กองทุนฟื้นฟูหลังสงคราม ทรัมป์พร้อมที่จะให้อิหร่านมูลค่าประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ โดยบังคับกลุ่มประเทศอาหรับ จ่าย
สหรัฐฯ และอิสราเอล ไม่ควักเงินตัวเอง แถมกดขี่ด้วยการจ่ายเงินแบบมีเงื่อนไขผูกมัดขั้นรุนแรง และอิสราเอล อยากเป็นผู้โจมตีทำลายประเทศในภูมิภาคต่อได้ฝ่ายเดียวเท่านั้น
สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้วิธี "จับเสือมือเปล่า" โดยการผลักภาระค่าใช้จ่ายไปให้ประเทศเศรษฐีอาหรับจ่ายแทน และใช้เงินก้อนนั้นเป็นเหยื่อล่อให้อิหร่านยอมยุติโครงการนิวเคลียร์ โดยที่ตนเองไม่ต้องควักเงินสักบาทและไม่ต้องเซ็นยอมรับความผิดทางกฎหมายใด ๆ
จากการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลเรื่องข้อตกลงและ "กองทุนฟื้นฟู 300,000 ล้านดอลลาร์" นี้ เริ่มรายงานครั้งแรกโดยสำนักข่าวระดับโลกของสหรัฐฯ อย่าง The New York Times (NYT) ซึ่งหลังจากนั้น สื่อเครืออิสราเอลได้ใช้โอกาสนี้ในการโหมกระแสข่าวเพื่อแสดงความไม่พอใจ กดดันให้ทรัมป์ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในร่างข้อตกลงให้เข้มงวดกับอิหร่านมากขึ้น และเพื่อปกป้องผลประโยชน์กับฝั่งตนเอง
ทันทีที่กระแสข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป สื่อยิวและสื่อกระแสหลักในอิสราเอล (เช่น The Times of Israel, The Jerusalem Post, Ynet) ได้รีบนำประเด็นนี้มาขยายความต่ออย่างหนัก โดยมีลักษณะการปล่อยข่าวและวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมเฉพาะเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและความมั่นคงของฝ่ายตนเอง
ข้อเสนอเรื่องกองทุน 300,000 ล้านดอลลาร์ มีอยู่จริงในเอกสารเจรจา แต่ ยังไม่ได้มีการจ่ายเงิน และทรัมป์ยังไม่ได้ตกลงอนุมัติดีลนี้ แถมแฝงแนวคิดเข้ากับกองทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานได้รับการผลักดันจากทีมที่ปรึกษาใกล้ชิดของทรัมป์ เจเรด คุชเนอร์ และ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษด้านตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพื้นฐานมาจากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยหวังใช้เม็ดเงินจำนวนนี้
สื่อฝั่งขวาของทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้นำเรื่องเงิน 300,000 ล้านดอลลาร์นี้มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตีว่า ทรัมป์กำลังเสียสัตย์ เพราะในอดีตทรัมป์เคยโจมตีโอบามาอย่างรุนแรงตอนปลดล็อกเงินให้อิหร่านแค่ 1.7 พันล้านดอลลาร์ แต่ตอนนี้รัฐบาลทรัมป์กลับเปิดทางให้อิหร่านได้เงินมากกว่าเดิมหลายเท่า
สื่อสายความมั่นคงของอิสราเอล เช่น The Times of Israel ได้นำเสนอข่าวในเชิง วิจารณ์ว่าดีลนี้เป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่(Epochal Failure) ของสงคราม [The Times of Israel] มีการปล่อยมุมมองว่า ทรัมป์ยอม "ประนีประนอมให้อิหร่านมากเกินไป" เพียงเพราะต้องการจบสงครามให้ได้ตามคำหาเสียง
สรุปคือ อิสราเอล คัดค้านอย่างหนัก ขณะที่กลุ่มประเทศอาหรับร่ำรวยในอ่าวเปอร์เซีย ปัดภาระเรื่องการจ่ายเงิน เพราะไม่มีการรับประกันความมั่นคงใดๆเลย ในขณะที่ต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจย่ำแย่ลง จากการตัดสินใจของทรัมป์
อิหร่านยังไม่ตอบรับเงื่อนไขนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ
ที่ตั้งเงื่อนไขว่าอิหร่านจะเข้าถึงกองทุนนี้ได้ ก็ต่อเมื่อ อิหร่านยอมส่งมอบและทำลายยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงทั้งหมด รวมถึงยอมรับข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ แต่อิหร่านปฏิเสธ โดยระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 60 วันนี้ ควรโฟกัสแค่เรื่องการยุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องนิวเคลียร์
https://x.com/americafirst278/status/2060535015335678461
กองทุนฟื้นฟูหลังสงคราม ทรัมป์พร้อมที่จะให้อิหร่านมูลค่าประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ โดยบังคับกลุ่มประเทศอาหรับ จ่าย 😂😂
สหรัฐฯ และอิสราเอล ไม่ควักเงินตัวเอง แถมกดขี่ด้วยการจ่ายเงินแบบมีเงื่อนไขผูกมัดขั้นรุนแรง และอิสราเอล อยากเป็นผู้โจมตีทำลายประเทศในภูมิภาคต่อได้ฝ่ายเดียวเท่านั้น
สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้วิธี "จับเสือมือเปล่า" โดยการผลักภาระค่าใช้จ่ายไปให้ประเทศเศรษฐีอาหรับจ่ายแทน และใช้เงินก้อนนั้นเป็นเหยื่อล่อให้อิหร่านยอมยุติโครงการนิวเคลียร์ โดยที่ตนเองไม่ต้องควักเงินสักบาทและไม่ต้องเซ็นยอมรับความผิดทางกฎหมายใด ๆ
จากการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลเรื่องข้อตกลงและ "กองทุนฟื้นฟู 300,000 ล้านดอลลาร์" นี้ เริ่มรายงานครั้งแรกโดยสำนักข่าวระดับโลกของสหรัฐฯ อย่าง The New York Times (NYT) ซึ่งหลังจากนั้น สื่อเครืออิสราเอลได้ใช้โอกาสนี้ในการโหมกระแสข่าวเพื่อแสดงความไม่พอใจ กดดันให้ทรัมป์ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในร่างข้อตกลงให้เข้มงวดกับอิหร่านมากขึ้น และเพื่อปกป้องผลประโยชน์กับฝั่งตนเอง
ทันทีที่กระแสข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป สื่อยิวและสื่อกระแสหลักในอิสราเอล (เช่น The Times of Israel, The Jerusalem Post, Ynet) ได้รีบนำประเด็นนี้มาขยายความต่ออย่างหนัก โดยมีลักษณะการปล่อยข่าวและวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมเฉพาะเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและความมั่นคงของฝ่ายตนเอง
ข้อเสนอเรื่องกองทุน 300,000 ล้านดอลลาร์ มีอยู่จริงในเอกสารเจรจา แต่ ยังไม่ได้มีการจ่ายเงิน และทรัมป์ยังไม่ได้ตกลงอนุมัติดีลนี้ แถมแฝงแนวคิดเข้ากับกองทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานได้รับการผลักดันจากทีมที่ปรึกษาใกล้ชิดของทรัมป์ เจเรด คุชเนอร์ และ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษด้านตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพื้นฐานมาจากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยหวังใช้เม็ดเงินจำนวนนี้
สื่อฝั่งขวาของทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้นำเรื่องเงิน 300,000 ล้านดอลลาร์นี้มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตีว่า ทรัมป์กำลังเสียสัตย์ เพราะในอดีตทรัมป์เคยโจมตีโอบามาอย่างรุนแรงตอนปลดล็อกเงินให้อิหร่านแค่ 1.7 พันล้านดอลลาร์ แต่ตอนนี้รัฐบาลทรัมป์กลับเปิดทางให้อิหร่านได้เงินมากกว่าเดิมหลายเท่า
สื่อสายความมั่นคงของอิสราเอล เช่น The Times of Israel ได้นำเสนอข่าวในเชิง วิจารณ์ว่าดีลนี้เป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่(Epochal Failure) ของสงคราม [The Times of Israel] มีการปล่อยมุมมองว่า ทรัมป์ยอม "ประนีประนอมให้อิหร่านมากเกินไป" เพียงเพราะต้องการจบสงครามให้ได้ตามคำหาเสียง
สรุปคือ อิสราเอล คัดค้านอย่างหนัก ขณะที่กลุ่มประเทศอาหรับร่ำรวยในอ่าวเปอร์เซีย ปัดภาระเรื่องการจ่ายเงิน เพราะไม่มีการรับประกันความมั่นคงใดๆเลย ในขณะที่ต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจย่ำแย่ลง จากการตัดสินใจของทรัมป์
อิหร่านยังไม่ตอบรับเงื่อนไขนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ
ที่ตั้งเงื่อนไขว่าอิหร่านจะเข้าถึงกองทุนนี้ได้ ก็ต่อเมื่อ อิหร่านยอมส่งมอบและทำลายยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงทั้งหมด รวมถึงยอมรับข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ แต่อิหร่านปฏิเสธ โดยระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 60 วันนี้ ควรโฟกัสแค่เรื่องการยุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องนิวเคลียร์
https://x.com/americafirst278/status/2060535015335678461