เปลี่ยนที่พักนักท่องเที่ยวให้เป็นบ้านหลังสุดท้ายคนชรา? ‘รีสอร์ตคนสูงวัยนานาชาติ‘ อาจเป็นทางออกของไทย?

กระทู้สนทนา
สำหรับหลายคน 'ฝรั่งที่มาเกษียณเมืองไทย' เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป และก็เข้าใจได้ไม่ยากว่าเมืองไทยค่าครองชีพถูก และก็มีสารพัดสิ่งให้เลือกซื้อหาตั้งแต่บริการทางเพศจนถึงบริการทางการแพทย์แบบครบเครื่องไม่ด้อยไปกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว
.
ไอเดียพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร แต่มันอาจทำให้เราเข้าใจ 'ชีวิตเกษียณ' คลาดเคลื่อน
.
ถ้าจะพูดสั้นๆ ทุกวันนี้เนื่องจากผู้คนอายุยืนขึ้นมาก เวลาพูดถึง 'วัยเกษียณ' เขามักจะแบ่งเป็นสองช่วงแล้วคือช่วงตอนต้นกับตอนปลาย โดยจุดตัดของสองช่วงคือที่ประมาณอายุ 75 ปี
.
วัยเกษียณช่วงต้นจะเริ่มตั้งแต่ที่ได้เงินเกษียณในรูปแบบต่างๆ (อายุเกษียณจะต่างไปในแต่ละประเทศ แต่ทั่วไปจะอยู่ที่ 60-65 ปี) ไปจนถึงอายุ 75 ปี ซึ่งในวัยเกษียณช่วงต้น ลักษณะเด่นคือยังมีกำลังวังชาใช้ชีวิตและเดินทางไปเที่ยว วัยนี้จะเป็นวัยที่ถ้ามีเงินพอจะชอบท่องโลก
.
แต่พออายุ 75 ปี ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป ร่างกายจะเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว ศักยภาพในการทำสิ่งต่างๆ จะลดลงอย่างหนัก บางคนเริ่มใส่เสื้อเองไม่ได้ บางคนจะเริ่มขับรถไม่ได้ บางคนจะเริ่มสมองเสื่อมเบาๆ จนลืมกินยาโรคประจำตัว มันจะเป็นวัยที่ไม่อยากเที่ยวแล้ว และเริ่มต้องการความช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวัน
.
ภาวะหลังนี้เรียกรวมๆ ว่าวัยเกษียณตอนปลาย และนี่เป็นวัยที่คนมักจะเริ่มต้องการที่อยู่สำหรับผู้สูงวัยโดยเฉพาะ เพราะมันจะตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันได้มากกว่าการอยู่ในที่อยู่อาศัยทั่วไป
.
ที่เล่ามานี่อยากจะให้เห็นภาพว่าฝรั่งเกษียณอายุไม่มากที่อยู่ตามคอนโดหรูใน กทม. และเมืองท่องเที่ยว กับฝรั่งเกษียณที่อยู่ตาม 'บ้านพักคนชราพรีเมียม' ที่มีการตั้งขึ้นทั่วไทยนี่เป็นคนละพวกเลย และถ้าคนที่ไม่ได้อายุมากถึงขนาดไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ปกติก็จะไม่อยากไปอยู่ตามสถานที่แบบหลัง ไม่ใช่เพราะว่ามันไม่สดใส มีแต่คนแก่ แต่เพราะมันจะแพงกว่าที่อยู่อาศัยทั่วไป เนื่องจากค่าเช่ามันจะรวมพวกค่าบริการต่างๆ สำหรับคนแก่ไปด้วย เช่นจะมีคนเรียกรถให้ คนนัดหมอให้ รวมถึงอาจมีคนช่วยเหลือตามความต้องการเฉพาะตัว
.
แล้วอีท่าไหนคนถึงมาอยู่ที่แบบนี้ในไทย? Business Insider เล่าเรื่องคู่รักอังกฤษคู่หนึ่งที่ปัจจุบันอายุเกือบ 80 ปี และอยู่ใน 'รีสอร์ตคนแก่' ที่เชียงใหม่ได้น่าสนใจมากๆ เพราะเขาไม่ได้อยู่มาแต่แรก และจริงๆ ก็ไม่เคยมาเมืองไทยด้วยซ้ำ ก่อนจะมาอยู่ไทยในวัยชรา
.
เขาเล่าว่าตัวเขาเป็นหมอรักษาเท้ามาก่อนที่อังกฤษ คือมีหน้าที่การงานดีเลย และเกษียณเร็วตอนอายุ 55 ปี ในปี 2003 ตอนที่เขาเกษียณช่วงแรกเขาก็ไปอยู่ตามที่เขาอยากไปอยู่ คือแถบบ้านนอกฝรั่งเศส แบบหมู่บ้านชนบทเล็กๆ ที่ประชากรไม่ถึง 10,000 คน ซึ่งตอนแรกก็อยู่สบายสไตล์คนแก่วัยเกษียณที่ได้ใช้ชีวิตเกษียณตามที่จินตนาเอาไว้
.
หลังจากอยู่ฝรั่งเศสมา 9 ปี พวกเขาก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองแก่ลงกว่าเดิม และเริ่มเห็นภาพว่าถ้าแก่ตัวลงชนิดที่ขับรถไม่ไหว การอยู่ 'บ้านนอก' ที่ไม่มีรถโดยสารสาธารณะแบบนี้จะลำบากมากแน่ๆ พวกเขาเลยตัดสินใจย้ายไปประเทศเกาะเล็กๆ ที่ยุโรปใต้อย่างมอลตาในปี 2012 ด้วยเหตุผลว่ามันเป็นประเทศเล็กๆ ที่ทุกอย่างอยู่รวมกันในเมือง เดินทางสะดวก
.
พวกเขาอยู่มอลตา 7 ปี และในวัยกว่า 70 ปี พวกเขาก็รู้สึกว่าถึงเวลากลับบ้านเกิดที่อังกฤษแล้ว ส่วนหนึ่งก็เพราะว่ามอลตาเป็นประเทศเล็กๆ ที่กิจกรรมมีจำกัดด้วย
.
ตอนแรกที่กลับไปอยู่อังกฤษ เขาเลือกไปอยู่ในชุมชนคนแก่ตามวัย แต่อยู่เพียง 3 เดือนก็ต้องย้ายออก เพราะชุมชนประเภทนี้มักจะมีกฎระเบียบมาก แต่ที่สำคัญสุด จากการไปอยู่ฝรั่งเศสและยุโรปใต้มาเกิน 10 ปี พวกเขารับไม่ได้กับอาหารอังกฤษอีกต่อไป และนี่เองทำให้เขาอยู่ได้เพียง 3 เดือนก็ตัดสินใจย้ายออกมาเช่าอพาร์ตเมนต์ทั่วไปอยู่แทน และนั่นเป็นช่วงที่โควิด-19 ระบาดพอดี
.
พวกเขาเองก็ไม่ต่างจากทุกคน เขาติดอยู่ที่อังกฤษ และครุ่นคิดว่าจะเอายังไงดีกับชีวิตวัยเกษียณ พวกเขาไม่ได้รักอังกฤษอะไรนัก ไม่เช่นนั้นคงไม่ย้ายออกแต่แรก การกลับมาที่อังกฤษก็เหมือนเป็นการตั้งหลัก แล้วพอโควิดระบาด พวกเขาก็เหมือนทุกคนที่มีคำถามตลอดเวลาว่าเมื่อไหร่สถานการณ์จะปกติ จะได้เดินทางไปต่างประเทศเสียที
.
พวกเขาใช้เวลาช่วงโควิด-19 ทำการบ้าน เพื่อหา 'บ้านหลังสุดท้าย' ที่จะอยู่ได้ยาวๆ ในยามแก่ชรา และในปีที่สถานการณ์คลี่คลาย พวกเขาก็เลือกจะ 'เดินทางครั้งสุดท้าย' มาอยู่ที่เชียงใหม่ ในวัย 75 ปี โดยที่ไม่คิดจะย้ายไปที่อื่นอีกแล้ว (ฝั่งภรรยากล่าวว่า “ชีวิตนี้ไม่อยากเห็นสนามบินอีกแล้ว”)
.
ความน่าสนใจคือ สองสามีภรรยาเป็นคนที่เที่ยวแถบยุโรปเป็นหลักมาทั้งชีวิต แทบไม่เคยได้มาแถวเอเชียเลย ไทยก็ไม่เคยมา แต่กลับเลือกมาอยู่ไทยในบั้นปลายชีวิต
.
ที่ที่เขาเลือกน่าจะเรียกได้ว่าเป็น 'รีสอร์ตคนแก่' ชื่อว่า Care Resort Chiang Mai เป็นรีสอร์ตสำหรับคนวัยชราชื่อดังเลย ลงสื่อต่างประเทศมากมาย โดยค่าพักอาศัยพร้อมบริการที่รีสอร์ต อยู่ที่ประมาณ 61,800 บาท ต่อคนต่อเดือน หลักๆ มันก็คือรีสอร์ตนี่เอง แค่บริการต่างๆ ถูกออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุ และคิดราคาสำหรับคนที่จะอยู่ยาวๆ
.
อยากให้ลองนึกภาพรีสอร์ต ตั้งแต่ห้องพักไปจนถึงสระว่ายน้ำและห้องออกกำลังกาย หน้าตามันไม่ใช่ 'บ้านพักคนชรา' แบบที่เราคนไทยเข้าใจแน่ๆ แต่ที่เพิ่มเติมคือ มันมีการทำสัญญาระยะยาว เพื่อให้ผู้เข้าอยู่สามารถปรับปรุงห้องพักได้ตามใจเหมือนอยู่บ้าน กล่าวคือจะเอาฟอร์นิเจอร์มาใส่เพิ่ม หรือจะเปลี่ยนผ้าม่าน ทำได้หมด
.
แน่นอน 'ฝรั่งเกษียณ' ก็สุดจะแฮปปี้ เพราะถ้าอยากได้ไลฟ์สไตล์ประมาณนี้ในอังกฤษ น่าจะต้องจ่ายเพิ่มประมาณ 4 เท่าตัว (ที่อเมริกาก็น่าจะราคาใกล้เคียงกัน) ทั้งนี้เขาก็ยอมรับตรงๆ ว่าจ่ายไม่ไหว จึงเลือกมาอยู่ที่เชียงใหม่ ประเทศไทย โดยที่ไม่เคยมาเที่ยวไทยมาก่อนด้วยซ้ำ
.
แน่นอน เราจะมองว่านี่เป็นเรื่องเล็กๆ ก็ได้ แต่อีกมุม มันเป็นไอเดียทางธุรกิจที่อาจเป็นทางออกของ 'รีสอร์ต' จำนวนมากมายในไทยที่ต้องเผชิญกับภาวะนักท่องเที่ยวลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะสุดท้ายกรณีที่ว่ามานี้เราก็จะเห็นได้ว่า ฝรั่งวัยเกษียณตอนปลายนั้นไม่ได้ต้องการมาอยู่ 'บ้านพักคนชรา' ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ แต่พวกเขาอยากใช้ชีวิตเหมือนมาเที่ยวรีสอร์ต และในไทยเองก็น่าจะมีรีสอร์ตจำนวนไม่น้อยที่ทุกวันนี้ประสบปัญหานักท่องเข้าพักน้อยลงๆ ทุกที
.
CR #BrandThink
🔗
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่