รัสเซีย-ยูเครนรบกันเกิน 4 ปีล่ะ บางคนก็คงไม่สนใจตามข่าวแล้ว รัสเซียเสียหายเยอะ ถ้าปูตินย้อนเวลาได้ คงไม่คิดทำสงคราม

ถึงวันนี้ สงครามรัสเซีย-ยูเครนก็รบรากันมาไดัเกิน 4 ปีล่ะ ไม่มีทีท่าว่าจะจบเร็วๆนี้ คนที่เคยติดตาม ให้ความสนใจก็น้อยลงไปเรื่อย ไม่รู้ว่าช่วงหลังมานี้ติดตามจริงๆซักกี่คนได้
  สงครามนี้เป็นสงครามที่หลายคนคาดการณ์ได้คลาดเคลื่อนจากความจริงมาก เรียกว่าคาดการณ์ผิดอย่างมากเลยก็ได้ คิดว่าไม่นานรัสเซียก็คงรบชนะ เต็มที่ก็ไม่เกิน 1 เดือน ซึ่งคนที่คาดการณ์ก็ระดับเซียนทหารด้วยคลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

  ถึงเวลานี้ หากเรื่องย้อนเวลาสามารถทำได้จริง ปูตินคงจะเลือกไม่ทำสงครามกับยูเครน อยู่เฉยๆให้โลกเกรงขามในฐานะกองทัพเบอร์ 2 ของโลกดีกว่า แล้วก็ค้าขายกับชาติอื่นๆเอาตังค์เข้ากระเป๋าสบายๆ

*บทสรุปข้อมูลหากรัสเซียไม่ทำสงคราม หากรัสเซียไม่ทำสงครามกับยูเครน มีแนวโน้มสูงมากว่า หากรัสเซียไม่ทำสงครามยูเครน เศรษฐกิจของรัสเซียจะดีกว่านี้มาก ทั้งในแง่ของเสถียรภาพ การเติบโตระยะยาว และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีเหตุผลสนับสนุนสำคัญดังนี้
• ไม่ต้องเผชิญการแซงก์ชั่นระดับสูงสุด: หากไม่มีสงคราม รัสเซียจะไม่ถูกตะวันตกคว่ำบาตรอย่างหนักหน่วง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบการเงิน (SWIFT) ภาคเทคโนโลยี และการส่งออกน้ำมัน/ก๊าซ
• ไม่ต้องเสียเงินงบประมาณมหาศาลกับสงคราม: รัสเซียต้องนำรายได้จำนวนมากไปใช้กับค่าใช้จ่ายทางทหารและการผลิตอาวุธ ซึ่งแทนที่จะนำเงินเหล่านี้มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือคุณภาพชีวิตประชากร
• แรงงานไม่ขาดแคลน: สงครามทำให้เกิดการเกณฑ์ทหารจำนวนมากและการอพยพย้ายถิ่นฐานของแรงงานฝีมือ (Brain Drain) ทำให้ภาคผลิตและเทคโนโลยีขาดแคลนแรงงาน
• การเติบโตของเศรษฐกิจที่แท้จริง: หากไม่มีสงคราม รัสเซียสามารถพัฒนาเศรษฐกิจในภาคส่วนอื่น ๆ ได้ดีกว่าการพึ่งพาแต่คำสั่งซื้อของกองทัพเพียงอย่างเดียว

และที่สำคัญถ้าไม่ทำสงครามก็คือ ปูตินยังเป็นผู้นำที่มีเครดิตของโลกและคนในชาติตัวเอง แต่พอคิดพลาด รบกับยูเครน เสียหายทั้งการเงินและชื่อเสียงตัวเอง ทั้งการเงินและชื่อเสียง เครดิตต่างๆได้พังลงอย่างมาก ประชาชนหมดศรัทธาเยอะ

     แต่ถ้าเทียบกับยูเครนแล้ว ยูเครนได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า แต่เรื่องชื่อเสียงและเครดิตผู้นำไม่ได้รับความเสียหายอะไร เพราะสู้เพื่อปกป้องตัวเอง ทีมชาติยูเครนสามารถแข่งขันกีฬาเป็นทางการในระดับทวีปได้ ระดับโลกได้ แต่รัสเซียในแค่แข่งกระชับมิตร เครดิตในระดับชาติของยูเครนดีกว่ารัสเซียมาก แต่ภาพรวมเศรษฐกิจของยูเครนและชีวิตคนถือว่าเสียหายกว่ารัสเชีย

    *สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาครบ 4 ปี (ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2565 ถึงต้นปี 2569) สร้างความเสียหายอย่างหนักหนาสาหัสแก่ยูเครนในทุกมิติ โดยข้อมูลสถิติที่สำคัญ ณ ต้นปี 2569 มีดังนี้:
1. ความเสียหายทางดินแดน
    ดินแดนถูกยึดครองเกือบ 20%: รัสเซียครอบครองดินแดนยูเครนอยู่ประมาณ 19.4% จากพื้นที่ทั้งหมด
สงครามพร่ากำลัง: แม้รัสเซียจะยึดพื้นที่เพิ่มได้เพียง 0.79% ในปี 2568 แต่การสู้รบทำให้โครงสร้างพื้นฐานและเมืองต่างๆ เสียหายหนักจากการถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง
2. ความสูญเสียด้านชีวิตพลเรือนและประชากร
   พลเรือนเสียชีวิตกว่า 15,000 ราย: คณะผู้สังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) ระบุว่ามีพลเรือนเสียชีวิตจากการโจมตีอย่างน้อย 14,999 ราย (ตัวเลขจริงคาดว่าสูงกว่านี้มาก)
  ผู้บาดเจ็บกว่า 40,000 ราย: พลเรือนได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 40,600 ราย
  เด็กเสียชีวิต: มีเด็กเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 763 ราย
วิกฤตผู้ลี้ภัย: ชาวยูเครนเกือบ 6 ล้านคนลี้ภัยไปต่างประเทศ และอีกกว่า 3.7 ล้านคนเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (จากประชากรเดิมกว่า 40 ล้านคน)
3. ความเสียหายทางทหาร
ยอดสูญเสียทหารสูงมาก: ผลการศึกษาชี้ว่ายอดรวมทหารของทั้งสองฝ่ายที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บอาจสูงถึงเกือบ 2 ล้านนาย โดยยูเครนสูญเสียทหารไปจำนวนมหาศาลจากการสู้รบที่ยืดเยื้อ
4. ผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและสุขภาพ
  สถานพยาบาลถูกโจมตี: องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่ามีการโจมตีที่ส่งผลกระทบต่อบริการทางการแพทย์ในยูเครนมากกว่า 2,800 ครั้ง
   เมืองถูกทำลาย: เมืองหลายแห่ง โดยเฉพาะทางตะวันออกและใต้ กลายเป็นซากปรักหักพัง โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและบ้านเรือนเสียหายหนัก
5. ความช่วยเหลือระหว่างประเทศที่ลดลง
  ความช่วยเหลือทางทหารจากต่างประเทศลดลง 13% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2565-2567 เนื่องจากสหรัฐฯ ชะลอความช่วยเหลือ แม้ประเทศในยุโรปจะเพิ่มการสนับสนุนขึ้นก็ตาม
   สรุปได้ว่า ยูเครนได้รับความเสียหายอย่างหนักในชีวิตพลเรือน โครงสร้างพื้นฐาน และดินแดนที่ถูกยึดครอง โดยสงครามกลายเป็น "สงครามพร่ากำลัง" (War of Attrition) ที่สร้างความล้างผลาญต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 5

    การที่รัสเซียคิดผิดในการทำสงครามกับยูเครนนี้ ทำให้นึกสมัยฮิตเลอร์ที่ทำสงครามบุกอังกฤษกับรัสเซีย ที่เยอรมันบุกไม่ชนะอังกฤษ ก็เพราะว่านายพลใกล้ตัวฮิตเลอร์ ไม่ยอมบอกความจริงฮิตเลอร์ว่า กำลังพลและอาวุธของเยอรมันไม่เพียงพอต่อการบุกอังกฤษ ผลออกมาเลยแพ้ ส่วนที่บุกรัสเซีย นายพลหลายคนคัดค้านแล้ว แต่ฮิตเลอร์มั่นใจกองทัพตัวเองเกินไป สุดท้ายก็แพ้รัสเซีย ของฮิตเลอร์ไม่น่าบุกแต่แรก พอบุกก็เลยแพ้

    แต่ของปูตินที่บุกยูเครนเป็นปัญหาอีกแบบ คือทั้งกำลังพลและอาวุธมีความพร้อมและขนาดใหญ่กว่ายูเครนมาก นายพลหลายคนให้การสนับสนุนปูติน คิดว่าบุกยูเครนไม่กี่วัน ก็ยึดเมืองหลวงยูเครนได้ แต่กลับมีปัจจัยอื่นที่เป็นตัวแปรผลแพ้ชนะคือ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี อาวุธที่ทันสมัยขึ้น เช่น โดรนบินได้ โดรนผิวน้ำ ทำให้อาวุธที่ราคาเพียงหลักแสนจนถึงหลักสิบล้าน แต่สามารถทำลายอาวุธหลักพันล้านหมื่นล้านได้สบาย ซึ่งก่อนสงครามรัสเซีย-ยูเครนก็ไม่มีใครคิดว่าจะเจออะไรแบบนี้ แต่พอรบไปซักพัก หลายอย่างที่เกิดขึ้นทำให้คนรู้ว่า นี่คือสงครามยุคใหม่ หลายวิธีการรบแบบเดิมไม่สามารถเอามารบได้อีก รถถังเอามาเป็นแนวหน้าไม่ได้ เอามาก็เสร็จโดรน ต้องโดรนนำหน้าไปก่อน รถถังจึงเป็นอาวุธคอยตามสนับสนุนโดรน
  เรียกว่า สงครามเปลี่ยนรูปแบบไปมาก ซึ่งสหรัฐฯผู้นำเทคโนโลยีเองก็ไม่คาดคิดถึงสิ่งนี้ ถ้าปูตินรู้ล่วงหน้าว่าจะเป็นแบบนี้ เชื่อว่าก็คงไม่กล้ารบกับยูเครน

    สถานการณ์ตอนนี้ รัสเซียก็ยังพอได้เปรียบยูเครนอยู่ แต่ความรู้สึกก็เหมือนแพ้ล่ะ เพราะขนาดกองทัพมันต่างกันมาก แต่ก็ยังชนะไม่ได้เสียที ทำท่ายืดเยื้ออีก เหมือนฟุตบอลที่ทีมอันดับบนของตารางทำได้แค่เสมอทีมบ๊วย ทีมรองบ่อนมากๆ ก็รู้สึกเหมือนทีมแพ้ แต่ทีมรองบ่อนกลับรู้สึกเหมือนชนะ


    รัสเซียถล่มเคียฟยับ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
    โดรนโจมตีบึ้มโรงงานอาวุธ ทุบท่าเรือน้ำมันรัสเซีย
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

*สรุปผล ณ เดือนพฤษภาคม 2569 (2026) สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงอยู่ในลักษณะ "สงครามยืดเยื้อ" ที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยยังไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะเบ็ดเสร็จอย่างชัดเจน แต่มีแนวโน้มทางยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจดังนี้:

รัสเซีย (ความได้เปรียบด้านทรัพยากร): รัสเซียยังคงยึดครองพื้นที่ประมาณ 20-25% ของยูเครนไว้ได้ และมีข้อได้เปรียบเชิงปริมาณทั้งกำลังพลและอาวุธที่เหนือกว่า รัสเซียพยายามทำสงครามยืดเยื้อเพื่อตัดกำลังยูเครนและหวังให้ตะวันตกหยุดสนับสนุน

ยูเครน (ความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีและยุทธวิธี): ยูเครนเน้นการทำสงครามโดรนและสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของรัสเซียได้ถึง 40% แม้จะประสบปัญหาด้านเสบียงอาวุธที่ล่าช้าจากพันธมิตรตะวันตกในบางช่วง แต่ยูเครนยังคงสามารถขัดขวางสายการสื่อสารภาคพื้นดินของรัสเซียได้ดี

สถานะปัจจุบัน (พฤษภาคม 2569): แนวรบกลายเป็น "ทุ่งสังหาร" ที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบุกยึดพื้นที่เพิ่มได้มากนัก แม้จะมีความพยายามเจรจา (เช่น การประชุม 3 ฝ่ายที่เจนีวาเมื่อต้นปี 2569) แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้

สรุปคือ: หากวัดที่ "พื้นที่ยึดครอง" รัสเซียมีความได้เปรียบ แต่หากวัดที่ "ความสามารถในการทำลายล้างศักยภาพ" ยูเครนทำได้ดีขึ้นมาก แต่ด้วยทรัพยากรที่มากกว่าของรัสเซีย ทำให้รัสเซียยังคงถูกมองว่ามีโอกาสชนะในสงครามยืดเยื้อหากยูเครนขาดการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่มีฝ่ายใดสามารถชนะได้เด็ดขาดในขณะนี้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่