ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม



ค่าลิขสิทธิ์บอลโลกปี 2026 แต่ประเทศจ่ายไม่เท่ากัน!

โดย FIFA จะคำนวณราคาจาก มูลค่าตลาดโฆษณา และ กำลังซื้อของประชากร เป็นหลัก อย่างในอเมริกาต้องยอมจ่ายค่าลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 36,000 ล้านบาท ควบรวมบอลโลก 3 ครั้งตั้งแต่ปี 2018 , 2022 และในครั้งนี้คือ 2026  

ส่วนประเทศในแถบยุโรปที่ฟุตบอลคือกีฬายอดนิยมก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์แพงเช่นกันในระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์ ส่วนในประเทศทางเอเชียราคาประเมินอยู่ที่ 30-50 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,100 – 1,800 ล้านบาท

แต่ก็มีข้อยกเว้นอีกเช่นกันอย่างเช่นประเทศจีนที่ FIFA ประเมินว่ามีประชากรจำนวนมาก กำลังการซื้อสูง ในปี 2026 นี้มีรายงานว่า FIFA เรียกค่าลิขสิทธิ์จากจีนสูงถึง 250–300 ล้าน เหรียญหรือ ประมาณ 9,000 ล้านบาท แต่ในภายหลังก็มีการต่อรองเพื่อให้ลดราคาลงมา

ขณะที่อินเดียก็มีประชากรเยอะไม่แพ้กันแต่ฟุตบอลไม่ใช่กีฬายอดนิยมของประเทศนี้ ค่าลิขสิทธิ์ของอินเดียจึงอยู่ที่ประมาณ 35 – 60 ล้านเหรียญซึ่งถือว่าถูกกว่าจีนมาก เช่นเดียวกับในเกาหลีใต้ที่แม้จะมีประชากรน้อยกว่าในหลายประเทศ

แต่ค่าลิขสิทธิ์กลับสูงมากประมาณ 125 ล้านเหรียญ เนื่องจากฟุตบอลในเกาหลีใต้คือกีฬายอดนิยมและมีการแข่งขันระหว่างสถานีโทรทัศน์ อย่างดุเดือด  

ฟุตบอลโลก 2026 คนไทยอาจเจอ “จอดำ”

ถึงแม้จะมีกระแสว่าเอาแน่ ยังไงก็ต้องเอา แต่ตอนนี้เริ่มจะไม่แน่ใจ และมีแนวโน้มว่าคนไทยอาจต้องอดดูฟุตบอลโลก 2026 เหตุผลก็ง่ายนิดเดียวคือค่าลิขสิทธิ์ที่สูงลิ่วกว่า 1,700 ล้านบาท

กลัวว่าจะเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มเสีย แถมตอนนี้เศรษฐกิจก็ซบเซา หลายฝ่ายจึงมองว่าถ้าซื้อมายังไงก็ไม่คุ้ม สู้เอาเงินตรงนี้ไปพัฒนาประเทศในส่วนอื่นจะดีกว่า

แม้ว่าใน 4 ครั้งหลังสุดที่ผ่านมาตั้งแต่ฟุตบอลโลก ปี 2010 , 2014 , 2018 และ 2022 คนไทยไม่เคยพลาดและได้รับชมฟุตบอลโลกมาโดยตลอดแม้บางปีจะซื้อลิขสิทธิ์มาแบบเฉียดฉิวก็ตาม แต่ถ้าย้อนไปดูจะพบว่าค่าลิขสิทธิ์ไม่ได้แพงสุดขีดเหมือนคราวนี้

อย่างในปี 2010 ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพตอนนั้นค่าลิขสิทธิ์แค่ 300-400 ล้านบาท หรือที่แพงสุดที่เคยซื้อมาก็ปี 2022 ที่มูลค่าลิขสิทธิ์พุ่งสูงถึง 1,200 – 1,400 ล้านบาท

เงิน 1,700 ล้านบาท! ลงทุนยังไงก็ไม่คุ้ม?

หากสุดท้ายแล้วประเทศไทยตัดสินใจไม่ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกครั้งนี้จริง ซึ่งตามตัวเลขแล้วจะพบว่า แบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์ประมาณ 1,300 ล้านบาท บวกภาษีและค่าดำเนินการทางเทคนิคอีก 400 ล้านบาท จึงกลายเป็น 1,700 ล้านบาท

ในเชิงธุรกิจและเศรษฐกิจการลงทุน 1,700 ล้านบาทนี้ ยากมากที่จะคุ้มทุน ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ

1.ขายโฆษณาได้ยาก เพราะเป็นการแข่งขันที่สหรัฐฯ, แคนาดา, และเม็กซิโก เวลาส่วนใหญ่จะตรงกับ ช่วงเช้ามืดหรือช่วงเช้า (6.00 - 10.00 น.) ของไทย ถ้าดูโปรแกรมการแข่งจะพบว่า คู่ที่เร็วที่สุดคือ 23.00 น. หรือเที่ยงคืน ส่วนคู่ถัดไปคือตี 2 และถ่ายทอดไปจนถึงสายๆ ในบางคู่

การที่ไม่ใช่ช่วง Prime Time คือ 20.00 – 23.00 น. เรตติ้งทางโทรทัศน์จะตกลงโดยปริยาย เพราะเอเจนซี่โฆษณาจะคำนวณค่า CPRP (Cost Per Rating Point) หรือต้นทุนต่อการเข้าถึงผู้ชมแล้วพบว่า ไม่คุ้ม ส่งผลให้ทีวีที่ได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดไม่สามารถตั้งราคาโฆษณาแพงๆ ได้

2.การรับชมถ่ายทอดผ่านโทรศัพท์มือถือ  คืออีกประเด็นที่ทำให้การลงทุนไม่คุ้ม คือพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ที่ใช้โทรศัพท์มือถือในการรับชมเป็นหลัก แต่ข้อดีของการใช้โทรศัพท์คือแพลตฟอร์มจะสามารถเก็บข้อมูลเชิงลึกของผู้ใช้ เช่น อายุ พิกัดที่อยู่ พฤติกรรมการกดดู ทำให้มี Data สำหรับการทำตลาดในอนาคตได้

และอีกเหตุผลที่น่าสนใจคือแฟนบอลจำนวนมากเลือกที่จะไม่ดูการแข่งขันแบบเต็มแมตช์ แต่จะเน้นเปิดดูคลิปไฮไลต์ ประตูสำคัญ หรือจังหวะดราม่าสั้นๆ เพียง 1-2 นาที บน TikTok, YouTube หรือ Facebook เท่านั้น

สิ่งที่จะได้จริงหากทุ่มซื้ออาจไม่ใช่กำไรในเชิงตัวเลขแต่จะเป็นความสุขทางใจของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ไม่ได้นิยมในกีฬาฟุตบอลอาจมองได้ว่าเรื่องนี้ไร้ประโยชน์

แต่ถ้าสุดท้ายพลิกล็อคมีการถ่ายทอดสดบอลโลกได้จริง การที่ภาคเอกชนอาจเข้ามาร่วมจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพื่อให้คนไทยได้ดูบอลโลก อาจไม่ได้หวังเรื่องกำไรในทันที สิ่งที่จะตามมาในเชิงธุรกิจคือ แต้มต่อ ที่เอกชนเหล่านั้นจะได้ในอนาคต กลายเป็นความสัมพันธ์อันดีในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นมูลค่าทางอ้อมที่มหาศาลกว่าค่าสปอนเซอร์บอลโลกหลายเท่า
.
.
ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ รวบรวมข้อมูล

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่