เราทุกคนมีสิทธิในการแสดงออกของตนเอง...แต่ "ขอบเขต" มันอยู่ตรงไหน

สวัสดีครับ

ช่วงนี้เวลาไถฟีดโซเชียลมีเดีย หรือนั่งอ่านคอมเมนต์ในประเด็นร้อนต่างๆ เรามักจะเห็นประโยคคลาสสิกที่ว่า "มันเป็นสิทธิในการแสดงออกของฉัน (Freedom of Expression)" ถูกยกขึ้นมาอ้างอิงอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งในทางหลักการแล้ว มันถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ​ มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะคิด รู้สึก และสื่อสารสิ่งเหล่านั้นออกไป

แต่ในฐานะ "สัตว์สังคม" ที่ต้องอยู่ร่วมกัน พอมานั่งพิจารณาดูดีๆ คำว่าสิทธินี้มันไม่ใช่ Absolute Right หรือสิทธิที่ไร้ขอบเขตจำกัดขนาดนั้น เลยอยากชวนทุกคนมาลองถกกันในเชิงกึ่งวิชาการแบบย่อยง่ายดูครับว่า จริงๆ แล้ว "เส้นแบ่ง" หรือ "ขอบเขต" ของการแสดงออก มันควรจะลากไว้ตรงไหน?

ถ้าเราลองมองผ่านแว่นของนักปรัชญาการเมืองและกฎหมาย มันมีแนวคิดน่าสนใจอยู่ 2-3 ประเด็นที่เอามาจับกับสถานการณ์ปัจจุบันได้ดีครับ:

1.หลักความเสียหาย (Harm Principle) ของ จอห์น สจวร์ต มิลล์ (John Stuart Mill)
มิลล์เคยเสนอแนวคิดง่ายๆ แต่ทรงพลังว่า “เสรีภาพของเราจะสิ้นสุดลง ตรงที่เสรีภาพของคนอื่นเริ่มต้นขึ้น” พูดง่ายๆ คือ เรามีสิทธิทำหรือพูดอะไรก็ได้ ตราบใดที่สิ่งนั้น ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจ หรือก่อความเสียหาย (Harm) ให้กับผู้อื่น

คำถามชวนคิด : แล้วในยุคไซเบอร์ "ความเสียหาย" ที่ว่านี้ นับรวมความเสียหายทางจิตใจ (Mental Harm) จากการโดน Cyberbullying หรือการด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายไหม? หรือต้องเป็นความเสียหายเชิงกายภาพและทรัพย์สินเท่านั้น?

2.เสรีภาพในการแสดงออก VS การละเมิดสิทธิมนุษยชนคนอื่น
ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ สิทธิในการแสดงออกมักจะถูกจำกัดด้วยเรื่องของ การคุ้มครองชื่อเสียงของบุคคลอื่น (Reputation) และ ความมั่นคง/ความสงบเรียบร้อย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันเรามักจะเห็นการใช้ Hate Speech (ประทุษวาจา) หรือการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนอื่น แล้วเคลือบสิ่งนั้นด้วยคำว่า "Freedom of Speech"

ข้อสังเกต : การวิพากษ์วิจารณ์ "ความคิด/การกระทำ" (Critique) กับการโจมตี "ตัวตน/อัตลักษณ์" ของบุคคล (Personal Attack) มีเส้นแบ่งที่บางมากในโลกออนไลน์

3.เสรีภาพในการแสดงออก คือ "ลมหายใจ" ของประชาธิปไตย (Democratic Deliberation)
ถ้าเรามองในมุมของนักคิดสายประชาธิปไตยร่วมสมัยอย่าง เยือร์เกิน ฮาเบอร์มาส (Jürgen Habermas) เขาจะเน้นย้ำเรื่อง "พื้นที่สาธารณะ" (Public Sphere) ที่ทุกคนต้องสามารถมาถกเถียงกันด้วยเหตุผล (Rational Debate)ได้ ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ไม่ใช่แค่การเดินไปเข้าคูหาเลือกตั้งแล้วจบ แต่คือกระบวนการที่ประชาชนได้แลกเปลี่ยน ตรวจสอบ และวิพากษ์วิจารณ์เพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน ดังนั้น เสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of Speech) จึงเป็นเครื่องมือปกป้องเสียงส่วนน้อย และตรวจสอบอำนาจรัฐไม่ให้ใช้อำนาจตามใจชอบ หากรัฐหรือสังคมไปปิดกั้นไม่ให้คนพูด หรือสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว (Chilling Effect) จนคนไม่กล้าแสดงความเห็น ระบบตรวจสอบในระบอบประชาธิปไตยก็จะล่มสลายทันที

ประเด็นสุดท้ายที่น่าคิดมาก และส่งต่อให้ลูกเพจพันธุ์ทิปถกกันต่อได้ดีคือแนวคิดของ คาร์ล ป็อปเปอร์ (Karl Popper) ที่พูดถึง "Paradox of Tolerance" เขาบอกว่า:

"ถ้าสังคมเราอดทนอดกลั้นต่อทุกสิ่งทุกอย่างอย่างไม่มีขอบเขต (Absolute Tolerance) แม้กระทั่งกับสิ่งที่ไม่ยอมอดทนอดกลั้นต่อคนอื่น (The Intolerant) สุดท้ายแล้ว คนที่ไม่ยอมอดทนอดกลั้นเหล่านั้นจะลุกขึ้นมาทำลายความอดทนอดกลั้น และทำลายสังคมประชาธิปไตยลงในที่สุด"

พูดเป็นภาษาชาวบ้านคือ ในสังคมประชาธิปไตย เราจำเป็นต้อง "ไม่ยอมรับ" คนที่ใช้เสรีภาพเพื่อไปทำลายเสรีภาพของคนอื่น (เช่น คนที่ใช้เสรีภาพเพื่อปลุกระดมให้เกิดความรุนแรง หรือขับไล่คนเห็นต่างให้ออกไปจากสังคม) เพราะถ้าเราปล่อยให้คนเหล่านี้ทำอะไรก็ได้ สุดท้ายเสรีภาพของทุกคนจะหายไปหมด




สุดท้ายแล้ว คิดเห็นยังไงก็คอมเม้นได้ครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่