
Timothy Dexter ชายที่ทำทุกอย่างผิด
แต่รวยทุกครั้งที่ผิด
.
ถ้าผมบอกว่ามีชายคนหนึ่ง ที่ไม่มีการศึกษา
ไม่มีความรู้ด้านธุรกิจ และตัดสินใจผิดพลาดทุกครั้งในชีวิต
แต่กลับรวยขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดในยุคนั้น
คุณจะเชื่อไหม?
เพราะถ้าเรื่องนี้เป็นหนัง
คนเขียนบทคงโดนไล่ออกตั้งแต่ฉากแรกแล้ว
.
เริ่มจากศูนย์จริงๆ
Timothy Dexter เกิดมาในครอบครัวยากจน
ไม่ได้เรียนหนังสือจริงจัง
งานแรกในชีวิตคือลูกจ้างฟอกหนัง
ฟังดูธรรมดามากจนน่าเบื่อ
แต่จุดเปลี่ยนของเขาคือการแต่งงานกับหญิงม่ายรวย
ทำให้มีทุนก้อนแรกในมือ
และนั่นคือตอนที่โลกกำลังจะได้เห็น
ว่าเงินในมือของคนที่ "ไม่รู้อะไรเลย"
จะเกิดอะไรขึ้น
.
ดีลแรก - โง่มาก แต่รวยจริง
หลังสงครามประกาศอิสรภาพของอเมริกา
รัฐบาลออกพันธบัตรสงครามมาเยอะมาก
แต่คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่ามันมีมูลค่าจริง
เลยเอาไปขายทิ้งในราคาเกือบฟรี
Dexter ซื้อกว้านเก็บหมด
ทุกคนหัวเราะเยาะเขา บอกว่าโง่มาก
ซื้อกระดาษขยะมากองไว้ทำไม
แต่ปรากฏว่าต่อมารัฐบาลประกาศชำระหนี้
พันธบัตรทั้งหมดในราคาเต็ม
Dexter รวยขึ้นมาในคืนเดียว
โดยที่ตัวเองอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น
.
ดีลที่สอง - ส่งถุงมือหนาวไปขายในแถบแคริบเบียน
ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิด
ถุงมือกันหนาว ไปขายในเขตร้อน
ที่คนใส่แค่กางเกงขาสั้นตลอดปี
ที่ปรึกษาทางธุรกิจทุกคนส่ายหน้า
แต่ Dexter ไม่ฟังใคร
เพราะเขาไม่มีที่ปรึกษาทางธุรกิจอยู่แล้ว
ปรากฏว่าพ่อค้าชาวสเปนที่อยู่แถวนั้นรับซื้อถุงมือทั้งหมด
เพื่อส่งต่อไปขายในแถบหนาวของละตินอเมริกา
Dexter ได้กำไรอีกครั้ง โดยบังเอิญล้วนๆ
.
ดีลที่สาม - ส่งถ่านหินไปขายที่ Newcastle
สำหรับคนที่ไม่รู้ Newcastle
คือเมืองที่ขุดและผลิตถ่านหินป้อนทั้งประเทศอังกฤษ
การส่งถ่านหินไปที่นั่น ก็เหมือนเราเอาน้ำไปขายที่แม่น้ำโขง
แต่บังเอิญ Dexter ส่งของไปถึงพอดีกับช่วงที่คนงานเหมืองหยุดประท้วง
ถ่านหินในเมืองขาดแคลน เขาเลยขายได้ราคาดีมาก
โชค? ใช่ครับ แต่มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนน่าขนลุก
.
ความแปลกที่ไม่แพ้เรื่องเงิน
พอรวยแล้ว Dexter ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบคนปกติ
เขาสร้างบ้านหรูแล้วตั้งรูปปั้นกว่า 40 ตัวรอบบ้าน
รวมถึงรูปปั้นของตัวเองด้วย และแน่นอนว่า...
ตั้งชื่อตัวเองว่า "Lord Timothy Dexter" แบบไม่มีใครแต่งตั้ง
แต่ที่แปลกที่สุดคือเขาจัดงานศพจำลองของตัวเองขณะยังมีชีวิตอยู่
เชิญคนมาร้องไห้อาลัยให้เขา
แล้วแอบซ่อนดูอยู่ในมุมหนึ่ง
มีคนมาร่วมงานหลายร้อยคน ร้องไห้กันระอุ
ยกเว้นคนเดียว นั่นคือภรรยาของเขาเอง
Dexter โกรธมาก ออกมาตีภรรยาต่อหน้าแขก
เพราะร้องไห้ไม่ออก
ไม่มีใครในห้องรู้ว่าควรจะทำอะไรต่อ
.
แล้วเราจะเรียนรู้อะไรจากชายคนนี้?
นี่คือคำถามที่น่าสนใจที่สุดครับ
เพราะถ้าพูดตามตรง Dexter ไม่ได้สอนสูตรสำเร็จอะไรเลย
เขาไม่มี framework ไม่มี mindset ที่ดี
ไม่มีแม้แต่ความรู้พื้นฐาน
แต่สิ่งที่เขามี คือ ความกล้าทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า
ไม่ใช่เพราะเขาเก่ง แต่เพราะเขาไม่รู้ว่ามันน่ากลัว
นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Dunning-Kruger Effect
คือคนที่รู้น้อยมักประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง
ทำให้กล้าลงมือในจุดที่คนฉลาดกว่าถอยหลัง
บางครั้งการไม่รู้ว่าอะไรเป็นไปไม่ได้
คือข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
.
สุดท้ายแล้ว...
Dexter ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีในการทำธุรกิจ
และผมก็ไม่ได้บอกให้ทำแบบเขา
แต่เขาสอนอะไรบางอย่างที่หนังสือ self-help
ไม่ค่อยพูดถึง นั่นคือ โลกนี้ไม่ได้ให้รางวัลแค่คนที่เก่งที่สุด
แต่ให้รางวัลคนที่อยู่ในสนามนานที่สุดด้วย
Timothy Dexter อยู่ในสนาม ทำผิดพลาด แล้วก็รวยทุกครั้งที่ผิด
.
แล้วคุณล่ะ กำลังรอให้ตัวเองพร้อมก่อนลงสนามอยู่ไหมครับ?
.
บทความโดย คุณอนันต์ กิตติ
Timothy Dexter ชายที่ทำทุกอย่างผิด แต่รวยทุกครั้งที่ผิด
Timothy Dexter ชายที่ทำทุกอย่างผิด
แต่รวยทุกครั้งที่ผิด
.
ถ้าผมบอกว่ามีชายคนหนึ่ง ที่ไม่มีการศึกษา
ไม่มีความรู้ด้านธุรกิจ และตัดสินใจผิดพลาดทุกครั้งในชีวิต
แต่กลับรวยขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดในยุคนั้น
คุณจะเชื่อไหม?
เพราะถ้าเรื่องนี้เป็นหนัง
คนเขียนบทคงโดนไล่ออกตั้งแต่ฉากแรกแล้ว
.
เริ่มจากศูนย์จริงๆ
Timothy Dexter เกิดมาในครอบครัวยากจน
ไม่ได้เรียนหนังสือจริงจัง
งานแรกในชีวิตคือลูกจ้างฟอกหนัง
ฟังดูธรรมดามากจนน่าเบื่อ
แต่จุดเปลี่ยนของเขาคือการแต่งงานกับหญิงม่ายรวย
ทำให้มีทุนก้อนแรกในมือ
และนั่นคือตอนที่โลกกำลังจะได้เห็น
ว่าเงินในมือของคนที่ "ไม่รู้อะไรเลย"
จะเกิดอะไรขึ้น
.
ดีลแรก - โง่มาก แต่รวยจริง
หลังสงครามประกาศอิสรภาพของอเมริกา
รัฐบาลออกพันธบัตรสงครามมาเยอะมาก
แต่คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่ามันมีมูลค่าจริง
เลยเอาไปขายทิ้งในราคาเกือบฟรี
Dexter ซื้อกว้านเก็บหมด
ทุกคนหัวเราะเยาะเขา บอกว่าโง่มาก
ซื้อกระดาษขยะมากองไว้ทำไม
แต่ปรากฏว่าต่อมารัฐบาลประกาศชำระหนี้
พันธบัตรทั้งหมดในราคาเต็ม
Dexter รวยขึ้นมาในคืนเดียว
โดยที่ตัวเองอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น
.
ดีลที่สอง - ส่งถุงมือหนาวไปขายในแถบแคริบเบียน
ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิด
ถุงมือกันหนาว ไปขายในเขตร้อน
ที่คนใส่แค่กางเกงขาสั้นตลอดปี
ที่ปรึกษาทางธุรกิจทุกคนส่ายหน้า
แต่ Dexter ไม่ฟังใคร
เพราะเขาไม่มีที่ปรึกษาทางธุรกิจอยู่แล้ว
ปรากฏว่าพ่อค้าชาวสเปนที่อยู่แถวนั้นรับซื้อถุงมือทั้งหมด
เพื่อส่งต่อไปขายในแถบหนาวของละตินอเมริกา
Dexter ได้กำไรอีกครั้ง โดยบังเอิญล้วนๆ
.
ดีลที่สาม - ส่งถ่านหินไปขายที่ Newcastle
สำหรับคนที่ไม่รู้ Newcastle
คือเมืองที่ขุดและผลิตถ่านหินป้อนทั้งประเทศอังกฤษ
การส่งถ่านหินไปที่นั่น ก็เหมือนเราเอาน้ำไปขายที่แม่น้ำโขง
แต่บังเอิญ Dexter ส่งของไปถึงพอดีกับช่วงที่คนงานเหมืองหยุดประท้วง
ถ่านหินในเมืองขาดแคลน เขาเลยขายได้ราคาดีมาก
โชค? ใช่ครับ แต่มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนน่าขนลุก
.
ความแปลกที่ไม่แพ้เรื่องเงิน
พอรวยแล้ว Dexter ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบคนปกติ
เขาสร้างบ้านหรูแล้วตั้งรูปปั้นกว่า 40 ตัวรอบบ้าน
รวมถึงรูปปั้นของตัวเองด้วย และแน่นอนว่า...
ตั้งชื่อตัวเองว่า "Lord Timothy Dexter" แบบไม่มีใครแต่งตั้ง
แต่ที่แปลกที่สุดคือเขาจัดงานศพจำลองของตัวเองขณะยังมีชีวิตอยู่
เชิญคนมาร้องไห้อาลัยให้เขา
แล้วแอบซ่อนดูอยู่ในมุมหนึ่ง
มีคนมาร่วมงานหลายร้อยคน ร้องไห้กันระอุ
ยกเว้นคนเดียว นั่นคือภรรยาของเขาเอง
Dexter โกรธมาก ออกมาตีภรรยาต่อหน้าแขก
เพราะร้องไห้ไม่ออก
ไม่มีใครในห้องรู้ว่าควรจะทำอะไรต่อ
.
แล้วเราจะเรียนรู้อะไรจากชายคนนี้?
นี่คือคำถามที่น่าสนใจที่สุดครับ
เพราะถ้าพูดตามตรง Dexter ไม่ได้สอนสูตรสำเร็จอะไรเลย
เขาไม่มี framework ไม่มี mindset ที่ดี
ไม่มีแม้แต่ความรู้พื้นฐาน
แต่สิ่งที่เขามี คือ ความกล้าทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า
ไม่ใช่เพราะเขาเก่ง แต่เพราะเขาไม่รู้ว่ามันน่ากลัว
นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Dunning-Kruger Effect
คือคนที่รู้น้อยมักประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง
ทำให้กล้าลงมือในจุดที่คนฉลาดกว่าถอยหลัง
บางครั้งการไม่รู้ว่าอะไรเป็นไปไม่ได้
คือข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
.
สุดท้ายแล้ว...
Dexter ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีในการทำธุรกิจ
และผมก็ไม่ได้บอกให้ทำแบบเขา
แต่เขาสอนอะไรบางอย่างที่หนังสือ self-help
ไม่ค่อยพูดถึง นั่นคือ โลกนี้ไม่ได้ให้รางวัลแค่คนที่เก่งที่สุด
แต่ให้รางวัลคนที่อยู่ในสนามนานที่สุดด้วย
Timothy Dexter อยู่ในสนาม ทำผิดพลาด แล้วก็รวยทุกครั้งที่ผิด
.
แล้วคุณล่ะ กำลังรอให้ตัวเองพร้อมก่อนลงสนามอยู่ไหมครับ?
.
บทความโดย คุณอนันต์ กิตติ