หนีห่าว กวางโจว

อีกครั้งค่ะที่ธาราสินธุ์ ต้องเรียนท่านผู้อ่านพันทิปว่า รีวิวนี้ไม่ได้เป็นของธาราสินธุ์เอง หากแต่เป็นของคุณน้าที่เคารพของธาราสินธุ์

   สมัยนิตยสารยังเฟื่องฟู ท่านเคยเขียนในนิตยสารพลอยแกมเพชร และธาราสินธุ์เป็นหนึ่งใน FC ก็ได้ฝากตัวเป็น “หลานนอกไส้” มาจนถึงทุกวันนี้ เวลาท่านไปเที่ยวที่ไหน มีอะไรสนุก ๆ ก็จะกรุณาเขียนมาเล่าให้ฟัง ซึ่งความสนุกของเรื่องไม่ได้อยู่แค่รีวิวว่าไปกินไปเที่ยวที่ไหนมา แต่บางเรื่องยังเชื่อมโยงกับประสบการณ์ทำงาน และประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาของท่านด้วย
ทำให้อ่านสนุก เพลิดเพลิน และสำนวนเล่าเรื่องของท่านก็ยังร่วมสมัยมาก ๆ





เชิญอ่าน หนีห่าว กวางโจวได้เลยค่ะ


   ในที่สุดวันนั้นแห่งเดือนก็เวียนมาบรรจบอีกครั้งเป็นปีที่สอง… นั่น คือวันที่ลูกพี่เกิด อาการwanderlust ชวนน้องเลิฟให้ไปเที่ยวเมืองจีนโดยมีบ่งการ(ศัพท์ทหารค่ะ แปลว่าการสั่งการให้ปฏิบัติภารกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง) ว่า“ไปครั้งนี้ไม่มีการเล่นกอล์ฟ เน้นเฉพาะเรื่องกินอร่อยและช้อปปิ้งเท่านั้น”

   “ ดีค่ะ ชอบแล้วค่ะ” คือคำตอบโดยไม่ต้องคิดของสามสาวเช่นเคย เพราะเธอล้วนห่างเหินจากการเล่นกอล์ฟมาตั้งแต่วัยสาวปลาย ซึ่งตอนนั้นฝีมือเธอก็โหลยโท่ยเต็มทน เพราะมัวแต่เน้นชุดสวยเป็นหลัก ฝีมือเป็นรองอยู่แล้ว!

   อาหารเช้าบนเครื่องวันนั้นเป็นเมนู ให้เราเลือก แบบ’หยิน-หยาง‘ คือคนละขั้ว ไปเลยระหว่างบะหมี่หวานปานน้ำเชื่อมกับข้าวผัด hi sodium สงสัยแผนกเคเทอริ่งคงลืมอ่านคำเตือนของคุณหมอ จึงเห็นเพื่อนผู้โดยสารกว่าครึ่งละเลียด เพียงขนมปังทาเนยกับกาแฟ เซ็งเป็ดจริงๆ!
   Oh well! You win some, you lose some… that’s life!











   ดังนั้นอาหารจีนมื้อแรกในคืนนั้นจึงถูกใจยิ่งนักสำหรับสมาชิกทัวร์ผู้หิวโหยทั้ง 18 คน เพราะเจ้าภาพ‘ จัดใหญ่‘ สมฐานะด้วยโต๊ะจีนนั่งได้ 30 คนพร้อมอาหารจานแล้วจานเล่าและสุราฮะกึ๊น เติมแล้วเติมเล่า แบบไม่รู้จบอีกเช่นกัน!





   ขอย้อนกลับไปยังก้าวแรกบนแผ่นดินกวางโจว หน่อยนะคะ คุณเชื่อในทฤษฎีที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนมีคู่แฝดกันทั้งนั้นไม่ว่าคน สัตว์ สิ่งของและแม้แต่ถนนก็เถอะ เมื่อนั่งรถจากสนามบินเข้าตัวเมืองก็รู้สึกว่าเอ๊ะ! คุ้นตาจัง ทั้งๆ ที่ไม่เคยมา ก็เพราะว่าเหมือนกับถนนวิ่งเข้าเมืองนิวเดลี จากสนามบินอินทิรา คานธีเลย ทั้งความกว้างใหญ่ สองข้างทางเขียวขจีด้วยไม้คลุมดินและไม้ดอกสีสดใส สลับด้วยประติมากรรมร่วมสมัยเป็นช่วงๆ เพียงแต่ว่าที่จีนนี้สะอาดเนี้ยบกว่าหน่อยและพื้นถนนก็ไม่มีหลุมบ่อหรือร่องรอยปะ/ผุให้เห็นเลย อีกทั้งถนนในเมืองบางช่วงก็ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ทำให้นึกว่าเดินอยู่แถว Orchard Road ในสิงคโปร์ ประมาณนั้น


   ฉันว่าหน้าตาของถนนจากสนามบินนี้เปรียบเสมือนเป็น welcoming drink ที่จะฮีลใจอาคันตุกะหลังจากที่นั่งอุดอู้มาหลายชั่วโมง สร้าง expectation ดีๆ ที่นำไปสู่ตัวเมืองเบื้องหน้า และขากลับก็จะเป็นเสมือนมาลัยร่ำลาส่งความรู้สึกที่ดีงามให้ผู้มาเยือนได้จดจำกลับไปด้วย

    ส่วนในเมืองก็มีถนนกว้างขวาง สะอาดไร้ขยะ ตึกรามบ้านช่องก็ล้วนสูงและรูปร่างทันสมัย เรียบง่ายไม่เฉิ่ม หรือมี detail มากเหมือนบางประเทศ สาธารณูปโภคทั้งหลายของเขาก็เพียบพร้อม ไฟฟ้าใช้เป็นโซล่าเซลล์ และพลังลม ตามไฟจราจรทุกแยกจะติดกล้องบันทึกสถิติจำนวนรถที่ผ่านไปใน real time เพื่อนำไปวิเคราะห์ปรับเวลา สัญญาณไฟจราจรให้เหมาะสม ผู้รู้บอกว่า ที่เมืองเป็นระเบียบเรียบร้อยเช่นนี้เพราะ ถือว่าเป็นหน้าที่ ของนายกเทศมนตรี ถ้าทำให้เมือง green and clean ไม่ได้ก็ถือว่ามีความผิด!


   ที่พล่ามมายาวเหยียดเช่นนี้เพราะว่าเคยเห็นจีนมาแล้วด้วยตาตนเองทั้งในภาค before and after เมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว ได้มีโอกาสติดตามคณะผู้ใหญ่มาเยือนจีนในยุคต้นของท่านเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งขณะนั้นพื้นที่รอบเมืองเซี่ยงไฮ้ยังเป็นท้องทุ่งทำเกษตรกรรมอยู่เลย ผู้คนก็แต่งกายด้วยสีทึมๆ ขี่จักรยานเป็นฝูง เจ้าหน้าที่จีนได้บรรยายว่าประเทศเรายังล้าหลังประเทศไทยอยู่มาก แล้วตอนนี้เป็นยังไงล่ะ ฮึ?

   การที่จีนสามารถพัฒนาประเทศไปได้ อย่างน่าอัศจรรย์ ในเวลาเพียงไม่กี่ปีนับว่าเป็น the eighth wonder of the modern world เชียวนะ!

    เมืองจีนนี่ช่างมีคนจีนเเยะจริงๆ…. ก็แหงล่ะ! แต่ฉันหมายถึงว่ามองไปทางไหนก็เห็นแต่คน คน คน ไม่รู้มาจากไหนกันเต็มไปหมด ผู้รู้(คนเดิม) บอกว่าเมืองกวางโจวนี้มีพลเมืองจริงๆแค่ 19ล้านคนเท่านั้น แต่แห่เข้ามาทำงานจากต่างจังหวัดอีก 12 ล้านคนไม่นับรวมถึงนักท่องเที่ยวไทยอีก 18 คนนี้ และถ้าจะมาเที่ยวเมืองจีนขอแนะนำว่าอย่ามาในวันหยุดสุดสัปดาห์ วันนักขัตฤกษ์หรือเทศกาลใดๆทั้งสิ้น เพราะคนจีนเขาจะออกมาเที่ยวกันเอง ถ้าจะให้ดีมาในเดือนพฤศจิกายน/ธันวาคมอากาศกำลังสบาย พวกเรามาเอาในเดือนพฤษภาคมอากาศกำลังร้อนเหนอะหน่ะ ทำให้คณะมีข้ออ้างที่จะไม่ไปเที่ยวยังจุดท่องเที่ยวต่างๆว่า แก่แล้ว เหนื่อยแล้ว ร้อนแล้ว เดินไม่ไหวแล้วฯลฯ และจบลงด้วยประโยคเด็ดว่า สู้ไปเดิน ช้อปปิ้งในศูนย์การค้าเย็นๆดีกว่า 555! แต่ก็เอาใจไกด์หน่อยด้วยการยอมไปดูโรงงิ้วโบราณและชมคลองลิ้นจี่ที่ไหลเลี้ยวพาดเมืองอะไรเนี่ย




     ต่อไปนี้จะ เป็นเรื่องวิชาการหนักๆ ที่อิชั้นเขียนไปก็เบื่อไปเองเหมือนกัน


     เรื่องการทำธุรกิจค้าขายในเมืองจีนนี่ต้องมีเงินเย็นสักหน่อยนะคะ เพราะต้องจ่ายค่าเช่าร้านรวมทั้งค่าน้ำ ไฟและเงินประกันล่วงหน้าเป็นเวลาหนึ่งปี และพอสิ้นปีก็ต้องปิดบัญชีเคลียร์หนี้ให้หมด แล้วปีหน้าถึงจะมีสิทธิ์กู้เงินธนาคารได้ใหม่ GDP ของเมืองนี้เป็นอันดับหนึ่งของจีนค่ะ


    ที่นี่คดีอาชญากรรมเขามีน้อย ส่วนใหญ่เป็นคดีความด้านธุรกิจ(แปลว่าโกง) เสียมากกว่า เวลาคนจีนเขาทะเลาะกันจะเสียงดังโฉ่งฉ่างมากแต่จะไม่ ถึงกับมีการชกต่อยกัน เพราะกฎหมายเขาระบุว่าใครลงมือชกก่อนจะโดนข้อหาหนัก

   ทางการจีนเขาเอาจริงกับพวกโกงกินมากค่ะ ในยุคของท่านสีจิ้นผิงได้เอาข้าราชการใหญ่ๆติดคุกเป็นล้านคนแล้วด้วยทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องราชการ จะหลบหนีไปต่างประเทศโดยช่องทางธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติก็จะมีหมายศาลเรียกกลับมารับ ฟังข้อกล่าวหา ภายในวันที่กำหนด ถ้าไม่มาขึ้นศาล ก็จะถูกถอนสัญชาติทั้งโคตร ไม่ถึงกับเจ็ดชั่วโคตรหรอก แต่ก็โดนตั้งแต่พ่อ แม่ ลูก เมีย หลาน (ผู้รู้ไม่ได้เล่าว่าจะย้วยไปถึงพ่อตา แม่ยายด้วยหรือเปล่า!) และถ้าถูกตัดสินว่าผิด นอกจากตัวเองจะต้องโทษแล้วกรรมยังตกไปสู่รุ่นลูกด้วย คือไม่สามารถไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยหรือเดินทางออกนอกประเทศได้ ศาลของเขา เป็นที่พึ่งพิงของคนระดับรากหญ้าได้ อย่างแท้จริง


     อนึ่ง พวกที่เรียนจบจากต่างประเทศจะไม่ได้รับการบรรจุในภาคราชการที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติเพราะเขากลัวว่า อาจจะโดน หน่วยข่าวกรองของต่างประเทศเช่น CIA ล้างสมองหรือแทรกแซง จึงต้องไปทำงานภาคเอกชนแทน


     ตอนนี้จีนเขากำลังซีเรียสมากในเรื่องจริยธรรม เรื่องไร้สาระไม่ประเทืองปัญญาที่มอมเมาประชาชนโดยสื่อทั้งหลาย ทั้งทางภาพยนตร์โทรทัศน์และนวนิยายน้ำเน่าประเภทแม่ผัวตบตีลูกสะใภ้ หรือพระเอกCEO ปลอมตัวเป็นขอทาน เพื่อดูใจคนรัก และเรื่องเกี่ยวกับชายรักชาย หญิงรักหญิงนี่ไม่ได้เลย ถูกแบนแต๊ดแต๋แบบไม่ได้ผุดได้เกิดเลยทีเดียว!



     เอ้า! ตอนนี้ก็จะเข้าเรื่องปฏิบัติภารกิจตามบ่งการข้อ2กันละ คือการกระจายรายได้เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของจีนให้เฟื่องฟูยิ่งขึ้นหรืออีกนัยหนึ่งคือการเอาเนื้อหนูไปปะเนื้อช้าง

    และต้องขออภัยที่ บังอาจ เล่าเรื่องที่คนไทยกว่าครึ่งประเทศรู้ดีอยู่แล้ว เพราะว่าต่างก็เคยมากวางโจวกันคนละไม่รู้กี่ครั้ง แต่สำหรับฉัน ผู้เป็นกบอยู่ในกะลา ปีนี้เพิ่งเคยมากวางโจวเป็นครั้งแรกก็ย่อมตื่นเต้นเป็นธรรมดา จึงขอโม้เรื่องช้อปปิ้งให้ประชาชนอีกครึ่งหนึ่งของประเทศฟังหน่อยเถอะ


   ที่ศูนย์การค้าขายเสื้อผ้าส่วนใหญ่มักจะ1)ไม่มีห้องลองเสื้อ ต้องเสี่ยงเอาเอง2) ถ้าอยากลองชุดใดก็ต้องจ่ายตังค์ก่อน เขาจึงจะให้ลอง และถ้าไม่พอดีตัวก็สามารถเปลี่ยนไซส์ เปลี่ยนสีได้จนกว่าจะเป๊ะ แต่คุณเอ๊ย! สำหรับหญิงวัยงกๆเงิ่นๆนี่ลำบากมากก เพราะคนขายส่วนใหญ่มักไม่พูดภาษาอังกฤษ จะเจรจากันทีก็ต้องควักโทรศัพท์ออกมาเปิด แอปtranslateจะต่อราคา จะเปลี่ยนไซซ์เปลี่ยนสี ฯลฯ พอดีหมดเวลาช้อปปิ้งและ หลายร้าน ก็ให้จ่ายก่อนและมารับของในอีก 1 ชั่วโมงให้หลัง วุ่นวายมากขอบอก! ข้อมูล สำหรับแฟชั่นนิสต้า สียอดนิยมของปีนี้คือ สีน้ำตาลเข้มและเหลืองซีดเซียว และกางเกงขากว้างใส่สบายเป็นที่สุด ในราคามิตรภาพอย่าง แท้จริง
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่