วันนี้ผมไปเล่นรถไฟเหาะกับจินฮยองมา เลยใช้รูปนี้เป็นปกคลิป ส่วนสาเหตุที่มาไลฟ์วันนี้ก็เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองหายไปนานแล้ว เลยเปิดไลฟ์ขึ้นมาครับ
ตอนที่เราทัวร์ในอเมริกากับญี่ปุ่น มีหลายครั้งที่ผมมีอารมณ์ท่วมท้นขึ้นมา มีบางสิ่งบางอย่างที่ผมอยากจะบอกพวกคุณ
คุณรู้ไหมครับว่าท่อนที่เราร้องคาราโอเกะ (noraebang) แล้วเล่นเพลงเก่า ๆ วันนี้เราเล่นเพลง Attack on Bangtan แล้วมันเป็นเพลงเก่า12.5-13 ปี มันเลยทำให้ผมกลับไปคิดถึงพวกเราอีกครั้ง
สำหรับอัลบั้มนี้ เรากังวลกันมากครับ ผมเลยคิดว่าน่าจะมาพูดถึงมันให้พวกคุณฟังกันมากขึ้น
ตอนที่จินฮยองปลดประจำการ มันเป็นเวลาประมาณปีหนึ่งก่อนที่พวกเราที่เหลือจะได้ออกมา ตอนนั้น พวกเราทุกคนมีสภาพจิตใจที่แย่มาก พอจินฮยองปลดประจำการแล้วผมเล่นแซกโซโฟนน่ะครับ เนื่องจากจินฮยองกลับมา พวกเราเลยไปรวมตัวกัน น่าจะเป็นที่บ้านจีมิน จองกุกกำลังแย่มาก ทุกคนก็แย่มากเหมือนกันเพราะตอนนั้นพวกเราเพิ่งเข้าไปเป็นทหารยศต่ำสุด
เราร้องไห้กันจนตาปูด คุยกับในเรื่องแบบว่า ฮยองต้องเป็นคนทำให้วงมั่นคงแล้วก็ยึดพวกเราเอาไว้ด้วยกันให้แน่นนะ เราคุยกันทุกเรื่อง แล้วตอนนั้นเอง หลังจากที่ผ่านอะไรด้วยกันไปเยอะแล้ว เราก็ตัดสินใจแบบคร่าว ๆ ว่า เนื่องจากมีคนเป็นจำนวนมากที่รอเราอยู่ ดังนั้น พอกลับมาแล้ว เรามาทำอัลบั้มกันให้เร็วที่สุดกันเถอะ เพื่อตอบแทนคนที่รอคอยเรา แล้วเนื่องจากวันปลดประจำการของเมมเบอร์กระจุกตัวอยู่ในเดือนมิถุนายน กำหนดเวลาก็เลยเป็นช่วงนั้น
เราตัดสินใจทำ song camp ในเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม แล้วพวกเราก็ตั้งตารอมัน ในขณะที่พวกเราต้องเป็นทหารจนครบกำหนด จินฮยองกับโฮบิทำงานหนักมาก ทั้งเล่นคอนเสิร์ต แล้วก็ไปออกรายการวาไรตี้เยอะมาก เราเลยตัดสินใจกันว่าจะทำอัลบั้มให้เร็วที่สุดหลังจากที่ออกจากกรมแล้ว เพื่อตอบแทนคนที่รอคอยเราอยู่
แต่ปัญหาก็คือช่วง pre-sessions มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน/พฤษภาคม ก่อนที่เราจะปลดประจำการ เพลงที่มาจากช่วงนั้นก็มี BTB, Swim, Normal, Like Animals และPlease?
พอหลังออกจากกรม พวกเราไปรวมตัวกันที่แอลเอ เราใช้เวลาฟังเพลงทุกเพลงที่ทำออกมา ตอนนั้นมีอยู่ประมาณ 15 เพลงได้ แล้วพวกเราแต่ละคนมีความเห็นต่างกัน บางคนชอบเพลงนี้ อีกคนชอบเพลงนั้น คุณก็คงเห็นจากงานโซโล่แล้วว่าพวกเรามีรสนิยมที่ต่างกัน สิ่งที่พวกเราอยากแสดงให้พวกคุณเห็นก็ต่างกัน พวกเราเลยกังวลกันมากว่าเราจะออกอัลบัมยังไงหลังจาก 6 ปีครึ่ง แล้วเรายังต้องออกทัวร์กันด้วย
พวกเราจะนำสิ่งเหล่านี้มารวมกันได้ยังไงนะ? ถ้าเป็นวันเก่า ๆ มักจะผมหรือยุนกิฮยองที่เป็นคนนำพาพวกเราไปข้างหน้าเพราะเราฟังเพลงมาเยอะ แต่สำหรับตอนนี้ เมมเบอร์ทุกคน (ซึ่งนี่คือจุดแข็งของพวกเราเลย) แต่ตอนนี้พวกเราทุกคนต่างต้องการปกป้องความสัมพันธ์ที่ยิ่งใหญ่และมีค่าของพวกเราเอาไว้ พวกเราก็เลยระมัดระวังกันมากเลยฮะ
ดังนั้น ถ้ามีใครซักคนไม่ชอบอะไรบางอย่าง เราจะเคารพในจุดนั้น แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ มันทำให้ยากในการตัดสินใจ
เรามีห้องอยู่ 4 ห้อง เราเชิญนักแต่งเพลง คนประพันธ์เพลง โปรดิวเซอร์ นักดนตรีที่ยอดเยี่ยมเข้าไปไว้ในห้องพวกนั้น แล้วเราจะผลัดกันเข้าไปในแต่ละห้อง คนละวันกัน วันหนึ่ง ผมอาจจะเข้าไปห้องหนึ่งกับ JK แล้วทำงานอยู่ในนั้นทั้งวัน พออีกวันหนึ่ง ผมจะเข้าไปอีกห้องกับแทฮยองแล้วทำงานกันทั้งวัน จะมีคนอยู่ในนั้นประมาณ 5 คน ทำในสิ่งที่ทำได้เพื่อเขียนเพลงหนึ่งหรือสองเพลงออกมา
ตอนแรกเรายังไม่ได้ให้ Swim เป็นเพลงไตเติ้ลหรอกนะครับ เราอยากได้อะไรที่มีพลัง มีเอเนอจี้มากกว่านั้น BTS กำลังจะกลับมา อะไรควรเป็นเพลงไตเติ้ลของพวกเขา
ทุกอย่างที่พวกเราแต่ละคนพูดออกมาอาจเป็นคำตอบที่ถูก หรือไม่ใช่คำตอบที่ถูกก็ได้ บางคนอาจจะต้องการเพลงแบบ Dynamite และบางคนอาจจะต้องการเพลงแบบ ON หรืออะไรแบบ Hooligan ที่เพิ่งออกมา หรือบางคนอาจจะบอกว่า ไม่นะ BTS ต้องทำอะไรแบบSpring Day สิ
พวกเราทำเพลงกันมาหลายแนวมาก ดังนั้น ความชอบของคนเลยต่างกันออกไป แฟน ๆ ของพวกเราก็คงรู้สึกต่างกันเช่นกัน เมมเบอร์ของเราก็รู้สึกต่างกัน แต่ละฝ่ายก็รู้สึกต่างกัน มันยากมากที่จะได้ประชามติออกมา
สิ่งที่ยากก็คือ มันไม่มีคนที่เป็นหัวเรือใหญ่ (กัปตัน) ที่ชัดเจน คนที่เป็นลีดเดอร์หรือบอส ที่สามารถพูดออกมาได้อย่างหนักแน่นว่าสิ่งนี้ถูก สิ่งนี้ผิด แล้วก็นำทางไป แต่ในตอนนั้นมันยาก มันก็เลยทำงานลำบาก เราทำอัลบั้มนี้กันก่อนที่จะมีการกำหนดเส้นทางที่ชัดเจนน่ะครับ
เราคิดกันเอาไว้ว่าการตอบรับคงไม่ไปในทิศทางเดียวกันพออัลบั้มออกมา รวมถึงชื่ออัลบั้ม Arirang ด้วย แต่ถ้าพูดในฐานะคนหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการทำด้วยแล้วหละก็ ผมรู้สึกว่ามันเป็นปาฏิหาริย์ที่อัลบั้มนี้ออกมาได้ จริง ๆ นะครับ ไม่ว่าจะมีอะไรที่ขาดหายไป หรือมีคนไม่ชอบมัน ยังไงเราก็ออกอัลบั้มตามที่สัญญาเอาไว้ได้
เราจะเล่นคอนเสิร์ตและออกทัวร์กันอีกครั้ง แน่นอนว่าคราวนี้จะมีบางอย่างที่เราหวังให้มันแตกต่างออกไป เราทุกคนต่างมีที่เราหวังให้มันแตกต่าง แต่พวกเราจะทำมันให้ออกมาอย่างปลอดภัย โดยไม่มีใครออกจากวง ไม่มีใครบาดเจ็บ ไม่มีใครต้องขอลาหยุด
ต้องขอบคุณพวกคุณทุกคน สเกลของเราใหญ่ขึ้น อันที่จริงแล้วเราต้องใช้เวลาราว ๆ ปีครึ่งในการทำอัลบั้มหนึ่งออกมา เพราะว่ามีคนที่ต้องทำงานกับเราเยอะมาก โปรเจคต์นี้เลยเป็นโปรเจคต์ที่ยากมาก ๆ ที่ต้องทำออกมาให้ได้ ถ้าเกิดว่ามีอะไรที่คุณรู้สึกว่ามันขาดไป ก็อาจจะเป็นเพราะเราไม่มีผู้นำที่ชัดเจน แต่นี่คือสิ่งเดียวที่เราสามารถทำได้ และเป็นสิ่งเดียวที่สถานการณ์จะเอื้ออำนวยได้
เนื่องด้วยผมไม่ได้เป็น native speaker ผมเลยต้องทำงานร่วมกับนักแต่งเพลงจากสหรัฐ เพราะมันมีส่วนที่ผมอยากจะมั่นใจว่ามันออกมาดี
เพลง Body To Body ตอนแรกมันชื่อว่า Body On Body แล้วมันก็ sexual มาก ประมาณว่า "I need some body on body" ผมคิดว่าคุณคงพอจะเข้าใจไอเดีย มันเป็นเพลงที่พูดถึงเรื่องเพศ แล้วจะทำไมล่ะ พวกเราอายุ 30 กันแล้วนะ
แต่พวกเราไม่ได้อยากจะทำเพลงที่มัน sexual ขึ้นมาโดยไร้เหตุผล เราก็เลยคิดถึงเพลง Hand To Hand กันขึ้นมา มันเป็นเพลงของ Koreana ที่ใช้ใน Olympics 1988 เราเปลี่ยนมันเป็น Body To Body เราอยากได้เพลง anthem แบบนั้นน่ะครับ
มีการคุยกันเยอะมากว่าจะใส่เพลง Arirang เข้าไปดีไหม หลังจากฟังไป 3 รอบ ผมก็คิดว่า “มันมีเหตุผลของมัน” เป็นเพราะผมฟัง BTB โดยที่ไม่มีท่อนอารีรังมาเป็นเวลานาน ผมเลยรู้สึกแปลก แต่ไม่ว่ามันจะดูพยายามให้เกิดความรักชาติมากเกินหรือเปล่า จะคิดแบบนั้นก็ได้ แต่ถ้าเราคิดถึงมันตอนอยู่ในคอนเสิร์ต แล้วมีคนจำนวนมากจากทั่วโลกร้องเพลงนี้ รอคอยท่อนนี้ด้วยกัน มันเป็นภาพที่คุณไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้เลยหละครับ
มันมีคลิปที่ผมชอบมาก คลิปที่โฮบิเต้นแบบใส่เอเนอจี้เข้าไปเต็ม ผมชอบที่เราตัดสินใจเลือก Arirang เป็นชื่ออัลบั้ม ตัว Arirang เองสามารถนิยามแบบแคบ ๆ หรือกว้างได้ตามแต่ที่คุณจะชอบเลย แต่หนุ่มเกาหลี 7 คนนี้ที่กำลังพยายามเริ่มต้นใหม่ พวกเรา7 คน ท้ายที่สุดแล้ว ก็ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าหนุ่มบ้านนอกจากเกาหลีเลย
เมื่อวานหลังงาน AMAs เราคิดที่จะไปงาน after party สังสรรค์กับศิลปินคนอื่นหรือเหล่าโปรดิวเซอร์เหมือนกันครับ แต่ก็ไม่ได้ไป ผมกลัว แล้วเมมเบอร์ก็มีปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษ แถมบางคนยังไม่ชอบการสังสรรค์กับคนอื่นด้วย
BTS ต่างจากวงอื่นยังไงเหรอ? พวกเราทำอะไรกันไปบ้างตลอดหลายปีที่ผ่านมา? สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนในยุคนี้?
บอกตามตรง ไม่ว่าโปรดิวเซอร์คนไหนเข้ามาทำอัลบั้มใหม่ให้BTS หลังออกจากกรม มันก็จะเป็นเรื่องยากที่สุดเหมือนกัน ผมบอกเรื่องนี้กับทีมงานด้วยเช่นกันว่า นี่คือโปรเจคต์ที่โหดที่สุดในโลกแล้ว มันคือK-Pop แล้วเราออกมาหลังจากที่หายไปนาน เราผ่านอะไรมาหลายอย่างแล้วเวลามันก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เราจะแค่อยู่เงียบ ๆ ไม่ทำอะไรไม่ได้ แล้วถ้าเราจะเปลี่ยนแปลง เราควรจะเปลี่ยนมากแค่ไหนกันล่ะ?
RM เผยเบื้องหลังการอัลบั้ม Arirang “ยากที่สุดในโลก”
ตอนที่เราทัวร์ในอเมริกากับญี่ปุ่น มีหลายครั้งที่ผมมีอารมณ์ท่วมท้นขึ้นมา มีบางสิ่งบางอย่างที่ผมอยากจะบอกพวกคุณ
คุณรู้ไหมครับว่าท่อนที่เราร้องคาราโอเกะ (noraebang) แล้วเล่นเพลงเก่า ๆ วันนี้เราเล่นเพลง Attack on Bangtan แล้วมันเป็นเพลงเก่า12.5-13 ปี มันเลยทำให้ผมกลับไปคิดถึงพวกเราอีกครั้ง
สำหรับอัลบั้มนี้ เรากังวลกันมากครับ ผมเลยคิดว่าน่าจะมาพูดถึงมันให้พวกคุณฟังกันมากขึ้น
ตอนที่จินฮยองปลดประจำการ มันเป็นเวลาประมาณปีหนึ่งก่อนที่พวกเราที่เหลือจะได้ออกมา ตอนนั้น พวกเราทุกคนมีสภาพจิตใจที่แย่มาก พอจินฮยองปลดประจำการแล้วผมเล่นแซกโซโฟนน่ะครับ เนื่องจากจินฮยองกลับมา พวกเราเลยไปรวมตัวกัน น่าจะเป็นที่บ้านจีมิน จองกุกกำลังแย่มาก ทุกคนก็แย่มากเหมือนกันเพราะตอนนั้นพวกเราเพิ่งเข้าไปเป็นทหารยศต่ำสุด
เราร้องไห้กันจนตาปูด คุยกับในเรื่องแบบว่า ฮยองต้องเป็นคนทำให้วงมั่นคงแล้วก็ยึดพวกเราเอาไว้ด้วยกันให้แน่นนะ เราคุยกันทุกเรื่อง แล้วตอนนั้นเอง หลังจากที่ผ่านอะไรด้วยกันไปเยอะแล้ว เราก็ตัดสินใจแบบคร่าว ๆ ว่า เนื่องจากมีคนเป็นจำนวนมากที่รอเราอยู่ ดังนั้น พอกลับมาแล้ว เรามาทำอัลบั้มกันให้เร็วที่สุดกันเถอะ เพื่อตอบแทนคนที่รอคอยเรา แล้วเนื่องจากวันปลดประจำการของเมมเบอร์กระจุกตัวอยู่ในเดือนมิถุนายน กำหนดเวลาก็เลยเป็นช่วงนั้น
เราตัดสินใจทำ song camp ในเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม แล้วพวกเราก็ตั้งตารอมัน ในขณะที่พวกเราต้องเป็นทหารจนครบกำหนด จินฮยองกับโฮบิทำงานหนักมาก ทั้งเล่นคอนเสิร์ต แล้วก็ไปออกรายการวาไรตี้เยอะมาก เราเลยตัดสินใจกันว่าจะทำอัลบั้มให้เร็วที่สุดหลังจากที่ออกจากกรมแล้ว เพื่อตอบแทนคนที่รอคอยเราอยู่
แต่ปัญหาก็คือช่วง pre-sessions มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน/พฤษภาคม ก่อนที่เราจะปลดประจำการ เพลงที่มาจากช่วงนั้นก็มี BTB, Swim, Normal, Like Animals และPlease?
พอหลังออกจากกรม พวกเราไปรวมตัวกันที่แอลเอ เราใช้เวลาฟังเพลงทุกเพลงที่ทำออกมา ตอนนั้นมีอยู่ประมาณ 15 เพลงได้ แล้วพวกเราแต่ละคนมีความเห็นต่างกัน บางคนชอบเพลงนี้ อีกคนชอบเพลงนั้น คุณก็คงเห็นจากงานโซโล่แล้วว่าพวกเรามีรสนิยมที่ต่างกัน สิ่งที่พวกเราอยากแสดงให้พวกคุณเห็นก็ต่างกัน พวกเราเลยกังวลกันมากว่าเราจะออกอัลบัมยังไงหลังจาก 6 ปีครึ่ง แล้วเรายังต้องออกทัวร์กันด้วย
พวกเราจะนำสิ่งเหล่านี้มารวมกันได้ยังไงนะ? ถ้าเป็นวันเก่า ๆ มักจะผมหรือยุนกิฮยองที่เป็นคนนำพาพวกเราไปข้างหน้าเพราะเราฟังเพลงมาเยอะ แต่สำหรับตอนนี้ เมมเบอร์ทุกคน (ซึ่งนี่คือจุดแข็งของพวกเราเลย) แต่ตอนนี้พวกเราทุกคนต่างต้องการปกป้องความสัมพันธ์ที่ยิ่งใหญ่และมีค่าของพวกเราเอาไว้ พวกเราก็เลยระมัดระวังกันมากเลยฮะ
ดังนั้น ถ้ามีใครซักคนไม่ชอบอะไรบางอย่าง เราจะเคารพในจุดนั้น แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ มันทำให้ยากในการตัดสินใจ
เรามีห้องอยู่ 4 ห้อง เราเชิญนักแต่งเพลง คนประพันธ์เพลง โปรดิวเซอร์ นักดนตรีที่ยอดเยี่ยมเข้าไปไว้ในห้องพวกนั้น แล้วเราจะผลัดกันเข้าไปในแต่ละห้อง คนละวันกัน วันหนึ่ง ผมอาจจะเข้าไปห้องหนึ่งกับ JK แล้วทำงานอยู่ในนั้นทั้งวัน พออีกวันหนึ่ง ผมจะเข้าไปอีกห้องกับแทฮยองแล้วทำงานกันทั้งวัน จะมีคนอยู่ในนั้นประมาณ 5 คน ทำในสิ่งที่ทำได้เพื่อเขียนเพลงหนึ่งหรือสองเพลงออกมา
ตอนแรกเรายังไม่ได้ให้ Swim เป็นเพลงไตเติ้ลหรอกนะครับ เราอยากได้อะไรที่มีพลัง มีเอเนอจี้มากกว่านั้น BTS กำลังจะกลับมา อะไรควรเป็นเพลงไตเติ้ลของพวกเขา
ทุกอย่างที่พวกเราแต่ละคนพูดออกมาอาจเป็นคำตอบที่ถูก หรือไม่ใช่คำตอบที่ถูกก็ได้ บางคนอาจจะต้องการเพลงแบบ Dynamite และบางคนอาจจะต้องการเพลงแบบ ON หรืออะไรแบบ Hooligan ที่เพิ่งออกมา หรือบางคนอาจจะบอกว่า ไม่นะ BTS ต้องทำอะไรแบบSpring Day สิ
พวกเราทำเพลงกันมาหลายแนวมาก ดังนั้น ความชอบของคนเลยต่างกันออกไป แฟน ๆ ของพวกเราก็คงรู้สึกต่างกันเช่นกัน เมมเบอร์ของเราก็รู้สึกต่างกัน แต่ละฝ่ายก็รู้สึกต่างกัน มันยากมากที่จะได้ประชามติออกมา
สิ่งที่ยากก็คือ มันไม่มีคนที่เป็นหัวเรือใหญ่ (กัปตัน) ที่ชัดเจน คนที่เป็นลีดเดอร์หรือบอส ที่สามารถพูดออกมาได้อย่างหนักแน่นว่าสิ่งนี้ถูก สิ่งนี้ผิด แล้วก็นำทางไป แต่ในตอนนั้นมันยาก มันก็เลยทำงานลำบาก เราทำอัลบั้มนี้กันก่อนที่จะมีการกำหนดเส้นทางที่ชัดเจนน่ะครับ
เราคิดกันเอาไว้ว่าการตอบรับคงไม่ไปในทิศทางเดียวกันพออัลบั้มออกมา รวมถึงชื่ออัลบั้ม Arirang ด้วย แต่ถ้าพูดในฐานะคนหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการทำด้วยแล้วหละก็ ผมรู้สึกว่ามันเป็นปาฏิหาริย์ที่อัลบั้มนี้ออกมาได้ จริง ๆ นะครับ ไม่ว่าจะมีอะไรที่ขาดหายไป หรือมีคนไม่ชอบมัน ยังไงเราก็ออกอัลบั้มตามที่สัญญาเอาไว้ได้
เราจะเล่นคอนเสิร์ตและออกทัวร์กันอีกครั้ง แน่นอนว่าคราวนี้จะมีบางอย่างที่เราหวังให้มันแตกต่างออกไป เราทุกคนต่างมีที่เราหวังให้มันแตกต่าง แต่พวกเราจะทำมันให้ออกมาอย่างปลอดภัย โดยไม่มีใครออกจากวง ไม่มีใครบาดเจ็บ ไม่มีใครต้องขอลาหยุด
ต้องขอบคุณพวกคุณทุกคน สเกลของเราใหญ่ขึ้น อันที่จริงแล้วเราต้องใช้เวลาราว ๆ ปีครึ่งในการทำอัลบั้มหนึ่งออกมา เพราะว่ามีคนที่ต้องทำงานกับเราเยอะมาก โปรเจคต์นี้เลยเป็นโปรเจคต์ที่ยากมาก ๆ ที่ต้องทำออกมาให้ได้ ถ้าเกิดว่ามีอะไรที่คุณรู้สึกว่ามันขาดไป ก็อาจจะเป็นเพราะเราไม่มีผู้นำที่ชัดเจน แต่นี่คือสิ่งเดียวที่เราสามารถทำได้ และเป็นสิ่งเดียวที่สถานการณ์จะเอื้ออำนวยได้
เนื่องด้วยผมไม่ได้เป็น native speaker ผมเลยต้องทำงานร่วมกับนักแต่งเพลงจากสหรัฐ เพราะมันมีส่วนที่ผมอยากจะมั่นใจว่ามันออกมาดี
เพลง Body To Body ตอนแรกมันชื่อว่า Body On Body แล้วมันก็ sexual มาก ประมาณว่า "I need some body on body" ผมคิดว่าคุณคงพอจะเข้าใจไอเดีย มันเป็นเพลงที่พูดถึงเรื่องเพศ แล้วจะทำไมล่ะ พวกเราอายุ 30 กันแล้วนะ
แต่พวกเราไม่ได้อยากจะทำเพลงที่มัน sexual ขึ้นมาโดยไร้เหตุผล เราก็เลยคิดถึงเพลง Hand To Hand กันขึ้นมา มันเป็นเพลงของ Koreana ที่ใช้ใน Olympics 1988 เราเปลี่ยนมันเป็น Body To Body เราอยากได้เพลง anthem แบบนั้นน่ะครับ
มีการคุยกันเยอะมากว่าจะใส่เพลง Arirang เข้าไปดีไหม หลังจากฟังไป 3 รอบ ผมก็คิดว่า “มันมีเหตุผลของมัน” เป็นเพราะผมฟัง BTB โดยที่ไม่มีท่อนอารีรังมาเป็นเวลานาน ผมเลยรู้สึกแปลก แต่ไม่ว่ามันจะดูพยายามให้เกิดความรักชาติมากเกินหรือเปล่า จะคิดแบบนั้นก็ได้ แต่ถ้าเราคิดถึงมันตอนอยู่ในคอนเสิร์ต แล้วมีคนจำนวนมากจากทั่วโลกร้องเพลงนี้ รอคอยท่อนนี้ด้วยกัน มันเป็นภาพที่คุณไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้เลยหละครับ
มันมีคลิปที่ผมชอบมาก คลิปที่โฮบิเต้นแบบใส่เอเนอจี้เข้าไปเต็ม ผมชอบที่เราตัดสินใจเลือก Arirang เป็นชื่ออัลบั้ม ตัว Arirang เองสามารถนิยามแบบแคบ ๆ หรือกว้างได้ตามแต่ที่คุณจะชอบเลย แต่หนุ่มเกาหลี 7 คนนี้ที่กำลังพยายามเริ่มต้นใหม่ พวกเรา7 คน ท้ายที่สุดแล้ว ก็ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าหนุ่มบ้านนอกจากเกาหลีเลย
เมื่อวานหลังงาน AMAs เราคิดที่จะไปงาน after party สังสรรค์กับศิลปินคนอื่นหรือเหล่าโปรดิวเซอร์เหมือนกันครับ แต่ก็ไม่ได้ไป ผมกลัว แล้วเมมเบอร์ก็มีปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษ แถมบางคนยังไม่ชอบการสังสรรค์กับคนอื่นด้วย
BTS ต่างจากวงอื่นยังไงเหรอ? พวกเราทำอะไรกันไปบ้างตลอดหลายปีที่ผ่านมา? สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนในยุคนี้?
บอกตามตรง ไม่ว่าโปรดิวเซอร์คนไหนเข้ามาทำอัลบั้มใหม่ให้BTS หลังออกจากกรม มันก็จะเป็นเรื่องยากที่สุดเหมือนกัน ผมบอกเรื่องนี้กับทีมงานด้วยเช่นกันว่า นี่คือโปรเจคต์ที่โหดที่สุดในโลกแล้ว มันคือK-Pop แล้วเราออกมาหลังจากที่หายไปนาน เราผ่านอะไรมาหลายอย่างแล้วเวลามันก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เราจะแค่อยู่เงียบ ๆ ไม่ทำอะไรไม่ได้ แล้วถ้าเราจะเปลี่ยนแปลง เราควรจะเปลี่ยนมากแค่ไหนกันล่ะ?