[CR] No.203 เทอม4 (2569) : สำรวจเรื่องเล่าขนหัวลุกในมหาลัยที่ถูกเล่าขานจนเป็นตำนานสยองขวัญทั่วประเทศ


- เพิ่งทราบภายหลังจากได้รับเชิญให้ไปชมรอบสื่อเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่าเรื่องนี้คือภาคต่อที่อยู่ในจักรวาลเดียวกันกับ มหาลัยสยองขวัญ (2552) ที่เคยดูเมื่อราว 17 ปีก่อน รวมถึงเป็นภาคต่อจาก เทอมสอง สยองขวัญ (2565) และ เทอม 3 (2567) ที่ยังไม่เคยดู ถึงกระนั้นไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลว่าจะดูรู้เรื่องหรือไม่ ? ในเมื่อสิ่งที่หนังเล่าล้วนเป็นเรื่องราวที่เคยได้ยินและอยู่คู่สังคมไทยมานาน ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อภูตผี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไสยศาสตร์ ตลอดจนตำนานเล่าขานในมหาวิทยาลัยที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นกันเป็นธรรมเนียมปฏิบัตินำมาเสนอออกเป็น 4 ตอนสั้น ๆ โดยแต่ละเรื่องที่มีเส้นราวเป็นเอกเทศจะไหลไปในครรลองเดียวกันผ่าน 4 ผุ้กำกับที่ได้โอน้อยออกว่าใครรับผิดชอบตอนไหน ? ภายในระยะเวลากว่า 2 ชั่วโมง 10 นาที ที่สนุก ตื่นเต้น ลุ้นระทึก หลากอารมณ์ให้ใส่ใจไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูนาฬิกาเพราะไม่ว่าหนังผีรวมตอนลักษณะนี้จะถูกหยิบมาสร้างอีกกี่ครั้งยังสามารถซื้อใจคนให้เข้าไปเสพได้เสมอ ส่วนชอบตอนไหนจะแถลงตามลำดับ


1. สะพานขาว กำกับโดย พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว
- ชอบอันดับ 2 ด้วยเพราะจากที่อ่านเรื่องย่อมาจนได้เข้าไปดูจริงเมื่อเห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดตรงบนสะพานเจ้าปัญหาแห่งนี้ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจบอกเลิกกันในหัวผมนึกถึงเรื่อง Together (2025) เข้ามาตรงที่หนังเผยจุดแตกหักของความสัมพันธ์ให้ทราบตั้งแต่ต้นก่อนจะค่อย ๆ ย้อนความหลังไปแบบ Flashback เพื่อให้ผมเห็นภาพความในใจและความสัมพันธ์ของตัวละครไปพร้อมกับ Events ที่กำลังเกิดขึ้นหลังจากนั้น แม้หนังไม่ได้เล่นกับแนวคิดการ "ติดกัน" ในเชิงกายภาพเหมือนเรื่องที่กล่าวถึงแต่ทำให้ผมลุ้นกับความพยายามของคน 2คนที่ต้องหาทางฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกันในเชิงชีวภาพจากบางสิ่งที่สิงสถิตอยู่ในสถานที่แห่งนี้พร้อมกับความร้าวฉานระหว่าง บอส กับ มายด์ ที่กำลังกัดกร่อนความผูกพันที่มีต่อกันมาตั้งแต่วันแรกที่คบไปทีละน้อย แม้ระหว่างทางมีจุดที่ทำให้สะดุดอยู่โดยเฉพาะการออกแบบหน้าตาของผีที่พอ Zoom ใกล้ ๆ กลับขำมากกว่าน่ากลัวจนไปลดทอนความหลอนที่กำลังปูพรมมาอย่างระทึกแต่ด้วยการได้สถานที่ซึ่งมีประวัติและเรื่องเล่าจริงมาเป็นฉากหลัง ช่วยยกระดับบรรยากาศและ Situation ตรงหน้าให้กลายเป็นหนัง Survival Horror Thriller ที่ทำเอาผมลุ้นจนเผลอเอามือกุมคอตัวเองเมื่อเห็นลวดถูกขึงอยู่กลางถนน ถึงบทสรุปจะคลี่คลายไปในทางที่คาดการณ์ได้อยู่แต่ไม่ปฏิเสธเลยว่าการแสดงของคุณเก้าและคุณวีคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ผมเชื่อในเรื่องราวหรือในความสัมพันธ์ได้สนิทใจโดยไม่จำเป็นต้องรู้ Details ทุกอย่างที่เลือกจะละไว้
    
2. เรือนนางสนม กำกับโดย ฐามุยา ทัศนานุกุลกิจ
- ชอบอันดับ 1 ด้วยเพราะวิธีการเล่าที่แตกต่างจากตอนอื่นอย่างเห็นได้ชัดว่ามันคือความอาร์ตในแบบที่คนชอบเสพงานลักษณะนี้อย่างผมรู้สึกถูกจริตไปกับมันเป็นอย่างยิ่ง แม้ระหว่างดูไม่ได้เข้าใจทุกนัยยะหรือทุกคำที่พยายามจะสื่อสารหลากรูปแบบแค่ได้เห็นวิสัยทัศน์แปลกตาทางเทคนิคก็เพียงพอจะทำให้รู้สึกตื่นเต้นไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนจอตั้งแต่ฉากเปิดด้วยการประเคนแสง สี เข้ามารัว ๆ ผ่านมุมกล้องของ บิว ช่างภาพสาวที่กำลังถ่ายภาพ เกรซ รุ่นน้องคณะแฟชั่นซึ่งยืนโพสท่าอยู่กลางป่าจนลูกตาพร่ามัวทั้งที่ก่อนหน้านั้นหนังได้ส่งสัญญาณเตือนไว้แล้วแต่ใครจะไปตรัสรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะมาแบบนี้ เอาเหอะถึงกระนั้น ความโดดเด่นของภาพไม่ได้ไปกลบเนื้อหา เพราะความที่มีเรื่องเล่าคอยเป็นลมใต้ปีกประคองไปตามทางที่ถลาไปไกลถึงขั้นวิพากษ์เชิงโครงสร้างถึงความพยายามไขว่คว้าหาแสงเพื่อให้มีตัวตนในสังคมที่นำเสนอออกมาได้เฉียบคมนั้นจึงทำให้สภาวะของหนังมีความก้ำกึ่งระหว่างความอินดี้กับความแมสตีคู่ผ่านการแสดงของคุณเอิงเอยและคุณโจริญในฐานะตัวแทนของคนละฝั่งประชันกันชนิดไม่มีใครยอมใครมากลบหายไปกับอากาศธาตุ อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัดด้านตัวละครและสถานที่ที่มีอยู่เพียงหยิบมือจึงเปิดพื้นที่ให้ทั้งคู่ได้ปลดปล่อยอารมณ์และประชันกันออกมาได้อย่างเต็มที่ภายในสเกลที่จำกัดจนนำไปสู่บทสรุปที่เปลี่ยนจากเรื่องเล่าลึกลับกลายเป็นมหกรรมเปิดท้ายขายของที่จัดหนักแจกโปรส่วนลดกันกระหน่ำด้วยภาพและเสียงสุดเกินจะพรรณนาอย่างไม่มีกั๊กที่ใกล้เคียงกับเรื่อง Suspiria (2018) จนหลอนกันเป็นบ้าไปเลยโดยเฉพาะ Sound ในเรื่องเนี่ย
 
3. คืนดีเดย์ กำกับโดย ชาคร ไชยปรีชา
- ชอบอันดับท้ายสุด สาเหตุหลักคือการมีอารมณ์ตลกแทรกเข้ามานี่แหละที่ผมไม่ชอบเท่าไหร่ ? ด้วยเพราะมันไปลดทอนความจริงจังของเนื้อหาที่กำลังตั้งใจติดตามสารที่ปักธงว่าด้วยเรื่องเล่าในมหาลัยว่าจะนำเสนอไปในรูปแบบไหน ?  ถึงอย่างนั้นไม่ปฏิเสธเลยว่าอารมณ์ขันมันช่วยเพิ่มอรรถรสให้เรื่องมีสีสันขึ้น เมื่ออยู่ในโหมดหนังผีหนังสยองด้วยกันนี้เป็นอะไรที่ Match ต่อการเล่นในเชิงจิกกัดเย้ยหยันต่อ Situations กันอย่างลงตัวแถมเป็นรสชาติที่ถูกจริตคนดูส่วนใหญ่อีกด้วยเพราะทันทีที่เปิดตัวมาเห็นเหล่านักศึกษากำลังทำพิธีรับน้องปี 1 โดยมี เป๋า, นุ้ย และ ชัตเตอร์ ตามลำดับก่อนที่นำพาเข้าสู่ช่วงเวลาที่รอคอยอย่างไม่ตั้งตัวเมื่อ 1 ในนั้นดันละเมิดกฎของคณะจนไปกระตุกบางสิ่งให้มาทักทายปุ๊ป เท่านั้นแหล่ะโทนของหนังจึงกลายเป็นความปั่นระหว่าง Comedy และ Horror ที่สามารถ Balance ระหว่างความหลอนกับความฮาในสไตล์ Urban Legends ออกมาได้เลยเถิดคำว่าลงตัวไปหน่อย แม้หลายมุกเฉย ๆ หรือมีขำประปรายกระทั่งไม่อินกับประเพณีรับน้องถึงอย่างนั้นขอชื่นชมการแสดงที่เข้าขากันแบบดรีมทีมของคุณแทด, คุณเจน และคุณตังโก้ ที่สามารถสร้างความสนุกและสอดแทรกเรื่องของมิตรภาพได้อย่างเพลิดเพลินโดยเฉพาะคนหลังนี้สำเนียงแหลงใต้ชับเปรี๊ยจนไม่ต้องลุ้นให้ปวดหัวว่าช่วงท้ายจะพาไปในทิศทางไหน ? ในเมื่อความเล่นไปเรื่อยของหนังมันใบ้ให้เราทราบเรียบร้อย


4. ห้องชมพู กำกับโดย สาลินี เขมจรัส
- ชอบอันดับ 3 จากการเปลี่ยนโหมดไปอีก way อย่างกะทันหันแบบที่ไม่ได้เตรียมใจมาก่อนว่าจะกระโจนใส่ผมได้อย่างอุกอาจต่อเส้นประสาททางอารมณ์จนเผลอสะดุ้งในใจขนาดนี้ แม้ก่อนหน้านั้นเริ่มมีการเอ๊ะในใจจากการปรากฏตัวของ 3 เกลออย่าง เชอรีน, ทิม และวายุ ต่อหน้าคะนิ้งที่กำลังกินข้าวอยู่ในโรงอาหารคณะตามลำพัง ถึงอย่างนั้นยังไม่ได้คิดอะไรต่อในเมื่อ Situations ขณะนั้นยังไหลไปเรื่อย ๆ ผ่านการที่ตัวคะนิ้งเพิ่งเข้ามาย้าย ณ ห้องเจ้าปัญหานี้ ขณะเดียวกันเรื่องเล่าก็ยังลอยกรอกหูเป็นระยะที่ค่อย ๆ ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ปนอยู่กับบรรยากาศการปรับตัวในสิ่งใหม่ ๆ ที่ดูเรียบง่ายและราบรื่นจนผิดสังเกตว่าไม่ปกติ แล้วด้วยความที่มีตัวละครไม่กี่คน และ Event ส่วนใหญ่สาละวนอยู่กับห้องเจ้าปัญหาเป็นหลัก นอกจากช่วยประติดประต่อสิ่งที่นำเสนอได้ง่ายแล้วยังเปิดทางให้หนังค่อย ๆ ไต่ระดับความระทึกภายในพื้นที่จำกัดได้อย่างสะพรึงกลัวต่อโสตสัมผัสหลายช่วงจนเกือบจะเอามือปิดลูกตาไม่ทันโดยเฉพาะตอนที่ตัวละครอยู่ในห้องน้ำแล้วมีใครบางคนคอยแอบมองเธออยู่นะจ๊ะหลายนาทีถึงขั้นที่เสียงในหัวดังขึ้นมาว่า "พอแล้ว ๆ หายใจไม่ออกแล้ว" นี่แหละคือสิ่งที่ประเคนทั้งความอึดอัด ความกดดัน จนหายใจไม่ทั่วท้องมากกว่าการโชว์อิทธิฤทธิของสิ่งที่สิงสถิตย์อยู่ในห้องออกมาเสนอหน้ารายงานตัวเสียอีก แม้ความน่ารักของคุณพั้นซ์ในฐานะเดอะแบกของเรื่องช่วยผ่อนคลายบรรยากาศมาคุให้โลกดูสดใสขึ้นมาได้บ้างก็ยังไม่สามารถลบภาพห้องน้ำออกไปจากหัวได้หมดซะทีแต่อย่างน้อยก็สามารถสะท้อนสังคมในรั้วมหาวิทยาลัยผ่านแง่มุมของการเข้าสังคมเป็นกรณีศึกษาได้น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
ชื่อสินค้า:   Review By EMistique
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่