"ทำไมโรงเรียนถึงไม่สอนเรื่องการเงินและภาษี?"
นี่คงเป็นหนึ่งในคำถามยอดฮิตที่คนทำงานยุคนี้อยากส่งเสียงไปถึงกระทรวงศึกษาธิการมากที่สุด เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ปัญหาการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็น "ปัญหาระดับชาติ" ที่วิ่งเข้าชนเราในทุกๆ วัน ตั้งแต่วิกฤตหนี้สินครัวเรือน เงินเฟ้อข้าวของแพง ไปจนถึงฝันร้ายของมือใหม่หลายคนที่โดนเรียกเก็บ "ภาษีย้อนหลัง" เพียงเพราะไม่เข้าใจวิธียื่นภาษีที่ถูกต้อง
แม้แต่สภาพัฒน์ฯ เองยังออกมาให้ความเห็นว่า ควรเริ่มปลูกฝังความรู้ทางการเงินตั้งแต่ระดับประถมศึกษา แต่ก่อนที่เราจะโยนความรับผิดชอบทั้งหมดไปให้โรงเรียน ลองมาหยุดคิดและแยกแยะกันสักนิดครับว่า ในโลกที่หมุนไวขนาดนี้... "ใคร" ควรทำหน้าที่สอน "อะไร" ในวิชาชีวิตนี้ดีที่สุด?
1. โรงเรียน และ มหาวิทยาลัย: "ติดอาวุธทางความรู้ และ หลักการ"
บทบาทที่แท้จริงของสถานศึกษาคือการสอน "ทักษะวิชาชีพ" เพื่อให้เด็กนำทักษะความรู้ไปใช้ในการสร้างรายได้ (Active Income) แต่สิ่งที่ควรสอดแทรกเข้ามาเพิ่มคือ "วิชาชีวิต" โดยแบ่งหน้าที่ตามความเหมาะสม ดังนี้:
-เรื่องรายได้ (Income): โรงเรียนทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้วในการสร้างทักษะเฉพาะทางตามที่ผู้เรียนเลือก เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือ ประกอบอาชีพ ทำมาหากินต่างๆ ทั้งงานประจำ งานรับจ้าง ฟรีแลนซ์ หรือประกอบธุรกิจส่วนตัวต่างๆ
-เรื่องภาษี (Tax): ไม่จำเป็นต้องสอนสูตรคำนวณที่ซับซ้อน แต่โรงเรียนควรสอน "หลักการพื้นฐาน" ให้เด็กเข้าใจว่า ภาษีคือหน้าที่ของพลเมือง ภาษีมีกี่ประเภท เงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ เงินได้แบบไหนจำนวนเท่าไหร่ต้องเสียภาษี และโครงสร้างภาษีเบื้องต้นคืออะไร เพื่อให้พวกเขาได้รูจักและไปศึกษาเพิ่มเติมต่อได้เองตามลักษณะงานของตนในอนาคต
2. ครอบครัว: รับบทบาท "เบ้าหลอมของ นิสัยการใช้จ่าย"
ถ้าโรงเรียนคือผู้ให้ความรู้ ครอบครัวก็คือผู้สร้างพฤติกรรม โดยเพราะเรื่องของ "ค่าใช้จ่าย" และ "ไลฟ์สไตล์" ซึ่งมันเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากๆ ว่าแต่ละบ้านต่างมีภาระค่าใช้จ่าย เงื่อนไขชีวิตที่ไม่เหมือนกัน นิสัยการใช้จ่าย และทัศนคติต่อเรื่องการเงิน ซึ่งคนที่จะเป็นแบบอย่าง (Role Model) ได้ดีที่สุดจึงไม่มีใครเกิน "พ่อแม่" มนุษย์เรามักจะซึมซับ จดจำและเลียนแบบนิสัยการใช้เงินจากคนที่เลี้ยงดูเรามา หากครอบครัวบริหารเงินอย่างมีสติ ใช้เหตุผลแยกแยะความอยากได้ (Want) กับความจำเป็น (Need) ออกจากกัน เด็กก็จะเติบโตมาพร้อมกับภูมิคุ้มกันทางการเงินที่แข็งแกร่ง
3. ตัวเราเอง: กับบทบาท "ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)"
สำหรับเรื่องของ "สินทรัพย์ หนี้สิน การสะสมสร้างความมั่งคั่ง และอิสระภาพทางการเงิน" ซึ่งในโลกยุคปัจจุบันที่ความรู้ลักษณะนี้มีให้ศึกษาเรียนรู้มากมายแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ตามช่องทางสื่อออนไลน์ต่างๆ รวมทั้งเครื่องมือทางการเงินและการลงทุนซึ่งพัฒนาและซับซ้อนขึ้นทุกวัน จากอดีตที่สังคมยุคพ่อแม่เราอาจจะรู้จักแค่การฝากเงินธนาคาร การซื้อที่ดิน และการซื้อทองเก็บสะสม วันนี้เรามีทั้งกองทุนรวม หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งในประเทศและต่างประเทศ เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่เราต้อง "ไขว่คว้าและศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเอง" ตามเป้าหมายชีวิตและระดับความเสี่ยงที่รับได้ เพราะคงจะไม่มีหลักสูตรไหนในโรงเรียนที่จะอัปเดตได้ทันความผันผวน และการเปลี่ยแปลงที่รวดเร็วของโลกการเงินได้
วิชาการเงิน มีความสำคัญแต่คงจะไม่ใช่ยาวิเศษที่จะเสกให้ทุกคนที่ศึกษาร่ำรวยขึ้นได้โดยไม่ต้องทำงาน แต่อย่างน้อยมันคือ "เครื่องมือช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น" ช่วยให้เรารู้วิธีควบคุมเงิน นำเงินไปต่อยอด และไม่ตกเป็นเหยื่อกับดักทางการเงิน
การจะแก้ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มวิชาการเงินเข้าไปในตารางสอนของโรงเรียนเท่านั้น แต่คือการร่วมมือกัน ทั้ง 3 ส่วน คื่อ "โรงเรียนให้หลักคิด ครอบครัวสร้างวินัย และตัวเราเองใฝ่หาความรู้ " ถ้า 3 ส่วนนี้ทำงานร่วมกันได้ ปัญหาเงิน หนี้ท่วม หรือภาษีย้อนหลัง ที่เคยเป็นตลกร้ายในสังคมไทย ก็จะค่อยๆ ลดลงไปในรุ่นลูกรุ่นหลานของเราครับ
วิชาการเงินที่โรงเรียนไม่เคยสอน: เมื่อ "ห้องเรียน" ให้ความรู้ แต่ "ครอบครัว" สร้างนิสัย
นี่คงเป็นหนึ่งในคำถามยอดฮิตที่คนทำงานยุคนี้อยากส่งเสียงไปถึงกระทรวงศึกษาธิการมากที่สุด เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ปัญหาการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็น "ปัญหาระดับชาติ" ที่วิ่งเข้าชนเราในทุกๆ วัน ตั้งแต่วิกฤตหนี้สินครัวเรือน เงินเฟ้อข้าวของแพง ไปจนถึงฝันร้ายของมือใหม่หลายคนที่โดนเรียกเก็บ "ภาษีย้อนหลัง" เพียงเพราะไม่เข้าใจวิธียื่นภาษีที่ถูกต้อง
แม้แต่สภาพัฒน์ฯ เองยังออกมาให้ความเห็นว่า ควรเริ่มปลูกฝังความรู้ทางการเงินตั้งแต่ระดับประถมศึกษา แต่ก่อนที่เราจะโยนความรับผิดชอบทั้งหมดไปให้โรงเรียน ลองมาหยุดคิดและแยกแยะกันสักนิดครับว่า ในโลกที่หมุนไวขนาดนี้... "ใคร" ควรทำหน้าที่สอน "อะไร" ในวิชาชีวิตนี้ดีที่สุด?
1. โรงเรียน และ มหาวิทยาลัย: "ติดอาวุธทางความรู้ และ หลักการ"
บทบาทที่แท้จริงของสถานศึกษาคือการสอน "ทักษะวิชาชีพ" เพื่อให้เด็กนำทักษะความรู้ไปใช้ในการสร้างรายได้ (Active Income) แต่สิ่งที่ควรสอดแทรกเข้ามาเพิ่มคือ "วิชาชีวิต" โดยแบ่งหน้าที่ตามความเหมาะสม ดังนี้:
-เรื่องรายได้ (Income): โรงเรียนทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้วในการสร้างทักษะเฉพาะทางตามที่ผู้เรียนเลือก เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือ ประกอบอาชีพ ทำมาหากินต่างๆ ทั้งงานประจำ งานรับจ้าง ฟรีแลนซ์ หรือประกอบธุรกิจส่วนตัวต่างๆ
-เรื่องภาษี (Tax): ไม่จำเป็นต้องสอนสูตรคำนวณที่ซับซ้อน แต่โรงเรียนควรสอน "หลักการพื้นฐาน" ให้เด็กเข้าใจว่า ภาษีคือหน้าที่ของพลเมือง ภาษีมีกี่ประเภท เงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ เงินได้แบบไหนจำนวนเท่าไหร่ต้องเสียภาษี และโครงสร้างภาษีเบื้องต้นคืออะไร เพื่อให้พวกเขาได้รูจักและไปศึกษาเพิ่มเติมต่อได้เองตามลักษณะงานของตนในอนาคต
2. ครอบครัว: รับบทบาท "เบ้าหลอมของ นิสัยการใช้จ่าย"
ถ้าโรงเรียนคือผู้ให้ความรู้ ครอบครัวก็คือผู้สร้างพฤติกรรม โดยเพราะเรื่องของ "ค่าใช้จ่าย" และ "ไลฟ์สไตล์" ซึ่งมันเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากๆ ว่าแต่ละบ้านต่างมีภาระค่าใช้จ่าย เงื่อนไขชีวิตที่ไม่เหมือนกัน นิสัยการใช้จ่าย และทัศนคติต่อเรื่องการเงิน ซึ่งคนที่จะเป็นแบบอย่าง (Role Model) ได้ดีที่สุดจึงไม่มีใครเกิน "พ่อแม่" มนุษย์เรามักจะซึมซับ จดจำและเลียนแบบนิสัยการใช้เงินจากคนที่เลี้ยงดูเรามา หากครอบครัวบริหารเงินอย่างมีสติ ใช้เหตุผลแยกแยะความอยากได้ (Want) กับความจำเป็น (Need) ออกจากกัน เด็กก็จะเติบโตมาพร้อมกับภูมิคุ้มกันทางการเงินที่แข็งแกร่ง
3. ตัวเราเอง: กับบทบาท "ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)"
สำหรับเรื่องของ "สินทรัพย์ หนี้สิน การสะสมสร้างความมั่งคั่ง และอิสระภาพทางการเงิน" ซึ่งในโลกยุคปัจจุบันที่ความรู้ลักษณะนี้มีให้ศึกษาเรียนรู้มากมายแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ตามช่องทางสื่อออนไลน์ต่างๆ รวมทั้งเครื่องมือทางการเงินและการลงทุนซึ่งพัฒนาและซับซ้อนขึ้นทุกวัน จากอดีตที่สังคมยุคพ่อแม่เราอาจจะรู้จักแค่การฝากเงินธนาคาร การซื้อที่ดิน และการซื้อทองเก็บสะสม วันนี้เรามีทั้งกองทุนรวม หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งในประเทศและต่างประเทศ เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่เราต้อง "ไขว่คว้าและศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเอง" ตามเป้าหมายชีวิตและระดับความเสี่ยงที่รับได้ เพราะคงจะไม่มีหลักสูตรไหนในโรงเรียนที่จะอัปเดตได้ทันความผันผวน และการเปลี่ยแปลงที่รวดเร็วของโลกการเงินได้
วิชาการเงิน มีความสำคัญแต่คงจะไม่ใช่ยาวิเศษที่จะเสกให้ทุกคนที่ศึกษาร่ำรวยขึ้นได้โดยไม่ต้องทำงาน แต่อย่างน้อยมันคือ "เครื่องมือช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น" ช่วยให้เรารู้วิธีควบคุมเงิน นำเงินไปต่อยอด และไม่ตกเป็นเหยื่อกับดักทางการเงิน
การจะแก้ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มวิชาการเงินเข้าไปในตารางสอนของโรงเรียนเท่านั้น แต่คือการร่วมมือกัน ทั้ง 3 ส่วน คื่อ "โรงเรียนให้หลักคิด ครอบครัวสร้างวินัย และตัวเราเองใฝ่หาความรู้ " ถ้า 3 ส่วนนี้ทำงานร่วมกันได้ ปัญหาเงิน หนี้ท่วม หรือภาษีย้อนหลัง ที่เคยเป็นตลกร้ายในสังคมไทย ก็จะค่อยๆ ลดลงไปในรุ่นลูกรุ่นหลานของเราครับ