เปิดค่าตั๋ว “รถไฟฟ้า” ทุกสายทุกสี ปี ’70 นั่งข้ามสายจ่าย “ครั้งเดียว”

ร่วม 16 ปีที่กระทรวงคมนาคมพยายามผลักดัน “ระบบตั๋วร่วม” นับจากจุดเริ่มต้น “บัตรโดยสารแมงมุม” ที่มีเป้าหมายจะให้ใช้บัตรใบเดียวใช้รถไฟฟ้าได้ทุกสายทุกสี รวมถึงเรือและรถเมล์
สุดท้ายยังเป็นได้แค่ “ตั๋วต่อ” เพราะผู้ใช้บริการยังต้องถือบัตรโดยสารหลายใบ ขณะที่หลายรัฐบาลพยายามชูนโยบายตั๋วรถไฟฟ้าราคาถูก เพื่อลดภาระค่าครองชีพ แต่การแจ้งเกิดโครงการก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด  เพราะรถไฟฟ้าแต่ละสายมีจุดเริ่มต้นคนละห้วงเวลาและระยะเวลาคงเหลือไม่เท่ากัน

เปิดค่าโดยสารทุกสายทุกสี
ปัจจุบันโครงสร้างค่าโดยสารรถไฟฟ้า “สายสีเขียว” แบ่งเป็นสายหลัก (สัมปทาน) ค่าโดยสาร 17-47 บาท และส่วนต่อขยาย 17-45 บาท นั่งตลอดสายจ่ายไม่เกิน 65 บาท “สายสีน้ำเงิน” บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค ค่าโดยสาร  17-45 บาท “สายสีม่วง” เตาปูน-บางใหญ่ ค่าโดยสาร 14-42 บาท

“สายสีแดง” พญาไท-สุวรรณภูมิ หรือแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ค่าโดยสาร 15-45 บาท “สายสีทอง” กรุงธนบุรี-คลองสาน ค่าโดยสาร 17 บาทตลอดสาย  “สายสีแดง” บางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชัน ค่าโดยสาร 12-42 บาท
“สายสีชมพู” แคราย-มีนบุรี ค่าโดยสาร 15-45 บาท และ “สายสีเหลือง” ลาดพร้าว-สำโรง ค่าโดยสาร 15-45 บาท ขณะที่ “สายสีส้ม” บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี กับ “สายสีม่วง” เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ จะเปิดใช้ในอนาคต ค่าโดยสารแต่ละเส้นทางอยู่ที่ 15-45 บาท



มาถึงยุคปัจจุบันแม้พระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 จะมีผลบังคับใช้แล้วทางนิตินัยเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568  แต่ทางพฤตินัยยังต้องรอการออกกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องและจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม ที่คาดว่าต้องใช้งบประมาณหลัก 1,000 ล้านบาท  รวมถึงเจรจาเอกชนผู้รับสัมปทานของแต่ละสาย เพื่อนำไปสู่การกำหนดอัตราโดยสารร่วมและให้บริการระบบตั๋วร่วมในอนาคต

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วมนัดแรก โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน เพื่อผลักดันนโยบายระบบตั๋วร่วมให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เริ่มจากรถไฟฟ้าที่ “พิพัฒน์” ตั้งเป้าจะคิกออฟภายในปี 2570 เพื่อลดภาระค่าครองชีพ


ปี’70 คิกออฟ “ระบบตั๋วร่วม”
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วมได้มีการอนุมัติกรอบดำเนินการระบบตั๋วร่วม โดยระยะแรกแต่ละสายยังยึดการจัดเก็บค่าโดยสารตามสัญญาเดิม แต่จะเก็บค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว เมื่อมีการเดินทางข้ามสาย เพื่อลดความซ้ำซ้อน พร้อมกับมีการกำหนดอัตราค่าเพดานสูงสุดไว้ไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยวการเดินทาง ซึ่งจะมีการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ขณะเดียวกันต้องเร่งจัดตั้งหน่วยงานเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และกำหนดแนวทางบริหารศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) ของระบบตั๋วร่วม  เพื่อเป็นตัวกลางในการเคลียร์หลังบ้าน รวมถึงให้สายสีเขียวติดตั้งระบบเพื่อให้รองรับบัตร EMV Contactless ได้เหมือนกับสายอื่น ๆ จะทำให้ผู้ใช้บริการมีความสะดวกมากขึ้น
ส่วนการเดินหน้าระบบตั๋วร่วมอย่างเต็มรูปแบบคงต้องรอผลการเจรจากับเอกชนตามนโยบายการบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว หรือ Single Ownership โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะเป็นผู้ดำเนินการรับโอนย้ายรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายมาบริหารจัดการ เพื่อให้รัฐสามารถจัดทำอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าในราคาเดียวกันได้

รฟม.ยกระดับบัตร EMV
ระหว่างรอระบบตั๋วร่วม ล่าสุดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ขานรับระบบ EMV โดย “กาจผจญ อุดมธรรมภักดี” ผู้ว่าการรฟม. กล่าวว่า ปัจจุบันรถไฟฟ้า  4 สายที่ รฟม.กำกับดูแล  ได้แก่ สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีเหลือง และสายสีชมพู สามารถรองรับการชำระค่าโดยสารด้วยบัตรมาตรฐาน EMV ทุกเส้นทาง
ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 จะยกเลิกบัตร MRT/MRT Plus เพื่อยกระดับระบบจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติให้รองรับบัตรมาตรฐาน EMV อย่างเต็มรูปแบบ หากผู้โดยสารไม่มีบัตร EMV แบบบัตรเครดิต หรือเดบิต สามารถเลือกใช้บัตรแมงมุม EMV ได้ เพื่อให้การเดินทางไร้รอยต่อและรองรับระบบตั๋วร่วมในอนาคต
แม้ “ระบบตั๋วร่วม” ในประเทศไทยอาจใช้เวลาผลักดันค่อนข้างนาน  เพราะเป็นเรื่องใหม่ แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเริ่มนับหนึ่งแล้ว!

แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่