KEY POINTS
หุ้นกลุ่มยางพาราได้รับความสนใจจากราคายางในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากภาวะสินค้าขาดแคลนและราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับตัวเลขส่งออกยางพาราเดือนเม.ย. 69 เติบโต 14% สะท้อนอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง
โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มองว่าราคาหุ้นตอบสนองต่อกระแสข่าวมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน จึงแนะนำกลยุทธ์ "เก็งกำไรระยะสั้น" หรือเทรดดิ้งตามรอบราคายางขาขึ้น แทนการถือครองระยะยาว
นักวิเคราะห์หลายสำนักยกให้ STA เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม โดยให้เหตุผลว่าได้รับประโยชน์จากราคายางขาขึ้นชัดเจน มีมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่ยังไม่แพง และคาดการณ์อัตราเงินปันผลตอบแทนสูงราว 5%
นักลงทุนต้องติดตามความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากสถานการณ์สงครามคลี่คลาย อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันและยางพาราปรับตัวลดลง ซึ่งจะกระทบต่อราคาหุ้นได้
“หุ้นกลุ่มยางพารา” กลับมาได้รับความสนใจ หลัง “ราคายางในตลาดโลก” ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากภาวะ “สินค้าขาดแคลน” ขณะที่ตัวเลขส่งออกไทยเดือนเม.ย. 2569 โต 23.1% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ด้าน “การส่งออกยางพารา” ขยายตัว 14% และช่วง 4 เดือนแรกโตสะสม 3.5% สะท้อนดีมานด์โลกยังแข็งแกร่ง
“วีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มยางพาราในช่วงนี้ มาจากทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคายางพาราให้ทยอยไต่ระดับขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ ข้อมูลล่าสุดยังสะท้อน “ยอดการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางของไทย” ยังเติบโตได้ดี ส่งผลเชิงบวกต่อผลประกอบการของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม และช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อหุ้นในกลุ่มยางพารา
สำหรับ หุ้นเด่นในกลุ่มฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มคำแนะนำ STA เป็น “ซื้อ” กำหนดราคาเป้าหมายใหม่ที่ 22 บาท โดยมองยังสามารถเข้าเก็งกำไรได้ตามทิศทางราคายางพาราที่อยู่ในรอบขาขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งที่ส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หากสถานการณ์สงครามเริ่มคลี่คลาย อาจทำให้ราคาน้ำมันและราคายางพาราชะลอตัวลง ซึ่งจะกระทบต่อโมเมนตัมการลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าวได้
“กรรณ์ หทัยศรัทธา”, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมยางพารากำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก หลังราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนสำคัญจากภาวะสินค้าขาดแคลนในตลาดโลก
ทั้งนี้ มองสถานการณ์ของกลุ่มยางพาราปัจจุบันยังมีปริมาณสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ในปีนี้ปัญหาโรคระบาดในผลผลิตยางพารามีน้อยลง ส่งผลให้ฝั่งซัพพลายยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
ขณะเดียวกัน ฝั่งอุปสงค์ยังคงแข็งแกร่ง โดยกระทรวงพาณิชย์พบตัวเลขการส่งออกรวมของไทยขยายตัวถึง 23% ส่วนการส่งออกยางพาราเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันสำหรับเดือนเมษายน 2569 การส่งออกยางพาราขยายตัวสูงถึง 14% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ภาพรวม 4 เดือนแรกของปี 2569 ยอดส่งออกสะสมเติบโตแล้ว 3.5% สะท้อนถึงดีมานด์ในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง
แม้แนวโน้มพื้นฐานของกลุ่มยางพาราจะยังแข็งแกร่ง แต่มองว่าราคาหุ้นหลายตัวในกลุ่มอาจเริ่มแพงเกินไปเล็กน้อย สำหรับการลงทุนระยะยาว โดยราคาหุ้นในช่วงนี้ตอบสนองต่อกระแสข่าวและตัวเลขรายเดือนมากกว่าปัจจัยพื้นฐานจากผลประกอบการ
ดังนั้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมในช่วงนี้เน้นเทรดดิ้ง หรือเก็งกำไรระยะสั้น มากกว่าการถือครองระยะยาว โดยคาดว่ายังสามารถเล่นรอบได้จนถึงช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามความเสี่ยงสำคัญจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะความเป็นไปได้ของข้อตกลงสันติภาพที่อาจเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้า ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงอาจส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์รวมถึงราคายางพาราปรับตัวลดลง หลังแรงหนุนจากภาวะสงครามเริ่มคลี่คลาย
“ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้นในกลุ่มยางพาราเริ่มกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกครั้ง หลังราคายางพาราในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ภาพรวมตัวเลขการส่งออกยางพารายังอยู่ในแดนลบก็ตาม ปัจจุบันราคายางในตลาดไซคอม (SICOM) ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงราว 220 เซนต์สหรัฐต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ราคาหุ้นในกลุ่มยางพาราเริ่มเคลื่อนไหวสอดคล้องกับทิศทางราคายางในตลาดโลกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในเชิงกลยุทธ์นักลงทุนยังสามารถใช้จังหวะดังกล่าวในการเข้าเก็งกำไรตามรอบของราคายางได้ เนื่องจากราคาหุ้นในกลุ่มมีแนวโน้มตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคายางค่อนข้างชัดเจน
สำหรับ หุ้นเด่นยังคงให้น้ำหนักไปที่ STA โดยมองว่าเป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากราคายางขาขึ้นได้ชัดเจนที่สุด ทั้งในแง่โครงสร้างธุรกิจและระดับมูลค่าหุ้นที่ยังอยู่ในเกณฑ์น่าสนใจ ทั้งนี้ ปัจจุบัน STA ซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 0.6 เท่าของมูลค่าทางบัญชี (Book Value) ซึ่งถือว่ายังมี Valuation ไม่แพงเมื่อเทียบกับศักยภาพการทำกำไร ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลยังอยู่ในระดับที่ดี โดยคาดว่าจะให้ Dividend Yield ราว 5% ต่อปี
“STA ยังคงเป็นหุ้นเด่นที่สุดในกลุ่มยางพาราในช่วงนี้ จากความชัดเจนในการได้รับอานิสงส์จากราคายางขาขึ้น ระดับราคาหุ้นที่ยังต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี และโอกาสรับเงินปันผลในระดับสูง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรตามรอบราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในระยะสั้นถึงกลาง”
‘กลุ่มยางพารา’ ขาขึ้น โบรกแนะ ‘เก็งกำไรสั้น’ ส่งออกโต-ราคาโลกพุ่ง
“วีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มยางพาราในช่วงนี้ มาจากทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคายางพาราให้ทยอยไต่ระดับขึ้นตามไปด้วย