจะลงคือโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ บขส.กาญจนบุรี เซเว่นอู่ทองตรงสี่แยกไฟแดง และสถานีสุดท้ายคือบขส.ด่านช้างค่ะ
06.00 น. EV bus ยังไม่มาแต่เริ่มรู้สึกปวดอึค่ะ ขนลุกไปหมด แต่คิดว่าคงแป๊บเดียว เลยเปิดตารางรถดู ถ้าไปเข้าห้องน้ำตอนนี้ รออีกทีก็ 06.30 น. เลยนะ เราเลยทนอีกนิด จน 06.00 น. กว่านิด ๆ รถก็มาค่ะ เวลาเราเห็นรถแนะนำให้โบกเรียกนะคะ อย่าไปอายค่ะ เป็นเรื่องปกติมาก ๆ เลย คนขับจะได้รู้ด้วยว่ามีผู้โดยสารอยู่ตรงนี้นะ ถ้ามัวแต่ก้มหน้าดูโทรศัพท์แล้วเงยหน้ามองเฉย ๆ เดี๋ยวเขาจะเลยเราไปค่ะ
พอขึ้นรถประตูรถจะเปิดให้อัตโนมัติค่ะ จำไว้ว่า ขึ้นประตูหน้า ลงประตูหลังของรถ นะคะ พี่พนักงานเก็บเงินน่ารักมาก เขาจะแจ้งเราเลยว่าถ้าลงที่ไหน สามารถกดกริ่งบนเสาได้เลยนะคะ ซึ่งแต่ละเสาจะมีกริ่งปุ่มแดง ๆ ให้เรากดค่ะ EV bus สามารถจอดรับระหว่างทางได้ถึงแม้จะไม่ใช่ป้ายจอด ขอแค่เราโบกมือเรียก ยกเว้นกรณีวันนี้จะมี EV bus ที่วางป้ายไว้หน้ารถว่า ‘งดให้บริการ’ ขับผ่าน เพราะคุณป้าที่ขึ้นคันเดียวกับเราบ่นว่าคันเมื่อกี้ไม่จอดรับ แต่ฉันเห็นว่ามีป้ายแจ้งว่า ‘งดให้บริการ’ พี่พนักงานขับรถก็ตอบกลับแต่จำไม่ได้ค่ะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ พอนั่งไปสักพักพี่พนักงานกระเป๋าจะฉีกตั๋วให้เรา พร้อมชำระเงิน 20 บาท บนรถจะมีจอบอกว่าสถานีถัดไปคือที่ไหน ซึ่งเราลองดูเทียบตามตาราง ตรงกันเป๊ะ เดี๋ยวเราแนบตารางไว้ให้นะคะ หรือสามารถไปเช็คบนอินเทอร์เน็ตก็ได้ค่ะ
EV bus ที่เรานั่งคือสายที่เริ่มจากลาดหญ้าไปท่าม่วงค่ะ ดังนั้นโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์เราเลยต้องนั่งไปจนสุดสายคือวัดวังขนายแล้วต่อ EV bus อีกคันที่เป็นสายท่าม่วงไปลาดหญ้า ซึ่งเขาจะจอดที่วัดวังขนายเลย ถ้าไม่มั่นใจ สามารถถามพนักงานกระเป๋าหรือพนักงานขับรถได้เลยนะคะว่า ถ้าจะลงโรงเรียนกาญนานุเคราะห์ต้องนั่งคันนี้หรือคันไหนต่อนะคะ ซึ่งพี่พนักงานขับก็ตอบกลับว่าคันที่ 11 เลยครับ เราก็เลยไปขึ้นอีกคันต่อ เสียค่าบริการ 20 บาทเหมือนกันค่ะ รอบนี้พนักงานก็จะถามค่ะว่าลงที่ไหนเหรอคะ ก็ให้เราตอบสถานที่ที่เราจะลงได้เลย ที่วัดมีห้องน้ำให้บริการนะคะ เวลาออกก็คือตามตารางที่เราแนบไว้ด้านล่างค่ะ แต่ตอนนั้นด้วยความที่เราคิดว่าทนได้ก็เลยยังไม่เข้า ขนลุกต่อไป จน 07.00 น. รถก็เริ่มออกตัวจากวัดวังขนายสู่สถานีถัดไป แต่คันนี้ไม่มีจอแสดงนะคะ ไม่รู้ว่าเสียหรือยังไม่เปิดหน้าจอ เราเลยชวนคุณน้าที่นั่งอยู่ก่อนหน้าว่าลงที่ไหนเหรอคะ ซึ่งเราโชคดีค่ะ เขาก็จะลงโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ เลยคุยกันต่อนิดหน่อยว่าคุณน้าก็ขึ้นครั้งแรกเหมือนกัน พอดีจะคำนวณเวลาว่าถ้าลูกชายนั่ง EV bus มาจะทันไหม แต่เพื่อความชัวร์เราสามารถเปิดแมพคู่ไปด้วยได้เลยนะคะ ไม่เสียหาย และทำให้เรามั่นใจขึ้นด้วย พอใกล้ถึงก็กรดกริ่งเลยค่ะ มั่นใจเข้าไว้นะคะ อย่าไปเขิน เดี๋ยวเลยป้าย
พอถึงหน้าโรงเรียนรถก็จอดใกล้ ๆ สะพานลอยค่ะ รถถึงหน้าโรงเรียนประมาณ 07.00 กว่า ๆ นักเรียนมาทันแน่นอน ลงรถเสร็จเราก็ข้ามสะพานเลยค่ะ บขส.อยู่แถบนั้นค่ะ ตรงนี้เราไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเพราะมันจะมีซอย ดังนั้นคนที่ไม่เคยมาหรือจำไม่ได้ เปิดแมพด่วน ๆ เลยค่ะ แล้วปักหมุดไว้ที่บขส.กาญจนบุรีแล้วเดินตามได้เลย แต่ระวังรถหน่อยนะคะ เราก็เกือบเพราะมัวแต่มองแมพ ไม่ไกลเลย ไม่ถึง 5 นาทีก็ถึง พอเราถึงเราก็จะแวะเข้าห้องน้ำก่อนหรือหาอะไรกินก่อนก็ได้นะคะ ซึ่งแน่นอนว่าเราก็ต้องพุ่งเข้าห้องน้ำก่อน หย่อนเงิน 5 บาทก็พร้อมปลดเปลื้องทุกข์ที่อดทนมานาน ขนลุกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ห้องน้ำถือว่าค่อนข้างสะอาดเลยค่ะ (แต่ก็ระวังเรื่องการใช้ห้องน้ำสาธารณะด้วยนะคะ พกทิชชู่ และล้างมือให้สะอาดเสมอนะคะ)
พอเดินออกมาก็เงยหน้าเลยค่ะ จะมีป้ายบอกหมายเลขรถและสถานที่ที่รถจะไป และจะมีคนคอยถามค่ะว่าไปไหนครับ บ้านโป่ง ราชบุรีทางนี้เลย กรุงเทพทางนี้เลย ที่เราเจอคือคุณลุงใส่เชิ้ตขาวนั่งอยู่และถามว่าหนูไปไหน เราเลยบอกว่าไปสุพรรณบุรีค่ะ เขาก็บอกนั่งรอได้เลย รถมา 09.00 น. ซึ่งก็คือ 411 คือสายกาญจนบุรีไปสุพรรณบุรีค่ะ คุณลุงมือขวาจะเล็กกว่ามือซ้ายแต่การพูดคล่องแคล่วมากเลยค่ะ สุดยอดมาก
09.00 น. รถสาย 411 ก็เลี้ยวมาจอดอย่างเท่เลย เราก็ขึ้นไปค่ะและด้วยความที่เราไม่เคยขึ้นรถเมล์เอง เราก็เลยถามว่าถ้าจะลง หนูต้องตะโกนหรือกดกริ่งอะไรไหมคะ คุณลุงก็ถามว่าหนูจะลงที่ไหน กดกริ่งก็ได้แต่เราหากริ่งไม่เจอ ฮ่า ๆ ๆ ๆ จนมีพี่สาวท่านหนึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ เลยชวนคุยว่าถ้าจะลงแล้วปกติกดกริ่ง หรือตะโกนบอกคนขับคะ เขาก็พยายามหากริ่งด้วยก็หาไม่เจอ สรุปก็คือตะโกนแจ้งคนขับก็ได้ค่ะ จอดแน่ ! เราก็ชวนคุยเช่นเดิมค่ะว่าจะไปไหนเหรอคะ แล้วเป็นคนที่ไหน สรุปลงที่เซเว่นอู่ทองเหมือนกัน และที่สำคัญเป็นคนบ้านเดียวกันด้วย ป๊าดด วันนี้รู้สึกว่ามีหลายอย่างเป็นใจอยู่นะคะ
ค่ารถ 411 ลงอู่ทองจะอยู่ที่ 80 บาทค่ะ เป็นรถเมล์แบบพัดลมแต่ถ้าเป็นปรับอากาศเท่าที่ได้ข้อมูลจากเภสัชมาคือ 120 บาทค่ะ คุณลุงคนขับจะจอดและเก็บค่าโดยสารพร้อมกับถามย้ำว่าเราลงที่ไหน ดังนั้นก็คลายกังวลว่าก็มีคุณลุงที่จำได้ แต่ว่าคุณลุงหันมาแล้วถามว่า ‘หนูลงบ้านไร่ใช่ไหม’ คุณลุงขับรถจำได้แต่ว่าอาจผิดสถานที่ไปนิดหนึ่ง ดังนั้นเพื่อความชัวร์เปิดแมพหรือสังเกตสถานที่เผื่อไว้ด้วยนะคะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ เรามีเผลอหลับด้วยค่ะแต่ก็ไม่เลยป้ายนะคะ และเราอุ่นใจด้วยค่ะที่มีเพื่อนร่วมทางที่ลงที่เดียวกัน พอใกล้ถึงสี่แยกไฟแดง คุณลุงจะแจ้งว่าเซเว่นอู่ทองจะจอดอีกฝั่งนะครับ ให้ข้ามไปนะ
10.30 น. เวลาน่าจะประมาณนี้ค่ะ เราก็เดินบนทางเท้าไปที่ท่ารถอู่ทองเพื่อเดินข้ามไปเซเว่นเพื่อซื้อตั๋วรถ 994 ค่ะ แต่ด้วยความที่เราข้ามไม่เก่ง และรถไม่ค่อยจอดให้ข้าม เราเลยตัดสินใจใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์ที่หน้าท่ารถค่ะ จะมีคุณลุงและคุณป้านั่งอยู่ ตอนนั้นท่านกำลังนั่งกินข้าว เราเลยบอกว่าหนูจะไปซื้อตั๋วตรงข้าม คิดเท่าไหร่คะ คุณลุงก็ลุกขึ้นมา เราก็นึกว่าจะคว้ามอเตอร์ไซค์แต่กลายเป็นว่า ‘เดี๋ยวลุงพาข้ามนะ’ เรารู้สึกประทับใจมาก แบบว่าเราอยากจะจ้างคุณลุงเพื่อข้ามไปแต่คุณลุงกลับพาข้ามแบบฟรี ๆ ถึงฝั่งพร้อมบอกว่า ‘โชคดีนะหนู’ และตอนข้ามก็โชคดีเจอรถพ่วงจอดให้ข้ามด้วย หากใครผ่านไปแถวท่ารถอู่ทอง แล้วสังเกตเห็นคุณลุงคุณป้า สามารถใช้บริการได้นะคะ เราคิดอยู่ว่าถ้ามีโอกาสได้ผ่านไปอีก จะตอบแทนด้วยอะไรดีที่นอกเหนือจากคำว่าขอบคุณ คุณลุงใจดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ขอให้คุณลุงไม่เจ็บไม่ไข้ สุขภาพแข็งแรง ๆ ตลอดไปเลย พิมพ์ไปก็อยากจะร้องไห้เพราะรู้สึกประทับใจสุด ๆ
ไปกันต่อค่ะ เราก็ไปซื้อตั๋วรถตู้สาย 994 กรุงเทพ – ด่านช้าง - บ้านไร่ ราคา 60 บาท พี่พนักงานสาวก็ใจดีมาก ๆ เรารู้สึกว่าวันนี้เราเจอคนใจดีเยอะมาก ๆ เลยค่ะ แจ้งว่ารถมาอีกทีตอน 11.30 น. นะคะ เคยมาที่นี่ไหมคะ เราก็เลยตอบไปว่าไม่เคยค่ะ พี่พนักงานสาวเลยแนะนำว่าไปทางซ้ายจะมีร้านข้าวนะ ทางขวาเดินไปอีกหน่อยจะมีร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ และถ้ากินเสร็จก็จะมีร่มไม้ให้นั่งพัก ร่มรื่นดีด้วย หากรถใกล้มาเดี๋ยวจะไปตามนะคะ เราแบบโอ๊ยย ประทับใจอีกแล้ว
ร้านที่เราไปกินคือร้านก๋วยเตี๋ยวเรือค่ะ จะมีคุณลุง คุณน้า และคุณยายเป็นคนขาย เราสั่งหมี่เหลืองหมู น้ำอัดลมหนึ่งขวด แต่ไม่อิ่มค่ะ เลยสั่งน้ำตกหมูไวไวเพิ่ม และกินขนมถ้วยไปอีกสองคู่ ดูหิวโซมากเลยนะคะ รสชาติอร่อยค่ะ ลองไปทานกันได้นะคะ เสร็จแล้วเราก็เดินไปนั่งตรงร่มที่พี่พนักงานสาวแนะนำ ร่มรื่นจริงค่ะ จะอยู่ข้าง ๆ ป้อมตำรวจเล็ก ๆ มองเห็นสี่แยกไฟแดงด้วย เราก็นั่งรอเวลาและเห็นคุณน้าคนหนึ่งที่ลงที่ป้ายรถเมล์ก่อนถึงสี่แยกเซเว่น เราเลยชวนคุยค่ะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ เราจำคุณน้าได้ว่าขึ้น 411 ด้วยกัน เราเลยถามว่าคุณน้ารอรถเหรอคะ คุณน้าบอกว่ารอลูกสาวเลิกงาน 12.00 น. ปกติมารอตรงนี้ ดีที่เรามานั่งด้วยเพราะก่อน ๆ ที่เคยมาจะมีคนเร่ร่อนอยู่ เราเลยถามว่าไปไหนเหรอคะ คุณน้าบอกไปลพบุรี ส่วนเราไปด่านช้าง คุณน้าเลยบอกว่านึกว่าไปทางเดียวกันเพราะจะได้ให้เราติดรถไปด้วย คนไทยนี่สนิทกันง่ายจริง ๆ (แต่ก็ต้องระวังและเผื่อใจไว้ด้วยนะคะ อย่าเชื่อคนง่ายเด็ดขาด) เราก็นั่งรอ กินลูกอมไปรอไป จนคุณน้าเรียกเราว่า ใช่รถที่หนูจะไปไหม มาแล้วนะ เราก็เห็นว่า 994 จอดรอไฟแดง และเราก็หันไปที่ที่ขายตั๋ว เจอพี่พนักงานสาวยืนมองหาเรา เราเลยยกมือไหว้ขอบคุณคุณน้า คุณน้าบอกจ้า โชคดีนะ เราก็ตอบกลับไปว่าโชคดีค่ะ ไปก่อนนะคะ
11.30 น. ก็นั่งรถยาวไปถึงบขส.ด่านช้างได้เลย เราถึงด่านช้างประมาณ 12.00 น. ค่ะ ที่บขส.จะมีวินมอเตอร์ไซค์ให้บริการด้วย พี่วินด่านช้างน่ารักค่ะ เป็นกันเองด้วย สามารถไปใช้บริการได้นะคะ ด่านช้างจะไม่มีบริการ Delivery เช่น Grab หรือ Uber แต่จะมีวินมอเตอร์ไซค์และ Love Delivery
สรุปแล้วการเดินทางครั้งนี้เรารู้สึกมีความสุขมาก ๆ เลยค่ะ เราไม่เคยนั่ง EV bus และรถเมล์เองเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราไปลองด้วยตัวเอง เมื่อก่อนเราเป็นคนที่ขี้อายมาก ๆ แม้กระทั่งนั่งรถตู้ก็กลัว กลัวทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าตะโกน ไม่กล้าถามเพราะกลัวคนอื่นจะมองเราไม่ดี เราเคยโดนว่าว่ากลัวอะไรไม่เข้าท่า กลัวทำไม อยากบอกว่าไม่ผิดเลยที่เราจะกลัว วันหนึ่งเราจะแกร่งขึ้นนะคะ จริง ๆ นะ อะไรที่คิดว่าไม่เคยทำได้มันก็ทำได้นี่ สุดยอดไปเลย ตอนนี้เราอายุจะ 25 ปีแล้ว เรารู้สึกว่าเราโตขึ้น และการสนทนากับคนแปลกหน้าไม่ใช่เรื่องน่าอาย และน่ากลัวอีกต่อไป แต่ก็ต้องพึงระวังไว้เสมอว่าทุกคนจะดีกับเราทุกคน ขอให้กล้าที่จะถามและขอความช่วยเหลือในสิ่งที่เราไม่รู้ และวันหนึ่งเราอาจจะกลายเป็นคนที่สามารถช่วยเหลือเพื่อนร่วมทางคนอื่นได้ไม่มากก็น้อย ถึงแม้ว่าลาดหญ้าไปด่านช้างจะเป็นระยะทางที่ไม่ไกล แต่ก็หวังว่าประสบการณ์นี้จะสามารถช่วยเหลือคนที่ต้องการข้อมูลส่วนนี้ในการเดินทาง ขอให้เดินทางปลอดภัยและมั่นใจเข้าไว้นะคะ และอย่าลืมเข้าห้องน้ำก่อนออกเดินทางด้วยนะคะ ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ค่ะ
ปล. รถเมล์ 411 มีเพจ Facebook เช็คเวลารอบรถแต่ละวัน และรถตู้สาย 994 ก็มีกลุ่ม Open Chat มีสามารถเช็ครอบรถได้