ทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาด หาเงินมาได้เท่าไหร่ สุดท้ายก็ไม่เหลือเงินเก็บ... เงินมันหายไปไหนหมด?
เชื่อว่านี่อาจเป็นคำถามในใจของใครหลายคนเลยใช่ไหมครับ
ยิ่งเวลาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แล้วนักวางแผนการเงินหรือผู้เชี่ยวชาญมักจะออกมาบอกว่า
“เราต้องออมเงินนะ ต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินไว้อย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายนะ”
ประโยคแรกที่มักจะผุดขึ้นมาในหัวของคนทำงานหาเช้ากินค่ำลในทันทีก็คือ
“โธ่คุณ... ลำพังแค่จะใช้ให้รอดไปวันๆ ยังแทบไม่พอเลย จะเอาเงินที่ไหนไปออม!”
ซึ่งมันคือเรื่องจริงของหลายๆคนเลยครับ!
ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นแบบนี้ การจะเจียดเงินมาออมมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แต่ถ้าเราลองโยนทฤษฎีการเงินยากๆ ทิ้งไป แล้วกลับมาดู “หลักพื้นฐานที่สุดของเรื่องการเงิน”
ซึ่งจริงๆ หัวใจสำคัญของมันมีอยู่เพียงข้อเดียวเท่านั้นครับ นั่นคือ...“ใช้ให้น้อยกว่าที่หามาได้”
เท่านั้นเลยครับ ฟังดูปัญญาอ่อนและกำปั้นทุบดินใช่ไหมครับ? แต่นี่คือสัจธรรมเลย
หลักการที่เรียบง่ายแต่สำหรับคนที่ไม่เคยควบคุมค่าใช้จ่ายของตัวเองมาก่อน บอกเลยว่าไม่ง่ายครับ
ดังนั้น สิ่งแรกที่เราต้องทำไม่ใช่การตั้งเป้าออมเงินก้อนใหญ่ แต่คือการ “ส่องกระจกดูพฤติกรรมตัวเอง”
ลองจดลองตามดูค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน แล้วคุณจะเห็นความจริงที่น่าตกใจว่า
เราใช้จ่ายเงินไปกับอะไรบ้าง เราอาจจะพบว่า รายรับกับรายจ่ายของเรามัน “เสียสมดุล” อยู่หรือเปล่า?
ซึ่งอาการเสียสมดุลนี้เกิดได้จาก 2 สาเหตุหลักๆ คือ รายได้น้อยเกินไป หรือไม่ก็ ค่าใช้จ่ายเยอะเกินไป
เมื่อเห็นปัญหาแล้ว วิธีแก้เกมการเงินในชีวิตจริงมีอยู่แค่ 2 ทางเลือกเท่านั้นครับ
มาดูกันว่าทางไหนตอบโจทย์เราที่สุด:
ทางเลือกที่ 1: “ลดค่าใช้จ่าย” (วิธีที่เร็วที่สุดและทำได้ทันที)
ถ้าเปรียบกระเป๋าตังค์เราเป็นถังน้ำที่มีรูรั่ว การลดค่าใช้จ่ายก็เหมือนการอุดรูรั่วเหล่านั้นครับ
ข้อดีของวิธีนี้คือ “ง่ายและเริ่มได้เลยวันนี้” ไม่ต้องรอใคร ไม่ต้องขออนุญาตใคร
ลองลดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปทีละนิด เช่น ลดการสั่งเครื่องดื่ม กาแฟ ชานมไข่มุกลง
หรือเช็กดูพวกแอปพลิเคชันรายเดือนที่สมัครทิ้งไว้แต่ไม่ได้เปิดดู การลดรายจ่ายตรงนี้
จะทำให้เรามีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นทันทีในวันนั้น โดยไม่ต้องเหนื่อยแรงเพิ่ม
ทางเลือกที่ 2: “เพิ่มรายได้” (วิธียั่งยืน แต่ต้องใช้ทักษะและเวลา)
การลดค่าใช้จ่ายมันมีเพดานจำกัดครับ เพราะยังไงคนเราก็ต้องกินต้องใช้ ข้าวสารอาหารแห้งยังไงก็ต้องซื้อ
ดังนั้นถ้าลดจนสุดทางแล้วเงินยังไม่พอ แปลว่าโจทย์ของเราคือ “รายได้น้อยเกินไป” วิธีแก้คือต้องตักน้ำเข้าถังเพิ่ม
แต่การเพิ่มรายได้มันไม่ง่ายเหมือนการประหยัดเงินครับ เพราะมันต้องใช้ “ทักษะ (Skill) และเวลา”
คุณอาจจะต้องไปเรียนรู้วิธีการทำอาชีพเสริม, ฝึกฝนทักษะใหม่ๆ เพื่ออัปเงินเดือน, หรือหาของมาขายออนไลน์
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้งอกเงยขึ้นมาในชั่วข้ามคืน
สุดท้ายแล้วเรื่องการเงินไม่มีสูตรสำเร็จ ตายตัวครับ
หากวันนี้คุณรู้สึกว่าชีวิตมันตึงจัดจนออมเงินไม่ไหว อย่าเพิ่งท้อและอย่าเพิ่งกดดันตัวเองจนหมดพลัง
ลองเริ่มจากวิธีที่ “ง่ายและเร็วที่สุด” ก่อน นั่นคือการกลับมาตรวจสอบและ “ลดค่าใช้จ่าย” ส่วนเกิน
เพื่อสร้างลมหายใจและสภาพคล่องให้กระเป๋าตังค์ในปัจจุบัน จากนั้นค่อยแบ่งเวลาและพลังงานที่เหลือ
ไปคิดอ่านพัฒนาตัวเองเพื่อ “เพิ่มรายได้” ในอนาคต จำไว้ครับว่า หัวใจสำคัญไม่ใช่การหักดิบออมเงิน
จนชีวิตแห้งเหี่ยว แต่คือการจัดสมดุลให้รายรับมากกว่ารายจ่ายให้ได้ก่อน เมื่อไหร่ที่สมการนี้เป็นบวก...
เมื่อนั้นประตูสู่ “เงินออม” จะเปิดออกเองโดยที่คุณไม่ต้องเค้นแรงเลยครับ
การออมเงินในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ยาขมหม้อใหญ่ของวัยทำงาน ทำไง!! เมื่อจะใช้ยังแทบไม่พอ
เชื่อว่านี่อาจเป็นคำถามในใจของใครหลายคนเลยใช่ไหมครับ
ยิ่งเวลาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แล้วนักวางแผนการเงินหรือผู้เชี่ยวชาญมักจะออกมาบอกว่า
“เราต้องออมเงินนะ ต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินไว้อย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายนะ”
ประโยคแรกที่มักจะผุดขึ้นมาในหัวของคนทำงานหาเช้ากินค่ำลในทันทีก็คือ
“โธ่คุณ... ลำพังแค่จะใช้ให้รอดไปวันๆ ยังแทบไม่พอเลย จะเอาเงินที่ไหนไปออม!”
ซึ่งมันคือเรื่องจริงของหลายๆคนเลยครับ!
ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นแบบนี้ การจะเจียดเงินมาออมมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แต่ถ้าเราลองโยนทฤษฎีการเงินยากๆ ทิ้งไป แล้วกลับมาดู “หลักพื้นฐานที่สุดของเรื่องการเงิน”
ซึ่งจริงๆ หัวใจสำคัญของมันมีอยู่เพียงข้อเดียวเท่านั้นครับ นั่นคือ...“ใช้ให้น้อยกว่าที่หามาได้”
เท่านั้นเลยครับ ฟังดูปัญญาอ่อนและกำปั้นทุบดินใช่ไหมครับ? แต่นี่คือสัจธรรมเลย
หลักการที่เรียบง่ายแต่สำหรับคนที่ไม่เคยควบคุมค่าใช้จ่ายของตัวเองมาก่อน บอกเลยว่าไม่ง่ายครับ
ดังนั้น สิ่งแรกที่เราต้องทำไม่ใช่การตั้งเป้าออมเงินก้อนใหญ่ แต่คือการ “ส่องกระจกดูพฤติกรรมตัวเอง”
ลองจดลองตามดูค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน แล้วคุณจะเห็นความจริงที่น่าตกใจว่า
เราใช้จ่ายเงินไปกับอะไรบ้าง เราอาจจะพบว่า รายรับกับรายจ่ายของเรามัน “เสียสมดุล” อยู่หรือเปล่า?
ซึ่งอาการเสียสมดุลนี้เกิดได้จาก 2 สาเหตุหลักๆ คือ รายได้น้อยเกินไป หรือไม่ก็ ค่าใช้จ่ายเยอะเกินไป
เมื่อเห็นปัญหาแล้ว วิธีแก้เกมการเงินในชีวิตจริงมีอยู่แค่ 2 ทางเลือกเท่านั้นครับ
มาดูกันว่าทางไหนตอบโจทย์เราที่สุด:
ทางเลือกที่ 1: “ลดค่าใช้จ่าย” (วิธีที่เร็วที่สุดและทำได้ทันที)
ถ้าเปรียบกระเป๋าตังค์เราเป็นถังน้ำที่มีรูรั่ว การลดค่าใช้จ่ายก็เหมือนการอุดรูรั่วเหล่านั้นครับ
ข้อดีของวิธีนี้คือ “ง่ายและเริ่มได้เลยวันนี้” ไม่ต้องรอใคร ไม่ต้องขออนุญาตใคร
ลองลดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปทีละนิด เช่น ลดการสั่งเครื่องดื่ม กาแฟ ชานมไข่มุกลง
หรือเช็กดูพวกแอปพลิเคชันรายเดือนที่สมัครทิ้งไว้แต่ไม่ได้เปิดดู การลดรายจ่ายตรงนี้
จะทำให้เรามีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นทันทีในวันนั้น โดยไม่ต้องเหนื่อยแรงเพิ่ม
ทางเลือกที่ 2: “เพิ่มรายได้” (วิธียั่งยืน แต่ต้องใช้ทักษะและเวลา)
การลดค่าใช้จ่ายมันมีเพดานจำกัดครับ เพราะยังไงคนเราก็ต้องกินต้องใช้ ข้าวสารอาหารแห้งยังไงก็ต้องซื้อ
ดังนั้นถ้าลดจนสุดทางแล้วเงินยังไม่พอ แปลว่าโจทย์ของเราคือ “รายได้น้อยเกินไป” วิธีแก้คือต้องตักน้ำเข้าถังเพิ่ม
แต่การเพิ่มรายได้มันไม่ง่ายเหมือนการประหยัดเงินครับ เพราะมันต้องใช้ “ทักษะ (Skill) และเวลา”
คุณอาจจะต้องไปเรียนรู้วิธีการทำอาชีพเสริม, ฝึกฝนทักษะใหม่ๆ เพื่ออัปเงินเดือน, หรือหาของมาขายออนไลน์
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้งอกเงยขึ้นมาในชั่วข้ามคืน
สุดท้ายแล้วเรื่องการเงินไม่มีสูตรสำเร็จ ตายตัวครับ
หากวันนี้คุณรู้สึกว่าชีวิตมันตึงจัดจนออมเงินไม่ไหว อย่าเพิ่งท้อและอย่าเพิ่งกดดันตัวเองจนหมดพลัง
ลองเริ่มจากวิธีที่ “ง่ายและเร็วที่สุด” ก่อน นั่นคือการกลับมาตรวจสอบและ “ลดค่าใช้จ่าย” ส่วนเกิน
เพื่อสร้างลมหายใจและสภาพคล่องให้กระเป๋าตังค์ในปัจจุบัน จากนั้นค่อยแบ่งเวลาและพลังงานที่เหลือ
ไปคิดอ่านพัฒนาตัวเองเพื่อ “เพิ่มรายได้” ในอนาคต จำไว้ครับว่า หัวใจสำคัญไม่ใช่การหักดิบออมเงิน
จนชีวิตแห้งเหี่ยว แต่คือการจัดสมดุลให้รายรับมากกว่ารายจ่ายให้ได้ก่อน เมื่อไหร่ที่สมการนี้เป็นบวก...
เมื่อนั้นประตูสู่ “เงินออม” จะเปิดออกเองโดยที่คุณไม่ต้องเค้นแรงเลยครับ