🕵‍♂️ไขปริศนา "เสาโอเบลิสก์แห่งอาสวาน" เสายักษ์1,200 ตัน! ที่สร้างไม่เสร็จ 🏗🪨

🕵‍♂️ไขปริศนา "เสาโอเบลิสก์แห่งอาสวาน" เสายักษ์1,200 ตัน! ที่สร้างไม่เสร็จ
🏗🪨
เสาหินโอเบลิสก์ที่ยังสร้างไม่เสร็จแห่งอาสวาน (The Unfinished Obelisk of Aswan) ถือเป็นหนึ่งในหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดในโลก เพราะมันเปิดเผย "กระบวนการทำงาน" และเทคนิควิศวกรรมหินของชาวอียิปต์โบราณที่ไม่มีบันทึกไว้ในกระดาษปาปิรุสชิ้นใด

​หากมันถูกสร้างได้สำเร็จ มันจะกลายเป็นเสาหินโบราณชินเดียว (Monolith) ที่ใหญ่และหนักที่สุดในโลกเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา

☆☆☆ข้อมูลทางกายภาพระดับมหึมา☆☆☆
🏛 ​ความยาว (หากเสร็จสมบูรณ์) ประมาณ 42 เมตร หรือ 137 ฟุต (ยาวกว่าเสาโอเบลิสก์ทุกต้นที่เคยตั้งตระหง่านในอียิปต์ และสูงกว่าตึก 10 ชั้น)

🏛 ​น้ำหนักโดยประมาณ เกือบ 1,200 ตัน (หรือประมาณ 1.16 ล้านกิโลกรัม) ซึ่งเทียบเท่ากับน้ำหนักของช้างแอฟริกาโตเต็มวัยราวๆ 200 เชือกมารวมกัน

🏛​ ชนิดของหิน หินแกรนิตสีชมพู (Pink Granite) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่ง ทนทาน และสกัดได้ยากมาก แหล่งหินที่อาสวานนี้เป็นแหล่งหินหลักที่ใช้สร้างวิหารและโลงพระศพของฟาโรห์หลายพระองค์

☆☆☆ประวัติและข้อสันนิษฐานผู้สร้าง☆☆☆
👸 ​นักโบราณคดีส่วนใหญ่เชื่อว่า เสาโอเบลิสก์ต้นนี้ถูกสั่งให้สร้างขึ้นในสมัยราชอาณาจักรใหม่ (New Kingdom) โดย ราชินีฮัตเชปซุต (Hatshepsut) ฟาโรห์หญิงผู้ทรงอิทธิพล (ราว 3,500 ปีมาแล้ว) เพื่อนำไปตั้งคู่กับเสาโอเบลิสก์อีกต้นที่วิหารกรรณัก (Karnak Temple) ในเมืองลักซอร์ แต่ก็มีนักวิชาการบางกลุ่มแย้งว่าอาจจะสร้างขึ้นในสมัยของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 1 (Thutmose I) ซึ่งเป็นพระบิดาของพระนาง

🤔 ​สิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรยุคปัจจุบันทึ่งที่สุดคือ พื้นผิวและร่องรอยด้านข้างของเสาหิน

⚒️ ชาวอียิปต์โบราณไม่ได้ใช้เครื่องมือเหล็กหรือสัมฤทธิ์ในการขุดร่องรอบเสา เพราะหินแกรนิตแข็งเกินไป พวกเขาใช้ลูกบอลหิน โดเลอไรต์ (Dolerite) ซึ่งเป็นหินอัคนีที่มีความแข็งกว่าแกรนิต หนักประมาณ 5-6 กิโลกรัม ทุบกระแทกลงไปบนผิวหินซ้ำๆ เพื่อให้หินแกรนิตค่อยๆ แตกออกเป็นผง

⚒️ ร่องรอยที่ทิ้งไว้รอบตัวเสามีลักษณะเว้าและเรียบเนียนเป็นลอนๆ (ดังภาพด้านบน) ราวกับมีคนใช้ช้อนอุ่นๆ ตักลงไปบนไอศกรีม นักวิจัยเรียกมันว่า "การตัก" (Scooping) ซึ่งเป็นแนวรอยทางที่ต่อเนื่องและแม่นยำมาก เทคนิคผิวโค้งเว้าแบบนี้แทบไม่พบที่อื่นในอียิปต์ แต่กลับไปคล้ายคลึงกับเทคนิคการแต่งหินยักษ์ในอเมริกาใต้ เช่น ที่มาชู ปิกชู หรือ ซัคเซฮัวมัน

⚒️ ในขั้นตอนการเซาะฐานล่างเพื่อตัดขาดเสาออกจากชั้นหินดินเดิม คนงานจะเจาะรูเป็นแนว แล้วตอก ลิ่มไม้แห้ง เข้าไป จากนั้นราดน้ำให้ชุ่ม เมื่อไม้ดูดซับน้ำจะขยายตัวออกอย่างช้าๆ แรงดันมหาศาลจากไม้ที่ขยายตัวจะช่วยดันให้เนื้อหินแกรนิตแยกตัวออกจากกันตามแนวเส้นตรงอย่างแม่นยำ

⁉️ทำไมถึงถูกทิ้งร้าง

💢​ ในขณะที่การขุดเจาะรอบตัวเสาเกือบจะเสร็จสมบูรณ์และเตรียมจะตัดฐานเพื่อเคลื่อนย้าย กลับเกิด "รอยแตกฝังลึก" (Fissure) ปรากฏขึ้นบนเนื้อหินแกรนิตอย่างกะทันหัน

💢 ​เนื่องจากเสาโอเบลิสก์เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจของฟาโรห์และการเชื่อมต่อกับเทพเจ้า (เทพรา - เทพแห่งดวงอาทิตย์) โครงสร้างจึงต้องสมบูรณ์แบบและไร้ตำหนิ รอยแตกร้าวนั้นทำให้เสาหินหมดคุณค่าลงทันที หากดึงดันจะยกขึ้น เสาก็อาจหักครึ่งและสร้างความเสียหายร้ายแรง นายช่างโบราณจึงตัดสินใจ "ทิ้ง" เสาหินมูลค่ามหาศาลนี้ไว้ให้อยู่ในสภาพเดิมครึ่งหนึ่งติดกับชั้นหิน และปล่อยให้ทรายในทะเลทรายทับถมฝังมันไว้เป็นเวลาหลายพันปี จนกระทั่งถูกขุดค้นพบอีกครั้งในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

📌​ข้อดีของการสร้างไม่เสร็จ
หากเสาต้นนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์และถูกขนย้ายออกไปตั้งที่วิหาร นักโบราณคดีก็อาจจะไม่มีวันเข้าใจเลยว่า ชาวอียิปต์โบราณขุดหินก้อนใหญ่ขนาดพันตันขึ้นมาจากใต้ดินตรงๆ ด้วยเครื่องมือขูดขัดพื้นบ้านได้อย่างไร ความล้มเหลวของช่างในอดีต จึงกลายเป็นขุมทรัพย์ความรู้ที่ล้ำค่าที่สุดของวิศวกรรมศาสตร์ในปัจจุบัน

The Earth
#เสาโอเบลิสก์ #อียิปต์โบราณ #UnfinishedObelisk #ประวัติศาสตร์ #สิ่งมหัศจรรย์ของโลก #อาสวาน #Aswan #เรื่องนี้ต้องรู้ #สารคดีน่ารู้ #ความรู้รอบตัว #โบราณคดี #ปริศนาชาวอียิปต์ #วิศวกรรมโบราณ #AncientEgypt #HistoryLovers #สาระน่ารู้

https://www.facebook.com/share/18otCe1oL9/

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่